APKDock Logo
ภาพปกนิยายเรื่อง การเริ่มต้นใหม่ของอดีตจอมมาร

การเริ่มต้นใหม่ของอดีตจอมมาร

9.0 / 10.0
เมื่อหนุ่มยุคปัจจุบันต้องย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของจอมมารผู้ทรงพลังในอดีตอย่างเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางสถานการณ์อันแสนกดดันรอบด้าน เขาจึงจำต้องซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริงด้วยการแฝงตัวเข้าไปเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลหลิน ซึ่งเป็นตระกูลอริตัวฉกาจที่เคยต่อสู้ห้ำหั่นกับจอมมารมาอย่างยาวนาน การเริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่ในบทบาทที่ไม่คาดฝันรายล้อมไปด้วยศัตรูจึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่เขาต้องเผชิญและฝ่าฟันไปให้ได้ในโลกแฟนตาซีแห่งนี้

การเริ่มต้นใหม่ของอดีตจอมมาร ตอนที่ 1

"เหวอ!! น..นายท่าน!! ได้โปรดข้าน้อย..ข้าน้อยผิดไปแล้วขอนายท่านโปรดเมตตาข้าน้อยด้วย!"

ชายแก่ท่าทางลนลาน คุกเข่าคลานหมอบกับพื้นด้วยท่าทางหวาดกลัวต่อชายผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า ใบหน้างามหยดย้อยแต่หารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่ภายในหม่นหมองเน่าเปื่อยเหมือนกับจิตใจของเจ้าของใบหน้าที่กำลังยิ้มเย้ยนั่น

"ให้อภัยหรือ? ให้ข้าให้อภัยเจ้าผู้ทรยศงั้นหรือ? หึหึ..."

ใบหน้าจ้องมองชายที่กำลังอ้อนวอนด้วยท่าทางสมเพชเวทนาเปี่ยมสุขพลางเอ่ยถามขึ้นเพื่อไตร่ตรองคำอ้อนวอนนั่น แต่ล้วนแล้ว นิสัยใจของของเขาผู้นี้ คงจะมีเพียงคำตอบเดียวที่เลือกขึ้นมาเป็นอย่างแรก

"ได้โปรดนายท่าน ข้าน้อย... ข้าน้อยเพียงแค่ทำแบบนั้นเพราะตั้งใจจะช่วยครอบครัวของข้า... ฮึก พวกเขากำลังลำบากข้าถึง... แต่..แต่ข้ามิได้ตั้งใจจะทำร้ายท่านเลยแม้แต่น้อยนะขอรับ"

"หื้ม? ครอบครัว?"

"อึก..."

ชายแก่กระตุกตัวสั่นเมื่อเสียงที่เอ่ยนั่นกำลังแสดงท่าทางตั้งคำถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก

"ไหนเจ้าบอกข้าว่า ครอบครัวของเจ้าถูกคนในตระกูลหลินฆ่าตายหมดสิ้นแล้วนี่? ไยถึงเอ่ยว่าช่วยครอบครัว?"

".....น..นายท่านเฉินจือหาน! ได้โปรด! ข้า...ข้ามิได้มีเจตนาคิดปองร้ายต่อท่าน ข้าสาบาน ข้าสาบาน!! ได้โปรด!!"

ชายแก่ไร้ทางออก ได้แต่ก้มลงคว้าเข้าที่ขาของผู้เป็นนาย กอดไว้แน่นอ้อนวอนร้องขอความเมตตาจากนายของตนเอง น้ำตาไหลรินลงมาอย่างยากที่จะหยุดยั้ง แต่ใบหน้าของเฉินจือหานกลับมิใช่เช่นนั้นเลย

"ทันทีที่เจ้ากล้าทรยศข้า แสดงว่าเจ้าเตรียมตัวตายมาเสียอย่างดี ไยข้าจักไม่ตอบสนองความต้องการของเจ้ากันเล่า?"

"เอ๊ะ? น..นายท่าน ม..ไม่..ด..ได้โปรดเถิด! อึก อั๊ก!!! อ๊าก!!"

เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างน่าสยดสยอง ร่างนอนหมอบกับพื้นค่อยๆ ลอยขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าซีดเผือดพร้อมกับมือของตนเองที่กำลังกำคอของตนเหมือนมีอะไรบางอย่างมารัดคอไว้เสียแน่น เฉินจือหานจ้องมองชายตรงหน้าที่กำลังทรมานอย่างสุขสมขณะอีกฝ่ายสีผิวเริ่มเหี่ยวย่นซีดเซียว สีตาขาวโพลนแต่กายยังมีวิญญาณอยู่ เสียงร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ ไอหมอกหนาสีดำไหลลอยออกจากร่างเหี่ยวย่นเข้าสู่ร่างของอีกฝ่ายราวกับดูดกลืนพลังชีวิตจนเกลี้ยง ก่อนที่จะมีแสงสว่างกลมสีขาวสดบริสุทธิ์หลุดออกมาจากร่างชราก่อนสิ้นใจ

".... ทั้งที่บอกว่ารับใช้ข้าเยี่ยงทาสแต่ดวงวิญญาณกลับสีใสบริสุทธิ์ ใสจนน่าคลื่นไส้..."

เขาเอ่ยขึ้นสั้นๆ ริมฝีปากจรดลงบนดวงแก้วกลมสีขาวเรืองรอง ก่อนกินดวงแก้วนั่นเข้าสู่ร่างกาย

"สกุลหลิน.... ไม่ว่ายังไงก็มักจะเข้ามาสอดแนมข้าเสมอ หึ... แต่อีกไม่นานหรอก... ประเดี๋ยวพวกเจ้าก็ใกล้สิ้น.. ข้าจะกินวิญญาณพวกเจ้าให้หมดทั้งสกุลเอาให้เท่ากับสิ่งที่พวกเจ้าแย่งชิงมาจากข้า หึหึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"

...

"หลีเหว่ย.. หลีเหว่ย!!"

"เหวอ!!! อึก.. อะไรของพวกนายเนี่ย! เรียกเบาๆ ไม่ได้หรือไง คนกำลังหลับเพลินๆ"

สีหน้างัวเงียถูกปลุกขึ้นจากการหลับ ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ ห้องถึงได้รู้ว่าตัวเองยังคงอยู่ในหอสมุดใจกลางเมือง

"ปลุกนายเป็นชาติแล้วไม่ยอมตื่นเองนี่! พวกเรามาหาข้อมูลนะ ไม่ใช่ให้มานั่งหลับ"

"จ้าๆ ขอโทษครับ แล้ว..พวกนายอ่านอะไรกันล่ะ?"

ชายหนุ่มชะโงกหน้ามองเหล่าเพื่อนของตัวเองที่กำลังนั่งอ่านหนังสือจดลงสมุด เพื่อหาข้อมูลไว้ศึกษาในการวิจัยที่จำเป็น

"กลไกราคา ส่วนเจ้านั่นอ่านทฤษฎีการคํานวณ"

"อะไรกัน อ่านอะไรไม่เห็นบันเทิงเลย"

"งั้นแกก็ไปหาอะไรที่มันบันเทิงมาอ่านแล้วเงียบๆ เซ่! อ่ะ นี่!"

เพื่อนของเขายื่นหนังสือเล่มหนาส่งมาให้

"อ่านนี่แล้วมาเล่าให้ฉันฟังสิ เล่าให้ละเอียดไม่เอาเล่าแบบส่งเดช"

"อะไร? นิทานกระต่ายกับเต่าหรอ?"

"แกอยากตายไหมล่ะหลีเหว่ย?"

"จ้าๆ ขอโทษ ว่าแต่ หนังสืออะไรล่ะ..."

เขาจ้องมองหนังสือเล่มหนา ที่บันทึกเรื่องราวเรื่องเล่าของสงครามเลือดเมื่อหลายพันปีก่อน แต่แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกเหลวไหลซะมากกว่า

"ฮิฮิ เอาจริง? จะให้ฉันอ่านเรื่องนี้จริงดิ มันก็แค่เรื่องแต่งที่โด่งดังสมัยก่อน มีความจริงแค่5เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นเรื่องแต่งที่ทำให้เรื่องมันดูสนุกก็แค่นั้นเอง"

"ถ้านายจะมาพูดแค่นี้ก็กลับบ้านไปเถอะ คนเขาจะอ่านหนังสือ"

"อ้าๆ รู้แล้วๆ ฮิฮิ ฉันเคยอ่านเรื่องนี้แล้ว แต่ก็จำไม่ค่อยได้เยอะหรอกนะ รู้แค่ว่าตอนจบของสงครามเลือด ตระกูลชื่อดังทั้ง5 ตระกูลต้องห้ำหั่นต่อสู้กับแม่ทัพมารนามว่าเฉินจือหาน ต้องเสียสละสมาชิกของคนในตระกูลไปนับร้อยนับพันชีวิต สงครามก็จบลง โดยที่แม่ทัพมารถูกสังหาร ตัดหัวเสียบประจาน แต่ตระกูลที่เหลือรอดมีเพียงสองตระกูลคือ ตระกูลหลินและตระกูลโจว แล้วต่อมาตระกูลหลินคิดก่อกบฏแต่ไม่สำเร็จและถูกสังหารหมู่ในที่สุดจนเหลือเพียงตระกูลโจวที่ยังอยู่รอดจนถึงตอนนี้"

"เอาจริงๆนะ ถ้าแม่ทัพมารอะไรนั่นไม่ก่อสงครามเรื่องพวกนี้ก็คงไม่เกิด บ้านเมืองคงสงบสุขกว่านี้เยอะ" เพื่อคนหนึ่งออกความเห็น

"อะไรกันพวกนาย ไม่ตั้งใจอ่านหนังสือแต่มาฟังฉันเล่าเนี่ยนะ แล้วก็มาด่าฉันว่าไม่สนใจอ่านหนังสือ? บ้าแล้ว"

"ก็นายนั่นล่ะ เล่าให้อยากฟัง ไปๆ อ่านต่อ อีกไม่นานก็จะมืดแล้ว หอสมุดปิดแล้วนี่แหละจะเป็นเรื่องแย่" ทั้งสามคนเริ่มกลับมาเข้าสู่โหมดตั้งใจกันอีกครั้ง

'กริ้ง.... กริ้ง..'

"อ่ะ.." หลีเหว่ยหันมองไปตามเสียงของกระดิ่งด้วยท่าทางฉงน

"อะไรหรอ?" เพื่อนในกลุ่มเอ่ยปากทักขึ้นกับท่าทางของเขาที่ดูเหม่อไปเล็กน้อย

"ฉัน..คิดว่าได้ยินเสียงกระดิ่ง"

"กระดิ่ง? ในนี้มีใครเขาสั่นกระดิ่งกันเล่า เงียบออกจะตาย หูนายเพี้ยนหรือไง? อ่านหนังสือกันได้แล้วจะได้รีบกลับบ้าน"

ใบหน้าจ้องมองหาที่มาของเสียงอย่างไม่ละสายตา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เจอเจ้าของเสียงกระดิ่งที่ว่านั่นเลยสักนิด หลีเหว่ยหันกลับมาสนใจบนโต๊ะของตัวเองอีกครั้งแล้วถอนหายใจเบาๆ

"คิดไปเอง..มั้ง"

...

"ท่านเฉินจือหาน น้ำสำหรับอาบได้เตรียมไว้ให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ"

"....อย่าให้ใครเข้ามาตอนที่ข้ากำลังบำเพ็ญ"

ใบหน้านิ่งเรียบเดินตรงเข้ามายังด้านในห้องที่มีบ่ออาบน้ำขนาดใหญ่ ไฟจากตะเกียงจุดเปล่งแสงสีส้มนวลรอบบริเวร ฝีเท้าย่างก้าวเดินลงไปในบ่อแช่ที่ควันพวยพุ่งจากไอร้อนมายังจุดกึ่งกลางของบ่อ ยกมือขึ้นปัดเป่าแสงไฟรอบๆ ให้เปร่งเป็นสีม่วง พลางสูดลมหายใจรวบรวมญาณของตนเองให้เป็นหนึ่ง

".....ท่านเฉินจือหาน"

"...เฉินจือหาน!!! "

"อึก!" เปลือกตาลืมขึ้นกวาดตามองไปรอบๆ "ผู้ใดบังอาจมารบกวนข้า!"

ต่อให้เปร่งเสียงเอ่ยถามออกไป แต่กลับไม่มีใครกล่าวขานตอบรับ สีหน้าหงุดหงิดคลายกังวลพลางกลับมานั่งตั้งญาณของตนเองใหม่ เหงื่อเริ่มไหลซึม ร่างกายกลับรู้สึกหนักอึ้ง

"เฉินจือหาน!! เจ้าตัวอัปยศ!!"

"อึก!! ข้าถามว่าใครกัน!!! " แววตาโมโหร้ายผุดขึ้น จ้องมองไปรอบๆ อย่างไม่สบอารมณ์นัก

"เฉินจือหานสมควรตาย!!" เสียงนั่นยังคงดังก้อง แต่กลับไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นเลยแม้แต่น้อย

"อึก บ้าเอ้ย..."

"เฉินจือหาน เฉินจือหาน เฉินจือหาน!! ช่วยด้วย ท่านเฉินจือหานโปรดไว้ชีวิตข้า! ท่านเฉินจือหาน!!"

มือกุมศีรษะไว้แน่น ร่างกายเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ขณะรีบพยุงร่างเดินกลับขึ้นจากบ่อ เปลวไฟสีม่วงเริ่มโหมกระหน่ำ แต่เมื่อมองไปรอบๆ ด้าน มันกลับทำให้เขานั้นมองเห็นเพียงความมืด

"อ..อะไรกัน ข้า..เกิดอะไรขึ้น! อึก... ในหัวจะ..ระเบิด.."

"เฉินจือหาน!! ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!! "

"อึก..อ๊าก!! ออกไปให้พ้น!! "

มือปิดหูแน่นกรีดร้องอย่างร้อนรนเพื่อหยุดยั้งเสียงเรียกปริศนาที่ร้องออกมารอบด้าน "ออกไป อย่ามาเข้าใกล้ข้า!! พวกเจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใครกัน!! อย่ามาเหิมกับข้า เจ้าพวกวิญญาณ ข้าเป็นนายเจ้า อย่า..อึก..."

"นายท่าน? เกิดอะไรขึ้น! " เสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาด้วยท่าทางแตกตื่นพยายามดึงสติอีกฝ่ายจากความมืดที่แผ่ออกมา

"อึก.. อ๊าก!! ออกไป!! เสียง.. อึก ออกไป!!"

นิ้วเรียวยาวคว้าเข้าที่คอของทหารรับใช้แล้วบีบไว้แน่น ร่างลอยเหนือพื้น ดิ้นทุรนทุรายก่อนถูกอีกฝ่ายกลืนกิน ผิวหนังเหี่ยวย่นเหมือนกับที่ชายคนก่อนเคยเป็นก่อนจะสิ้นใจทรุดตัวลงไปนอนแน่นิ่งทั้งที่ไม่มีความผิด แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่ได้ทำให้ความสงบสติของเฉินจือหานนั้นลดลงมาได้เลย

"ทำไม..ทำไมล่ะ..ข้า..ข้าดึงพลังชีวิตมาแล้ว ข้ากินมันไปแล้ว ทำไมข้ายังไม่ดีขึ้น ทั้งที่ อึก..อ๊าก!!"

ดวงตามองร่างกายตัวเองด้วยความสับสน นิ้วมือหยาบกระด้างเหี่ยวย่นราวกับคนแก่ แม้แต่ดวงตาเริ่มค้ำเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน สภาพของเขาไม่ต่างอะไรกับศพของคนที่จือหานคร่าชีวิตไป

"อึก.. มันจะต้องผิดพลาด มันจะต้องผิด..พลาด ทำไม..ข้าถึง.. อึก... อะ..อ๊าก!!! " ราวกับเวลานั้นได้หยุดนิ่ง ร่างยืนแน่นิ่งเหมือนวิญญาณนั้นหลุดออกจากร่างและดับสูญ สายตาที่เคยเกรี้ยวกราดหม่นหมองจนกระทั่งร่างทั้งร่างเซล้มลงจมหายไปในบ่อ

...

"ย่าส์~ ทำไมวันนี้อากาศมันหนาวขนาดนี้นะ"

"ทำมาบ่น ดึกป่านนี้แล้วแท้ๆ รีบกลับบ้านกันเถอะ พรุ่งนี้ไว้เจอกันนะพรรคพวก"

ชายหนุ่มทั้งสามแยกย้ายกันกลับบ้านตามเวลาที่สมควรขณะ หลีเหว่ยยังคงเดินเตร่ไปเรื่อยๆ ริมถนน ใบหน้าหยุดยืนจ้องมองรูปปั่นขนาดใหญ่ที่เป็นรูปปั้นของโจวเฉิงเคอ บุรุษผู้กำราบแม่ทัพมารในสงครามเลือดในสวนสาธารณะกลางเมือง

"อ้า ยังไม่อยากกลับบ้านเลยแฮะ โอ๊ะ ลืมเลย ต้องโทรหายัยนั่นก่อน"

ใบหน้าเปี่ยมสุขยกโทรศัพท์ขึ้นโทรติดต่อหาใครสักคนก่อนกลับบ้าน ขณะรถขับผ่านถนนใหญ่ที่เริ่มน้อยนิดเต็มที

"ฮัลโหล"

[พี่คะ ดึกดื่นป่านนี้ทำไมยังไม่กลับบ้าน แม่เป็นห่วงอยู่นะคะ]

"รู้แล้วๆ กำลังกลับแล้ว เธอน่ะ ยังไม่นอนหรือไง? "

[กำลังจะนอนค่ะ แต่เห็นพี่โทรมาหาน่ะ]

"ขอโทษแล้วกันที่โทรกวน ฉันกำลัง..'กริ้ง... กริ้ง...' อึก.." แววตาหันมองไปยังต้นตอของเสียงนั่น มันดังมาจากริมแม่น้ำที่ไม่ห่างกันมากนัก "ขอโทษนะ พี่จะรีบกลับ แค่นี้ก่อน"

[เอ๊ะ? พี่คะ มีอะไรหรือเปล่า?] หลีเหว่ยตัดสายไปในทันที เขาเริ่มเร่งฝีเท้าตามเสียงของกระดิ่งที่ยังสั่นเปร่งเสียงออกมาเป็นระยะ กวาดตามองไปรอบๆ ถึงแม้จะไม่เจออะไรเลย แต่เสียงกลับยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

"เสียงนี่.. เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนจริงๆ ด้วย" ร่างกายเดินตรงมายังแม่น้ำขนาดใหญ่ จ้องมองหาเสียงนั่นอย่างสงสัย "เสียงอยู่แถวๆ นี้ แต่ทำไม.."

"เฉินจือหาน..."

"อึก.." เสียงทุ้มต่ำเรียกดังออกมาจากในแม่น้ำ ใบหน้าเริ่มซีด แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังไม่รู้ที่มาของเสียงนั่นที่ดังออกมาเพื่อล่อลวงให้เขานั้นตามเข้าไป

"อะไรกัน..อึก! อ้ะ! ป..ปวดหัว.." มือยกกุมศีรษะด้วยความปวดร้าวที่จู่ๆ กลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเหมือนถูกบีบอย่างรุนแรง

"จือหาน..."

"อึก..ป..ปวดหัว.. ใคร..ใครกำลัง.. อ้ะ! ว..เหวอ!"

ร่างเซตกลงไปในแม่น้ำขณะรีบตะเกี่ยตะกายขึ้นจากฝั่งแต่กลับรู้สึกเหมือนถูกดึงให้จมลงไป

"อึก! แอ๊กๆ ช..ช่วยด้วย! อึก! "

ผิวน้ำเคลื่อนไหว แต่ร่างยิ่งจมลงไป หลีเหว่ยดิ้นรนพยายามขึ้นมาจากฝั่ง แต่สุดแล้วกำลังก็เริ่มค่อยๆหายไปเรื่อยๆ ร่างเริ่มคล้อยจมลงไปในแม่น้ำลึก ริมฝีปากได้แต่กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

'กำลังตาย..ฉัน..ฉัน..กำลังจะตาย..'

...

อะไรกัน... ที่นี่..ที่ไหน ทำไมถึงรู้สึก.. "อึก ฮ้า!!" ชายหนุ่มรีบพยุงตัวขึ้นจากบ่อน้ำแล้วหอบหายใจอย่างลนลาน "อึก เฮ้อ.. แอ๊กๆ นึก..นึกว่า..นึกว่าจะตายซะแล้ว"

มือลูบน้ำออกจากหน้า กวาดตามองไปรอบๆ บ่อด้วยความสงสัย

"...ทำไม.. ถึงมาโผล่นี่ ที่นี่มันที่ไหน?"

หลีเหว่ยพยุงร่างขึ้นจากบ่อน้ำด้วยความมึนงง พยายามไล่สายตามองไปรอบๆ เหมือนกับเป็นห้องกว้างขนาดใหญ่ที่จุดตะเกียงเล็กๆ ไว้ล้อมรอบ เขาเสยผมขึ้นแต่แล้วก็หยุดชะงัก

"ผ..ผม? ทำไม ฉันจำได้ว่าผมฉันไม่ได้ยาวขนาดนี้.." เมื่อลองสางผมตัวเอง ถึงได้รู้ว่าเส้นผมของเขานั้นมันยาวมากทั้งที่ตัดสั้นตลอด

"หรือว่า...ฉันตายแล้วมาอยู่บนสวรรค์? อ้า ต้องใช่แน่ๆ ใช่แน่ๆ .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

หลีเหว่ยหัวเราะปลอบขวัญตนเองพลางฟุบตัวนอนลงกับพื้น

"ฉันตายแล้ว ฮรื่อ.. ยังไม่ได้บอกลาแม่กับน้องสาวเลย พวกเขาต้องคิดถึงฉันมาแน่ๆ ....อ่ะ อึก.. ฮึก..... ว๊าก!!!!!!!"

ระหว่างที่กำลังตั้งสติเรียกขวัญตนเองอยู่นั้น หลีเหว่ยรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นศพตรงหน้ากำลังนอนแน่นิ่งด้วยสภาพซูบผอม

"ว๊าก!! อ๊าก!! ผีหลอก ผีหลอก อ๊าก!!!"

"น..นายท่าน! เกิดอะไรขึ้น?"

ข้ารับใช้วิ่งวุ่นกันเข้ามาเมื่อตกใจเสียงกรีดร้องที่ออกมาจากห้อง ท่าทางลนลานจ้องผู้คนที่วิ่งเข้ามาเป็นโขยงยิ่งทำให้หลีเหว่ยตกใจ ในความงงฉงนเข้าไปอีก

"พวกนายๆ อ๊ากก อะไรกัน อื้ยย ท..ทำไม แต่งตัวอย่างนั้นล่ะ? คอสเพลย์กันหรอ? หรืออะไร?"

"ข..ขอรับ? " แต่ดูเหมือนว่าพวกเขานั้นจะไม่เข้าใจกับสำนวนที่อีกฝ่ายพูด ผู้คนจ้องมองมายังเขาด้วยท่าทางสงสัยผิดแปลก บ้างก็เริ่มส่งเสียงกระซิบพูดคุย บ้างก็ทำหน้าวิตกกังวลด้วยความกลัว

"ก..ก็พวกนาย แต่งตัวยังกับจะไปคอสเพลย์ที่ไหน น..นั่นศพ.. ศพจริงๆ ใช่ไหม อ๊าก!! "

"น..นายท่าน!!"

"ท่านพี่?"

"เอ๊ะ? .." เสียงเรียกมาแต่ไกล ขณะหญิงสาววิ่งตรงเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง "เกิดอะไรขึ้น?" ใบหน้าสะสวยเรียวยาว จ้องมองมายังหลีเหว่ยอย่างเศร้าสร้อย

"น..นายท่านจู่ๆ ก็กรีดร้องออกมา แล้วก็พูดแปลกๆ พวกข้าฟังแล้วมิค่อยรู้ความ" เธอฟังคำพูดของพวกเขาแล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนเดินก้าวเข้ามาหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ

"ท..ท่านพี่? เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?"

"ท่านพี่? ทำไมถึงเรียกฉันว่าท่านพี่ล่ะ นี่พวกนายโอเคกันหรือเปล่า? ฉันว่าพวกนายอินบทกันเกินไปนะ"

"..ท่านพี่จือหาน ท่าน.." สายตาสาดส่องหยุดชะงักจ้องมองหญิงสาวหลังถูกเรียกชื่อที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยิน "อะไรนะ เมื่อกี้ เธอ..เรียกฉันว่าอะไรนะ? "

"ท่าพี่..จือหาน? เฉินจือหาน?"

"..... อ่ะ ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า ไม่น่าใช่ มันเป็นไปไม่ได้...."

ท่าทางสับสนรีบพยุงตัวขึ้นก่อนฝ่าผู้คนวิ่งออกไปจากห้อง หลีเหว่ยจ้องมองไปรอบๆ บริเวณ ยิ่งทำให้หน้าเริ่มซีดขึ้นเรื่อยๆ

"บ..บ้าไปแล้ว ฉันกำลังฝันหรืออะไรกันอยู่ คงไม่ใช่อย่างที่คิด ไม่ใช่..ไม่น่าใช่.."

เมื่อวิ่งออกมาจนถึงประตูใหญ่ บรรยากาศของอากาศที่หนาวจัดยิ่งทำให้ใบหน้าตกอกตกใจยิ่งซีดหนักขึ้นไปอีก

".....ไม่จริงน่ะ" อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ที่ไม่ควรจะมีอยู่ แต่มันกลับมีทุกที่ ตึกรามบ้านช่องอาคารสูงๆ มันได้หายไปแล้ว "น..นี่ คุณครับ" มือเล็กคว้าชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา แต่พวกเขากลับมองหลีเหว่ยด้วยความหวาดกลัวและเดินหนี

"ท..ทำไมถึงมองฉันแบบนั้นล่ะ ฉัน... อึก.."

ฝีเท้าวิ่งกลับไปยังบ่อน้ำนั่นอีกครั้ง สีหน้าหวาดหวั่นฉายขึ้นมาบนใบหน้าแล้วรีบนั่งลงที่ขอบบ่อเพื่อชะโงกหน้ามองดูตัวเองในน้ำ "..ม..มันก็ฉันหนิ.. หน้าฉันหนิ ทำไม.. เสื้อผ้า ผม เกิดอะไรขึ้น" ใบหน้าขาวซีดจ้องมองกลับไปยังข้ารับใช้และหญิงสาวที่อ้างว่าเป็นน้องอย่างฉงน

"อย่าบอกนะว่าเฉินจือหานที่ว่า... คือฉันในอดีตหรอ?"

อ่านต่อ

สารบัญ การเริ่มต้นใหม่ของอดีตจอมมาร

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบ

นิยายมาใหม่

ภาพปกนิยายเรื่อง ทาสรักเพลิงทมิฬ
8.7
เขาเข้ามาในชีวิตของเธอเพื่อหลอกลวง แต่ไม่คิดว่าเขาจะตกหลุมรักเธอ และการกลับมาของเขาทำให้เรื่องราวแต่หนหลังเปิดเผยออกมาทั้งหมด ตัวอย่างบางช่วงบางตอน “ทำตามที่ผมบอก แค่นี่แหละคุณทำได้ไหม” เธอเม้มปากอย่างดื้อดึง เขาก็จับเธอกอดรัดเอาไว้แนบอก “นี่คุณจะทำอะไร ผมอยากไปว่ายน้ำ ไปด้วยกันหน่อยสิ” “ฉันไม่ไปปล่อยนะ” เพียงขวัญกรีดร้องเมื่อเขาจับเธอไปที่สระน้ำ ก่อนจะจับเธอโยนลงไปในสระ “คนบ้า คุณทำบ้าอะไรนี่” เธอทำท่าจะปีนขึ้นจากสระ เขาก็ตามมากอดรัดเธอเอาไว้ “จับคุณล้างคราบคาวโลกีไง นอนกับทั้งผมแล้วก็ไอ้หมอนั่น ลีลาของผมกับมันใครดีกว่ากันล่ะ” สิ้นประโยคนั้นใบหน้าของกรพักตร์ก็หันไปตามแรงตบ “คุณตบผมจูบ” กรพักตร์กุมใบหน้าของเพียงขวัญมาบดจูบหนัก ๆ เพียงขวัญดิ้นหนี สะบัดหน้าหนีก่อนจะตบเขาอีก เขาก็จูบเธออีก “นี่คุณปล่อยนะ” เธอร้องประท้วงเมื่อริมฝีปากถูกเขากระแทกจนปากช้ำไปหมดแล้ว “ทำไมไม่ตอบล่ะว่าลีลาของผมกับมันใครเด็ดกว่ากัน” “พี่หมอเขาดีกว่าคุณเป็นร้อยเท่าพันเท่า” ตอนแรกเพียงขวัญจะด่าเขาว่า เธอไม่ทำอะไรต่ำ ๆ อย่างที่เขาคิดหรอก แต่เพราะเธอก็อยากให้เขาเจ็บเหมือนที่เธอเจ็บอยู่ตอนนี้ เขาหลอกใช้เธอเป็นเครื่องมือแก้แค้น เธอก็จะไม่ยอมให้เขาได้สมใจอย่างเด็ดขาด “แสดงว่าคุณก็สำส่อนแร่ไปนอนกับไอ้หมอนั่นมาเหมือนกัน ทำไม! กลัวมันไม่เอารึไง มันหลอกคุณแล้วรู้ตัวรึเปล่า” เขาจิ้มหน้าผากของเธอ ทั้งสองเถียงกันอยู่ในสระน้ำ เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด “แล้วคุณดีกว่าเขาหรือไง คุณไม่หลอกฉันงั้นสิ” ประโยคของเธอทำให้เขาถึงกับสะอึกไป กรพักตร์กุมใบหน้าของเธอเอาไว้ ไม่คิดว่าเธอจะปีกกล้าขาแข็งกับเขาขนาดนี้ เขาทำท่าจะก้มลงไปบดจูบริมฝีปากของเธอ
ภาพปกนิยายเรื่อง ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
ภาพปกนิยายเรื่อง ไฟล้อมน้ำ [Alternative Bride]
8.1
เมื่อพลาธิปถูกปิยธิดาทิ้งไปแต่งงานกับเพื่อนสนิทอย่างไร้เยื่อใยด้วยความอคติในตระกูลของเขา ชายหนุ่มจึงเลือกใช้ปราณปริยาวดี น้องสาวต่างมารดาที่อดีตคนรักเกลียดชังมากที่สุดมาเป็นเจ้าสาว เพื่อหวังแก้แค้นและเย้ยหยันความเจ็บปวดคืนกลับไป ทว่าจากที่เคยตั้งแง่รังเกียจลูกเมียน้อยและมองเธอเป็นเพียงหมากในเกมทำลายความรู้สึกของแฟนเก่า ความใกล้ชิดในชีวิตแต่งงานกลับสั่นคลอนหัวใจของเขาให้เริ่มหวั่นไหว ท่ามกลางกำแพงทิฐิที่พยายามปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริง พลาธิปต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะเดินหน้าสะสางบัญชีแค้นต่อไป หรือจะยอมเปิดใจยอมรับความรักครั้งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นจริง
ภาพปกนิยายเรื่อง น้องเมีย
9.3
หลังค่ำคืนอันเร่าร้อนสิ้นสุดลง ชติรสพยายามปกปิดร่างกายจากสายตาคมกริบของชายหนุ่มผู้จำใจต้องลาจากเพื่อรักษาคำมั่นสัญญา แม้ในใจจะเปี่ยมด้วยความเสน่หา ข้อตกลงลับระหว่างสองคนระบุว่าเธอต้องยอมเป็นตัวแทนของลิก้าผู้เป็นพี่สาว แลกกับการที่เขาต้องตัดขาดและเลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่สาวของเธออย่างเด็ดขาด ชติรสยอมใช้ตัวเองเข้าแลกเพื่อปกป้องคนที่รัก พร้อมเอ่ยปากข่มขู่ว่าหากเขาตระบัดสัตย์เธอจะไม่ละเว้นแน่ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยแรงดึงดูดทางกายและความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ใน
ภาพปกนิยายเรื่อง จอมใจอสูร
8.5
เมื่ออัครามีผู้หญิงคนใหม่ที่ดีกว่าเข้ามาในชีวิต เขาจึงเอ่ยปากขับไสและดูแคลนรวิษาอย่างไม่ใยดี ทว่าพอหญิงสาวเลือกที่จะเงียบเพื่อพาตัวเองหลบหนีจากความเจ็บปวด ชายหนุ่มกลับเปลี่ยนใจใช้กำลังเหนี่ยวรั้งเธอไว้พร้อมพูดจาเยาะเย้ยถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่า แม้รวิษาจะพยายามยกเรื่องคนรักใหม่ของเขาขึ้นมาอ้างเพื่อขออิสรภาพ แต่อัคราก็ไม่นำพา เขาสบโอกาสในตอนที่ไม่มีใครอยู่ฉุดกระชากเธอไปยังเตียงนอนเพื่อระบายอารมณ์ดิบเถื่อน บังคับจูบอย่างเร่าร้อนรุนแรงโดยไม่สนแรงขัดขืนของหญิงสาวที่ทำได้เพียงดิ้นรนในอ้อมแขนอันแน่นหนาภายในห้องที่ปิดตาย
ภาพปกนิยายเรื่อง เสน่หายาตรา (เมียประมูลของท่านประธาน)
8.1
ปัทมณฑ์ สาวน้อยผู้อ่อนต่อโลกต้องเผชิญหน้ากับความปรารถนาอันร้อนแรงของไรอัน มหาเศรษฐีหนุ่มเจ้าของธุรกิจสายการบินที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อประมูลตัวเธอมาครอบครอง แม้หญิงสาวจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวในตอนแรก แต่เขากลับเลือกใช้ความอดทนและค่อยๆ สอนบทเรียนรักที่แสนหวานเย้ายวนใจให้อย่างใจเย็น ความรัญจวนใจที่ชายหนุ่มมอบให้ทีละนิดเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความวาบหวามที่ทำให้เธอหลงใหลจนยากจะถอนตัว แม้ร่างกายจะทรมานจากการถูกปลุกเร้า แต่มีเพียงสัมผัสที่หนักหน่วงจากเขาเท่านั้นที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการนี้ได้ ซึ่งไรอันเองก็ตั้งใจที่จะเดินหน้ามอบความรักอันเร่าร้อนนี้อย่างไม่ลดละ จนกว่าเธอจะหลอมละลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขา
รายชื่อตอน
อ่านเลย
แชร์