APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง 7Leaders วางแผนให้เพื่อนรัก เล่มที่ 4 ของซีรี่ย์

7Leaders วางแผนให้เพื่อนรัก เล่มที่ 4 ของซีรี่ย์

ตลอดสามปีที่ผ่านมา หนุ่มฮอตของคณะเฝ้าตามจีบมาเฟียสาวเพื่อนร่วมรุ่นผู้แสนเย็นชาและไม่เคยแยแสใคร แต่กลับถูกเธอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยมาโดยตลอด จนกระทั่งโชคชะตาพลิกผันเมื่อเธอต้องเผชิญวิกฤตชีวิตจนต้องยอมทำงานกลางคืนเพื่อความอยู่รอด โอกาสทองนี้ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที ชายหนุ่มเริ่มวางแผนการรุกคืบเพื่อทำทุกวิถีทางให้ได้ใกล้ชิดและพิชิตใจสาวแกร่งผู้เพิกเฉยคนนี้ พร้อมทั้งมุ่งมั่นทวงสิทธิ์การเป็นคนพิเศษเพียงหนึ่งเดียวในใจเธอที่เขาเฝ้ารอคอยมาแสนนาน
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

เสียงของบรรยากาศวุ่นวายภายในงานนิทรรศการ ดังแทรกเข้ามาในหูฟังที่เปิดเสียงดังจนสุด ทำให้ผมเริ่มถอดใจจากการตั้งใจฟังเพลงโปรดของตัวเอง และถอดหูฟังเก็บ ก่อนจะกดหยุดเพลงซะให้จบเรื่อง 

“เป็นไง? หน้าแดงก่ำขนาดนี้ยังดูดน้ำโค้กได้อีกหรอ?” ผมเอ่ยถามเพื่อนสนิทคนเดียวที่โชคชะตาส่งมาให้ โดยไม่ถามไถ่ผมสักคำ 

“หึ กูเห็นมึงนั่งขำจนตัวงอเป็นกุ้งเลยนะ! ไปซื้อขนมให้กูเลย! เป็นการไถ่โทษที่มึงเอาแต่นั่งหัวเราะกูไง!” ไอ้มอสหันควักทันที พร้อมกับทวงหาความยุติธรรม จากคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างผม 

แต่ก็จริงนั่นแหละ เอาเป็นว่า มันไม่ได้ใส่ร้ายผมหรอก “ก็ขำนี่หว่า อยู่ดีๆ ก็โดนตบหน้าหันแบบนั้น เป็นบุญตากูมากเลยว่ะ” และทิ้งท้ายคำพูดกวนประสาทให้มันเพิ่มอีก เพื่อเป็นการซ้ำเติม

“มึงห้ามบอกใครนะเว้ย ไม่งั้นกูเล่นงานมึงแน่ไอ้โนอา” แต่ไอ้มอสกลับทำท่าข่มขู่ผมกลับ ด้วยการชี้หน้าจ้องตาผมแบบเอาจริงเอาจัง ทำเอาเกือบสำลักขำออกมาอีกรอบเลยทีเดียว เพราะเรื่องที่มันเป็นกังวลและกำลังห้ามปามผมอยู่ในตอนนี้ ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเหตุการณ์แล้วยังไงล่ะ ซึ่งแน่นอนว่ามันยังไม่รู้

“เออ กูจะบอกไปทำไม ในเมื่อทุกคนรู้แล้ว ฮา ๆ ๆ ๆ” และก็เพราะไอ้สีหน้าจริงจังเกินเบอร์ของมันนั่นแหละ ทำให้ผมหลุดขำออกมาอีกจนได้ อุตส่าห์จะรักษาน้ำใจซะหน่อย 

ไอ้มอสเบิกตากว้างมองผม ในขณะที่หลอดดูดน้ำยังอุดอยู่ในปาก “มึงหมายความว่าไง?” ก่อนจะขยับปากถามด้วยสีหน้าอึ้งแกมระลึกรู้ถึงสิ่งที่ผมพูด 

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตั้งสติและหยุดอาการขบขำของตัวเองลง “เปิดดูไลน์กลุ่มซะสิ” ผมพูดราวกับไม่ใส่ใจ แต่ความจริงกลัวหลุดขำอีกต่างหากล่ะ ก่อนจะก้มหน้าเลื่อนจอโทรศัพท์ตัวเอง และกดอิโมจิรูปหัวใจตรงวีดีโอที่พี่ฮานพึ่งแชร์ลงเมื่อ 1 ชั่วโมงก่อน 

และทันทีที่ผมกดอิโมจิ เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของไอ้มอสก็ดังขึ้น จากนั้นไม่กี่วินาทีต่อมา ก็มีเสียงแจ้งเตือนดังรัว ๆ อีกหลายครั้ง เพราะพวกพี่น้องคนอื่นดันบ้าจี้เล่นตามผม ด้วยการกดอิโมจิหัวใจเช่นกัน “เชี่ย!! ไอ้พี่ฮาน!!!” และตบท้ายด้วยเสียงสบถโวยวายของบุคคลในคลิปที่โดนแอบถ่ายจากพี่ชายตัวเอง

ผ่านมาเป็นชั่วโมงได้แล้วมั้ง ที่อยู่ดี ๆ ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเรียกตัวมันออกไป ก่อนจะง่างมือตบหน้ามันฉากใหญ่หลังจากยืนคุยกันแค่ไม่กี่คำ จากนั้นก็แค่ขอโทษเพราะดันเข้าใจผิดแล้วเดินหายไปเลย 

สถานการณ์แบบนี้สำหรับไอ้มอสคือการหยาบเกียรติที่สุดของที่สุดเลยก็ว่าได้ มันไม่เคยเสียเปรียบใครง่ายดายขนาดนี้ แถมมีบ่นตามหลังอีกด้วยว่า ‘ถ้าได้ก่อนแล้วโดนตบ จะไม่ว่าเลยสักคำ’ 

แค่มันเสียท่าไปแบบนั้นผมก็ขำจะแย่อยู่แล้ว แต่ยังต้องได้เห็นสีหน้ามันตอนเดินกลับมาหาผมอีกเนี่ยสิ ทำเอาหัวเราะไม่หยุดไปเลย ขำตัวงอเป็นกุ้งอย่างที่มันพูดนั่นแหละ บอกตรง ๆ ว่ารู้สึกภูมิใจมากที่ได้เห็นภาพนี้กับตาตัวเอง ก่อนหน้านี้ได้ฟังแค่จากพี่ฮานเล่า ถึงบอกไงว่าเป็นบุญตาจริง ๆ 

“เอาน๊า เดี๋ยวข้อความอื่นก็ดันขึ้นไปเองแหละ” ผมพูดปลอบใจมันเป็นพิธีไปงั้น แต่สีหน้าท่าทางยังคงขำขันกับเรื่องราวอันน่าอัปยศนี้ของมันอยู่เลย

แต่ถึงยังไงตอนนี้ไอ้มอสก็ไม่สนใจคำพูดปลอบใจจอมปลอมของผมอยู่แล้วล่ะนะ เพราะเอาแต่เลื่อนดูข้อความจากพวกพี่น้องในไลน์กลุ่มไม่หยุด แล้วก็เอาแต่จิ๊ปากไม่เลิกไปพราง 

“มึงก็พูดได้สิ ไม่ใช่คลิปแอบถ่ายของมึงนี่หว่า” ก่อนที่มันจะบ่นอุบเสียงเบา พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่คล้ายกับกำลังปลงกับตัวเอง และสุดท้ายก็ยอมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า จากนั้นก็ก้มหน้าดูดน้ำโค้กถังใหญ่ตรงหน้าต่อ 

“ไม่มีทางที่จะเป็นกูไง” ผมตอบกลับเพื่อปิดท้ายบทสนทนา และไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของตัวเองเท่าไหร่ เพราะตาผมเริ่มไปโฟกัสที่อื่นมากกว่าความหงอยเหงาของมัน

แม้แต่เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้งของคน ๆ เดิมที่นั่งตรงข้ามผม ก็ไม่อาจละสายตาของผมให้หันกลับไปสนใจได้อีก เพราะภาพเหตุการณ์อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แอบอยู่ในมุมเงียบ ๆ ไม่ได้อึกทึกครึกโครมเหมือนของไอ้มอส แต่มันกลับปั่นป่วนภายในของผมให้ฉุนกึกขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ 

และแน่นอนว่าผมไม่ชอบอยู่นิ่งเหมือนปกติ ถ้าหากมีอะไรตำตาตำใจตัวเองอยู่แบบนั้น…

“อ้าว! จะทิ้งกูไปอีกคนหรอ?” ไอ้มอสท้วงขึ้นทันที เมื่อผมลุกจากม้าหินอ่อนโดยไม่บอกไม่กล่าวอะไรมัน แถมสีหน้ายังเหมือนเด็กแปดขวบที่กำลังมองดูเพื่อน ๆ ทยอยกลับบ้านก่อนทีละคน

“กูก็ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่กับมึงตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่ ไปล่ะ” และสิ่งที่ผมชอบมากกว่าหน้าของเด็กแปดขวบ คือหน้าของคนที่กำลังอยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยตัวเองของมัน 

“ขอให้มึงเจอผู้หญิงตบหน้าเหมือนกู!” ส่วนนี่คือคำพูดของผู้ใหญ่ที่เร่งการเติบโตมากจนเกินไป

เสียงบ่นปนด่าตามหลังจากเพื่อนสนิทแปดขวบของผมจบลงเพียงแค่ประโยคเดียว เพราะต่อให้มันพูดอะไรมากกว่านี้ผมก็ไม่หยุดเดินหนีจากมันมาอยู่ดี

เพราะตอนนี้ เป้าหมายที่ผมกำลังมุ่งหน้าไปหากำลังจะทำอะไรบางอย่าง ที่ผมไม่ชอบใจที่สุด… 

“เราแค่อยากรู้จักเธอมากขึ้นไงครับ ไม่ต้องให้ไลน์ก็ได้ ขอแค่ติดตามในไอจีก็ได้ครับ” น้ำเสียงอ้อนวอนของผู้ชายคนหนึ่งดังเข้ามากระแทกหูผม ที่เมื่อได้ฟังก็แทบอยากวิ่งไปกระชากคอเสื้อมัน แล้วให้พูดซ้ำอีกครั้ง ขอระดับความหวานแบบที่เพิ่มเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลย

“อย่าเสียเวลาดีกว่านะคะ ฉันไม่ชอบถูกตามตื้อแบบนี้น่ะค่ะ เธอเองก็มีเจ้าของอยู่แล้วด้วยไม่ใช่หรอ? จะมายุ่งกับฉันทำไมคะ?” เสียงตอบกลับจากอีกคนที่ถูกอ้อนเสียงหวานพูดขึ้น และผมเริ่มได้ยินบทสนทนาชัดยิ่งกว่าเดิมมาก เพราะอีกไม่กี่ก้าวก็ใกล้จะได้เข้าร่วมวงสนทนาแล้วยังไงล่ะ

“ไม่จริงนะ! ใครบอกเธอว่าฉันมีเจ้าของ ฮา ๆ ๆ ก็แค่เพื่อนผู้หญิงในคณะเท่านั้นเอง ฉันชอบเธอมากเลยนะ ชอบตั้งแต่ตอนรับน้องแล้ว แต่ไม่กล้าเข้ามาจีบ มา…” 

หมับ!

“คิดจะทำอะไรของนายวะ?” ดีนะที่ทันเวลา

ทั้งสองคนมองมาที่ผมเป็นตาเดียวทันที เมื่อผมจับข้อมือของผู้ชายตรงหน้าไว้แน่น ก่อนที่มือสกปรกของมันจะทันได้แตะต้องอีกคนที่ยืนข้าง ๆ ผมในตอนนี้ 

“วิศวะไม่มีอะไรทำกันรึไง? ถึงได้เที่ยวมายุ่งกับคณะอื่น” ผมพูดเสียงเรียบนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่นัยตาของคนตรงหน้า 

“หึ ไม่ได้ยุ่งสักหน่อย ฉันก็แค่มาทักทายคนรู้จักเท่านั้นเอง” สีหน้าของไอ้วิศวะเปลี่ยนไปอย่างไว ก่อนจะสบัดแขนตัวเองให้หลุดจากเงื้อมมือผม ทั้งที่ผมก็ไม่ได้อยากจะจับ

“เธอรู้จักผู้ชายหน้าด้านแบบนี้ด้วยหรอ?” ผมโผล่ถามขึ้นลอย ๆ เพื่อกวนประสาทไอ้วิศวะ และหันไปมองหน้าอีกคนที่ยืนข้างกาย 

“ปากดีสมกับเป็นนักเลงคุมคลับดีนะ ฮา ๆ ๆ เป็นอย่างที่ใคร ๆ เค้าพูดกันจริง ๆ ด้วยแฮะ” แต่ไม่ทันที่จะได้เริ่มบทสนทนากับอีกคน อีกคนกลับพูดแทรกขึ้นแบบไม่รู้จักมารยาทพื้นฐาน 

“เค้าพูดกันว่าไงอ่ะ? พอดีไม่เคยได้ฟังจนจบ” ดังนั้น ผมจึงไม่รอช้าก้าวเท้าเข้าไปหาไอ้วิศวะ แบบไม่ทันให้มันได้ตั้งตัว ในขณะเดียวกัน มันก็ยังทำหน้าตากวนประสาทไม่เลิก

“ไอ้บีม! ไปเหอะ ต้องไปช่วยบูธขายของแล้วนะเว้ย!” และเป็นอีกครั้งไล่เลี่ยกัน ที่โดนขัดจังหวะจากเหล่าผู้ที่ไม่รู้จักมารยาท

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” แต่นั่นแหละ ถึงผมจะขัดใจเหมือนกัน ผมก็ยังฉีกยิ้มพอเป็นพิธีให้มันหนึ่งวิ เพื่อน้อมรับคำฝากด้วยความยินดี ก่อนที่ไอ้วิศวะหน้าด้านจะเดินกลับไปหาเพื่อนที่ยืนรออยู่ไม่ไกล แล้วทั้งสองคนมันก็เดินกลับไปที่บูธของตัวเอง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบูธศิลปกรรมของพวกผมเท่าไหร่นัก

ส่วนผมก็ละสายตาจากพวกมันทันที แล้วหันกลับไปหาอีกคนที่….

….เดินหนีไปซะแล้ว

“เฮ้อ~ หยิ่งจริง จริ๊ง” และทำได้แค่บ่นกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่ายให้กับผู้หญิงจอมหยิ่งผยอง 

ย้อนกลับไปงานพิธีรับน้องใหม่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ 

“ขอบคุณน้องใหม่ทุกท่านเลยนะครับ! ที่ช่วยทำให้บรรยากาศรับน้องผ่านไปได้ด้วยดี และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามวันติด! พวกพี่ไม่มีอะไรจะบอกนอกจากขอบคุณครับ!! ที่ให้ความร่วมมือ!!!” 

แป๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!

“เฮ้ ๆ ๆ ๆ!!!” 

“วันนี้เรามาฉลองจบงานพิธีรับน้องใหม่กันให้สุดเหวี่ยงไปเลย!!! ยินดีต้อนรับอย่างเป็นทางการนะคร้าบ!!!” 

แป๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!

“เริ่มงานเลี้ยงได้!!!” 

แป๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!

“เฮ้!!!” 

เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงร้องเชียร์ที่ดังในระดับเท่ากัน เหล่านักศึกษาทุกคนทั้งใหม่และเก่าต่างร่วมกันสร้างเสียงแห่งความยินดีนี้ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง

ยกเว้น ผม..

“น้องโนอามาอยู่นี่เอง พี่ตามหาตัวตั้งนาน ไปนั่งโต๊ะเดียวกับพวกพี่ไหม? เราสองคนจะได้ทำความรู้จักกันไง ได้เป็นสายรหัสกันแล้วก็ต้องสนิทกันไว้ มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันไงคะ” รุ่นพี่ผู้หญิงคนเดิม ที่เอาแต่คอยตามหาผมตลอดทั้งพิธีการรับน้องแทบทุกวัน แล้วตอนนี้ยังถือวิสาสะเข้ามาเกาะแขนผมอีก ทำให้ทุกคนที่มองมาต่างคิดไปไกล และเป็นอะไรที่ผมรำคาญใจที่สุดเลยด้วย 

“ไม่ดีกว่าครับ ขอตัวนะครับ” ผมรีบปฏิเสธทันที ก่อนจะแกะแขนเล็กที่เหนียวหนึบกว่าที่คิดออกอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายก็ทำได้สำเร็จ และเดินหนีออกจากตรงนั้นมาอย่างไว 

“อ้าว! น้องโนอาจะไปไหนคะ?” ผมไม่ใส่ใจคำถามส่งท้ายจากคนเป็นรุ่นพี่ เพราะสิ่งเดียวที่อยากทำตอนนี้คือรีบก้าวขาเดินหนีให้ไวที่สุด 

และโชคดีที่ขาผมยาวบวกกับมีสกิลการหลบหนี ที่ฝึกฝนหนักมาตลอดสามวัน 

ฟุบ!

“โอ้ย!” 

แต่แล้วความรีบก็เป็นเหตุทำให้ผมเดินชนใครบางคนเข้าอย่างจัง เพราะมัวแต่หันกลับไปเช็ครุ่นพี่คนนั้น ว่าเดินตามมารึเปล่า 

และเมื่อเช็คจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครตามหลังมา ผมจึงแอบถอนหายใจกับตัวเอง จากนั้นก็หันกลับมารับผิดชอบความผิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่ ด้วยการยื่นมือให้คนที่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้นจับ ตั้งใจจะช่วยพยุงให้ลุกขึ้นยืนได้ดังเดิม

แป๊ะ! 

แต่! 

ผมต้องเบิกตากว้างอึ้งเมื่ออีกฝ่ายไม่รับน้ำใจ แถมยังปัดมือผมทิ้งอย่างไม่ใยดีอีกต่างหาก

“ไม่ต้อง” ผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังใช้มือค้ำยันพื้น เพื่อลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองพูดขึ้นเสียงแข็ง ก่อนจะปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าและฝ่ามือของตัวเองด้วยความเฉยชา สีหน้าท่าทางก็เยือกเย็นจนผมประหลาดใจ 

“เธออยู่สาขาเดียวกับฉันนี่เอง ทำไมไม่เคยเห็นหน้า?” ประหลาดใจที่ไม่เคยเห็นใครเย็นชาได้ขนาดนี้ ถ้าให้นับก็คงมากกว่าผมเลยล่ะมั้ง

รวมถึงคำถามของผมก็ดูเหมือนจะไม่สะกิดใจผู้หญิงตรงหน้าแม้แต่น้อย เธอเอาแต่สนใจปัดฝุ่นให้ตัวเอง เหมือนบริเวณนี้ไม่มีผมยืนอยู่ด้วยอย่างงั้นแหละ 

แถมยัง! จะเดินหนีไปเลยเนี่ยนะ?!!

ฟุบ!

“ฉันถามเธออยู่นะ” แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผมอยากเอาชนะผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ทั้งที่ไม่จำเป็น และคนอย่างผมไม่เคยคิดอยากจะทำอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ

ฟุบ

“ที่ไม่ตอบ แสดงว่าไม่อยากตอบไง” เธอสะบัดมือผมออก และปัดปอย ๆ ตรงบริเวณที่ผมจับซ้ำอีก ทั้งคำพูดและการกระทำของเธอคนนี้ทำให้ผมเข้าใจได้อย่างชัดเจน

ว่าเธอไม่ต้องการให้ผมเข้าใกล้…

“ที่ถามแสดงว่าอยากรู้ไง” แต่ผมกลับเลือกที่จะต่อปากต่อคำ เพื่อให้ได้พูดคุยและได้รู้จักกับเธอคนนี้

และการต่อปากต่อคำของผมก็ได้ผลดีอย่างที่คิด เพราะคนตรงหน้ายอมเสียสละเวลาเงยหน้ามองผมจนได้ ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา พร้อมกับทำสีหน้าเบื่อหน่ายแบบที่ผมเห็นได้บ่อย ๆ ที่หน้ากระจก 

“เธอชื่ออะไรหรอ? แค่บอกชื่อก็ได้ถ้าไม่สะดวกจะบอกเรื่องอื่น” ทั้งที่ผมรู้แล้วว่าเธอคนนี้ชื่ออะไร จากการเหลือบมองป้ายชื่อที่คล้องคอเธอนั่นแหละ แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงทำตัวผิดวิสัยขนาดนี้ และภายในส่วนลึกก็คล้ายกับว่ากำลังตื่นเต้นอยู่

“มาเฟีย” ผู้หญิงตรงหน้าตอบกลับด้วยสีหน้าเอือมระอาอย่างเห็นได้ชัด “รู้ชื่อแล้วก็พอใจได้แล้วมั้ง” ก่อนจะพูดประชดประชันผม และเตรียมจะเดินหนีอีกครั้ง 

ผมพยักหน้าเล็กน้อยเป็นอันเข้าใจ “ฉันชื่อโนอา” แต่ร่างกายดูเหมือนจะยังไม่พอใจเท่าไหร่ เพราะผมรีบก้าวเท้าดักหน้าเธอคนนี้ไว้อย่างไว เพื่อไม่ให้เดินหนีได้สำเร็จ 

“เรามาเป็นเพื่อนกันไหม? ไหน ๆ ก็อยู่สาขาเดียวกันแล้ว ต้องเจอกันเรียนด้วยกัน ฉันยังไม่มีเพื่อนเลยตั้งแต่รับน้องมา” ถ้าเป็นปกติผมไม่พูดหรอกนะ ไอ้ประโยคชวนขนลุกแบบนี้ สาบานได้เลย

และอย่างที่คิดอีกนั่นแหละ ผู้หญิงที่ชื่อแปลกประหลาดคนนี้แทบจะใช้สายตาหั่นคอผมได้เลย “ไหนบอกว่าแค่ชื่อไง” ก่อนจะเปลี่ยนท่าทางเป็นยืนกอดอกจ้องหน้าผม “ดูนายก็น่าจะหาเพื่อนได้ไม่ยากนะ ฉันแนะนำให้ไปหาคนที่เค้าอยากเป็นเพื่อนกับนายจะดีกว่า” 

ผมอมยิ้มกับคำพูดร้ายกาจของมาเฟีย ผู้หญิงแปลกประหลาดที่ผมไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลกใบนี้ “ก็เธอไง ฉันเลือกเธอ” และทำหน้ามึนหน้าด้านต่อไป เพื่อยื้อเวลา 

คราวนี้มาเฟียถอนหายใจเฮือกใหญ่กว่าเดิม และก้าวเท้าเข้ามาใกล้ผมแบบไม่ทันให้เตรียมตั้งรับ “ชอบฉันหรอ?” 

ผมเบิกตากว้างกับคำถามที่ช่วยเร่งจังหวะของหัวใจ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้คลายความผิดปกติลง และก้าวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายคืนจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างเราสองคน “ถ้าบอกว่าชอบจะยอมเป็นเพื่อนใช่ไหม?” 

มาเฟียไม่มีทีท่าตอบสนองใดจากคำพูดของผมด้วยซ้ำ เป็นผมซะเองที่ประหม่ามากจนเกินไป “ฉันหมายถึง ชอบคนแบบเธอ ไม่ได้ชอบแบบชู้สาว อย่าตึงนักสิ ทำแบบนี้จะไม่มีเพื่อนเอานะ” และสุดท้ายก็ต้องแก้ต่างคำพูดของตัวเอง เพื่อรักษาบรรยากาศ 

“แต่ฉันไม่ชอบคนแบบนาย และไม่อยากมีเพื่อนด้วย” มาเฟียสวนกลับโดยไม่คิด และทันทีที่เจ้าตัวพูดจบก็หันหลังเดินหนีผมไปเลย ส่วนผมก็ยืนมองด้วยความสงสัยใคร่รู้ แต่ทำอะไรไม่ได้แล้วในตอนนี้ เพราะกำลังกู้คืนหัวใจตัวเองที่เกือบวายไปเมื่อครู่

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง ความรักจากเรา
8.8
ปาณีจำยอมผูกพันธะวิวาห์กับชายที่ไม่ได้รักเพราะความจำเป็นด้านเงินทอง ชีวิตคู่ที่เริ่มจากผลประโยชน์นี้นำพาบททดสอบสาหัสมาให้ เมื่อสามีของเธอมีอายุห่างกันถึงสิบสองปี อีกทั้งร่างกายยังร่วงโรยและพิการอย่างเห็นได้ชัด การตัดสินใจนี้ผลักดันให้เธอต้องทนรับความกดดันมหาศาล หญิงสาวต้องปรับตัวเพื่อสวมบทบาทภรรยาภายใต้ความอึดอัดใจ เธอไม่อาจหนีชะตากรรมที่เลือกเองได้ จำต้องเผชิญหน้ากับความแตกต่างสุดขั้วและรับมือกับสารพัดปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในข้อจำกัดของความสัมพันธ์นี้
ภาพปกนิยายเรื่อง คุณชายลงจากสวรรค์
8.5
ความเชื่อมั่นที่ธิชามีต่อคุณชายธาวินแห่งตระกูลธนาภูวนัตถ์ต้องจบลงเมื่อเธออายุสิบแปดปี ชายผู้เคยปกป้องเธอได้แปรเปลี่ยนเป็นคนโหดร้ายที่กักขังและมองเธอเป็นเพียงของเล่นไร้ค่า ชีวิตของหญิงสาวจมดิ่งสู่วังวนแห่งความมืดมน ทว่าโชคชะตาก็นำพาบุรุษลึกลับเข้ามาประดุจแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เขาหยิบยื่นความหวังเพื่อฉุดรั้งเธอจากขุมนรก แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความรักนั้นคือคมหนามที่พร้อมจะทิ่มแทง การรับความช่วยเหลือจากเขาอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จะพลิกผันชีวิตของเธอไปตลอดกาล
ภาพปกนิยายเรื่อง หมอลำซัมเมอร์
7.0
แอนนี่หรือเดือนพิลาส สาวลูกครึ่งทายาทแม่ดาวเรืองและพ่อลุคส์ กลับไทยมาหาคุณยายดวงเพื่อพักใจจากวิกฤตโลก แต่ฤดูร้อนนี้กลับท้าทายกว่าที่คิด เมื่ออินทิราแห่งวงพิณเพลินบาดเจ็บกะทันหัน เธอจึงต้องสวมรอยเป็นนักร้องหมอลำจำเป็นในชื่อเดือนเด่น แดนดาว หญิงสาวสร้างตำนานด้วยน้ำเสียงลูกคอสามชั้นสุดไพเราะ เข้ากับความสนุกสนานและส้มตำรสเด็ดของคุณยาย ท่ามกลางแสงสีบนเวที หัวใจของเธอกลับหวั่นไหวกับความรักที่เข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ความผูกพันที่เกิดในฤดูร้อนนี้จะกลายเป็นรักแท้นิรันดร์ได้หรือไม่
ภาพปกนิยายเรื่อง แฝดจอมจุ้น วุ่นรักป๊าม๊า
8.5
หญิงสาวจำต้องสละความบริสุทธิ์แลกเงินห้าล้านบาทเพื่อยื้อชีวิตมารดา แต่โชคชะตากลับพรากแม่ของเธอไป ซ้ำยังทิ้งร่องรอยเป็นลูกแฝดที่เกิดจากชายซึ่งเธออยากลบเลือนจากใจ ห้าปีต่อมาเธอหวนกลับมาเพื่อรำลึกถึงมารดาผู้ล่วงลับ ทว่าความลับเรื่องพ่อของเด็กกลับถูกเปิดโปง เมื่อสองแฝดจอมป่วนสืบรู้ว่าบิดายังมีชีวิตอยู่ ปฏิบัติการกามเทพตัวจิ๋วเพื่อเชื่อมรอยร้าวของครอบครัวจึงเปิดฉากขึ้น เธอต้องปวดหัวกับแผนจับคู่สุดแสบของลูกรัก และคอยตั้งรับการตามง้อจากชายผู้เคยฝากรอยแผลไว้ในอดีตที่หวนกลับมาทวงสิทธิ์อย่างไม่ลดละ
ภาพปกนิยายเรื่อง เกิดใหม่ยกบ้าน หนีภัยก็ไม่กลัว!
7.9
ความตายจากน้ำมือพวกกบฏไม่ใช่จุดจบ เมื่อซูยิน มารดา และน้าสาวได้รับโอกาสย้อนเวลากลับมาอีกครั้ง ทั้งสามรีบพาชาวหมู่บ้านซิ่งฮวาอพยพหนีไฟสงคราม บนเส้นทางสุดแสนลำบาก พวกเธอได้พบกับบิดาที่เคยถูกตระกูลทอดทิ้ง ชายที่ดูซื่อตรงผู้นี้กลับมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดและเด็ดขาดอย่างคาดไม่ถึง เมื่อถึงเมืองหลวงยังได้พบกับน้องชายฝาแฝดที่ภายนอกดูใสซื่อ ทว่าคนหนึ่งกลับซุกซ่อนเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ส่วนอีกคนมีจิตใจเย็นชาไร้ความรู้สึก ท่ามกลางไฟสงครามและภยันตรายรอบด้าน ครอบครัวที่มีเบื้องหลังแตกต่างกันต้องหันมาจับมือและผสานพลังอย่างแนบแน่น เพื่อฟันฝ่าวิกฤตและนำพาทุกคนให้รอดพ้นจากยุคสมัยแห่งความโกลาหลนี้ไปได้
ภาพปกนิยายเรื่อง รักต้องห้าม…ที่ไร้เดียงสา
7.9
ถังจือเปิดใจถึงความรู้สึกอันสับสนต่อสวีเชิง โดยย้ำชัดว่าเขาไม่เคยสนใจสตรีเพศและไม่นึกพิศวาสเรื่องบนเตียง ทว่าความผิดพลาดที่เมืองตุนซึ่งเกิดจากความเมามาย กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ครั้งแรกที่มอบความเจ็บปวดรวดร้าวให้เขายิ่งกว่ารอยแผลใด คำสารภาพที่มาพร้อมหยาดน้ำตานี้ ทำให้สวีเชิงทำได้เพียงกระชับอ้อมกอดและลูบแก้มปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน แม้ใจของสวีเชิงจะอัดแน่นด้วยแรงปรารถนาที่ยากจะหาคำตอบ แต่เขาก็เลือกรับฟังความจริงนั้นเงียบๆ พร้อมตระหนักว่าความผูกพันนี้ถลำลึกเกินกว่าจะหันหลังกลับได้อีก