APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง 7Leaders วางแผนให้เพื่อนรัก เล่มที่ 4 ของซีรี่ย์

7Leaders วางแผนให้เพื่อนรัก เล่มที่ 4 ของซีรี่ย์

ตลอดสามปีที่ผ่านมา หนุ่มฮอตของคณะเฝ้าตามจีบมาเฟียสาวเพื่อนร่วมรุ่นผู้แสนเย็นชาและไม่เคยแยแสใคร แต่กลับถูกเธอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยมาโดยตลอด จนกระทั่งโชคชะตาพลิกผันเมื่อเธอต้องเผชิญวิกฤตชีวิตจนต้องยอมทำงานกลางคืนเพื่อความอยู่รอด โอกาสทองนี้ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที ชายหนุ่มเริ่มวางแผนการรุกคืบเพื่อทำทุกวิถีทางให้ได้ใกล้ชิดและพิชิตใจสาวแกร่งผู้เพิกเฉยคนนี้ พร้อมทั้งมุ่งมั่นทวงสิทธิ์การเป็นคนพิเศษเพียงหนึ่งเดียวในใจเธอที่เขาเฝ้ารอคอยมาแสนนาน
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 3

เสียงของบรรยากาศวุ่นวายภายในงานนิทรรศการ เริ่มเบาบางลงมาก เหลือเพียงกลุ่มนักศึกษาฝ่ายกิจกรรมจัดบูธที่กำลังช่วยกันเก็บกวาดพื้นที่ ตามแต่ละคณะ 

ซึ่งผมเองก็เป็นฝ่ายกิจกรรมจัดบูธด้วยเช่นกัน และหน้าที่รับผิดชอบหลัก ๆ คือ การจัดเก็บ จัดการ จัดหา จัดสรร สร้างสรรค์ เอาเป็นว่าทำทุกอย่าง นี่แหละหน้าที่ของผม ถ้าจะให้นิยามตามหลักวิชาการ หรือตามคำเรียกแบบสังคมนิยมก็เรียกตำแหน่งหน้าที่ของผมว่า ประธานสโมสร 

(เฮ้อ~) 

ครับ นั่นแหละ

“พี่โนอาคะ ให้เก็บของที่ขายไม่หมดไว้ไหนดีคะ?” ผมหันมองกล่องใบใหญ่ที่บรรจุของที่ยังขายไม่หมดอย่างชั่งใจ

“เดี๋ยวพี่จัดการเองครับ” และตอบกลับรุ่นน้องไป โดยที่ยังไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับกล่องใบนั้นยังไง 

“ค่า ถ้าพี่โนอามีอะไรให้กิ๊ฟช่วยก็บอกมาได้เลยนะคะ เต็มใจช่วยเต็มที่ค่ะ” อีกอย่าง ผมก็ไม่ชอบสายตาหวานเยิ้มของรุ่นน้องปีสองคนนี้ด้วยนั่นแหละ จึงรีบบอกปัดไปก่อน 

“ครับ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ น้องไปพักเถอะ” ผมพูดพรางเก็บสายไฟที่ระโยงรยางค์ใส่กล่อง และพยายามทำตัวให้วุ่นวายที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุยต่อบทสนทนา 

“เอ๊ะ? ยังเหลือของให้เก็บอีกเยอะเลยนี่คะ ให้กิ๊ฟช่วยได้นะ ไม่ต้องเกรงใจเลยค่ะ” แต่ยังไม่วายจะโดนตื้อ 

ผมลอบถอนหายใจอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้โดนจับได้ว่าเริ่มรำคาญ ก่อนจะหันไปมองรุ่นน้องผู้หญิงที่ชื่อกิ๊ฟ และยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ได้มากที่สุด “ถ้างั้น น้องช่วยเก็บพวกผ้าปูโต๊ะกับอุปกรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ใส่กล่องนั้นให้หน่อยนะครับ แล้วก็ฝากเอาไปเก็บที่ตึกคณะให้ด้วยครับ” 

“โอเคได้เลยค่ะ! พี่โนอาขอร้องทั้งทีนี่คะ เดี๋ยวกิ๊ฟจัดการให้ค่ะ” รุ่นน้องคนเดิมมีท่าทีตื่นเต้นดีใจ เมื่อผมสั่งงานให้เจ้าตัวเสร็จ แถมเสียงพูดก็ดังจนคนรอบข้างหันมองเป็นตาเดียว ส่วนผมก็ทำได้แค่พยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้ 

จากนั้น รุ่นน้องที่เต็มใจน้อมรับคำสั่งงานจากผมก็กระตือรือร้นเก็บของใส่กล่อง พร้อมกับหันมาส่งยิ้มให้ผมไปพราง เป็นอะไรที่น่ารำคาญใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ด้วยหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการเป็นประธานสโมสร ที่พึ่งได้รับตำแหน่งสด ๆ ใหม่ ๆ ด้วยความไม่เต็มใจ จึงต้องเก็บอารมณ์ความรู้สึกด้านลบเหล่านั้นไว้ เพื่อให้การทำงานออกมาดีและมีปัญหาให้น้อยที่สุด 

ไม่น่าเชื่อ ก็คงต้องยอมเชื่อนั่นแหละ คนอย่างผมที่ทำตัวปีกวิเวกไร้ตัวตนอยู่มาจนถึงปีสาม ดันได้รับหน้าที่ประธานสโมสรที่ใคร ๆ ก็ต่างอยากได้ ใคร ๆ ที่ว่าคือคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการอำนาจในการสั่งการ ซึ่งผมไม่ต้องการ แต่เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่กลับให้ค่าผม ที่ไม่มีความใฝ่ฝันในตำแหน่งนี้เลยเนี่ยสิ ย้อนแย้งจนน่ารำคาญ 

“เก็บของพวกนี้ไว้ไหนดีล่ะ?” ผมชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเสียงของใครบางคนที่ผมคอยตั้งใจดักฟังอยู่ตลอดเวลาพูดขึ้น เพราะเธอคนนี้ไม่ค่อยพูดอะไรมากนักเท่าไหร่ และเจอตัวได้ยากอยู่พอสมควร ทำให้ผมต้องคอยเฝ้าดูเฝ้าสังเกตการณ์เอาเอง 

“ต้องถามโนอาว่าจะให้เก็บไว้ไหน แล้วเดี๋ยวฉันมานะมาเฟีย ต้องไปช่วยไอซ์ล้างอุปกรณ์ก่อน เจอกันที่ตึกคณะเลยนะ ไปล่ะ” 

“อ้าว! เดี๋ยวสิ แล้วฉันล่ะ” 

“เธอก็ช่วยตรงนี้ไปก่อนไง แล้วจะทักหาตอนล้างอุปกรณ์เสร็จนะ” 

“แต่ว่า…” 

แต่ความย้อนแย้งน่ารำคาญของการได้รับผิดชอบตำแหน่งนี้ ก็มีประโยชน์ต่อผมอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะตั้งแต่ขึ้นปีสามและได้รับหน้าที่เป็นประธานสโมสรมา ผมก็ได้พูดคุยใกล้ชิดกับมาเฟียมากขึ้น มากกว่าตอนปีหนึ่งปีสองที่ไม่เคยได้เฉียดใกล้เลยด้วยซ้ำ

“นี่นาย ให้ฉันเก็บของพวกนี้ไว้ไหน มันไม่มีกล่องให้เก็บแล้วอ่ะ” ผมพยายามเก็บอาการตื่นเต้นของตัวเอง ก่อนจะหันมองมาเฟียที่ยืนอยู่ข้างหลังผมในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก 

“งั้นเธอก็ถือไว้แบบนั้นแหละ แล้วเอาไปเก็บที่ตึกคณะพร้อมกันกับฉัน ฉันจะยกกล่องนั้นไปพอดี” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเป็นจริงเป็นจัง ถึงแม้ภายในจะกระสับกระส่ายไม่ไหวแล้วก็ตาม

“เอาทิ้งเลยไม่ได้หรอ? ยังไงก็ไม่ได้ใช้อีก” อันที่จริงก็ทิ้งได้เลยตามที่มาเฟียพูด 

“ยังไม่ต้องทิ้งหรอก เก็บไปด้วยดีกว่า เผื่อมีใครอยากใช้ประโยชน์มันไง” แต่ผมกลับแสดงบทบาทเป็นนักรักษ์โลก พร้อมกับเดินไปยกกล่องใบใหญ่ “ตามมาสิ” ก่อนจะหันไปเรียกมาเฟีย ที่กำลังยืนมองใบโบชัวร์ในมือของตัวเองนิ่ง 

และนี่แหละ ประโยชน์ของการเป็นประธานสโมสรคณะ เพราะไม่ว่าคำพูดไหนที่ออกจากปากผมก็ดูน่าเชื่อถือ และต้องเชื่อฟังทำตามด้วย แม้แต่คนดื้อเงียบหัวรั้นอย่างมาเฟียก็ต้านตำแหน่งหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ได้

พูดให้ดูยิ่งใหญ่ไปงั้น แต่อันที่จริงก็แค่นั้นแหละนะ ปกติผมไม่ชอบใช้อำนาจในทางที่ไม่ชอบหรอก แต่พอลองใช้กับผู้หญิงจอมหยิ่งผยองคนนี้แล้วได้ผล ก็เลยถือดีใช้มาเรื่อยๆ

เพราะสุดท้ายมาเฟียก็ยอมเดินตามผมมาโดยดี…

“ทำไมเมื่อวานเธอไม่เข้าคลาสเรียนภาคบ่ายล่ะ?” ผมเอ่ยถามคนข้าง ๆ ระหว่างที่เราสองคนเดินไปตึกคณะพร้อมกัน

แต่อีกฝ่ายทำเอาซะผมลุ้นไปกับคำตอบ เพราะเจ้าตัวช่างเงียบซะเหลือเกิน “เรื่องของฉันน่ะ” 

และนี่คือคำตอบที่ได้ แต่ถึงจะออกไปแนวปิดกั้นก็ตามทีเถอะ “เพราะเรื่องของเธอไง ฉันถึงอยากรู้” ยังไงคนอย่างผมก็ไม่ยอมโดนปิดกั้นอย่างไม่ยุติธรรมแบบนี้หรอกนะ

“นายจะอยากรู้เรื่องของฉันไปทำไมนักหนา? สนใจแค่เรื่องของตัวเองไปเถอะน่ะ” ถ้าคนอื่นฟังคงมีสะอึกบ้างแหละ ไอ้ประโยคห้วน ๆ ชวนหาเรื่องสไตล์มาเฟียเนี่ย “อีกอย่าง ทำไมต้องเจาะจงแค่ฉันด้วย? ฉันไม่ชอบที่คนอื่นเข้าใจผิด” 

ผมขมวดคิ้วสงสัยกับคำพูดประโยคท้ายของมาเฟีย และแปลกใจที่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดที่อยู่ดี ๆ ก็มาแทนที่หน้าเรียบเฉยซะงั้น “เข้าใจผิดเรื่องอะไร?” ผมแกล้งถามไปงั้น เพื่อเช็คดูความถูกต้องตรงกันของเรื่องเข้าใจผิดที่ว่า 

มาเฟียหันมองผมก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูเหนื่อยหน่ายและปลงในเวลาเดียวกัน “นายไม่สังเกตคนรอบข้างตัวเองเลยสินะ เวลานายเข้ามาพูดคุยกับฉันเหมือนเราสนิทกัน มันทำให้คนอื่นมองเราแปลก ๆ และเข้าใจผิดไปกันใหญ่ว่าเรากำลังคบหากันอยู่ เข้าใจแล้วใช่ไหม? ว่าไม่ควรทำแบบนั้นอีก” เป็นประโยคตักเตือนแบบรวบรัดตัดความ ที่ชัดเจนตรงไปตรงมาที่สุด แต่ผมกลับรู้สึกดีแฮะ เป็นงั้นไป 

ผมยิ้มกริ่มกับตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจมองด้วยซ้ำ “ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไรเลยนะ ทำไมต้องห้ามฉันไม่ให้ทำแบบนั้นด้วยล่ะ? เธอซะอีกที่แปลกประหลาด” ผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติ คล้ายกับว่าหัวใจไม่ได้เต้นแรง แต่เปล่าเลย มันกำลังทำงานหนักกว่าอวัยวะส่วนอื่นในร่างกายของผมซะอีก 

แต่เสียงที่ดังกว่าหัวใจของผมเห็นจะเป็นเสียงพ้นลมหายใจของมาเฟีย “สำหรับฉันคือเรื่องใหญ่ไง ฉันไม่ชอบ เพราะฉะนั้นห้ามทำอีก” และเมื่อเจ้าตัวพูดจบ ก็รีบเดินนำผมไปทางเข้าตึกคณะอย่างไว ทิ้งให้ผมยืนงงกับคำห้ามปามที่ไม่มีเหตุผล และฟังยังไงก็ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย 

ย้อนกลับไปตอนปี 1 

“มาเฟีย ฉันตามหาตัวเธอตั้งนานแหน่ะ หายไปไหนมาเนี่ย?” เพื่อนร่วมสาขาคนหนึ่งทักท้วงขึ้น ในระหว่างพักเบรกของคลาสเรียน 

แต่กลับทำให้ผมสนใจหันไปมองตาม และได้เห็นใครบางคนที่ผมมองหามาตั้งแต่เริ่มคลาสเรียน กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรเลย แม้ว่าตัวเองจะเข้าคลาสเรียนสายไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ตาม 

“ฉันหลงทางน่ะ หาห้องเรียนไม่เจอ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงปกติ และเดินผ่านผมไปนั่งกับเพื่อนของตัวเอง 

“จริงหรอเนี่ย? ฮา ๆ ๆ หลงไปที่ไหนมาล่ะ?” ถึงแม้เสียงพูดคุยของทุกคนในห้องจะดังแข่งกันจนฟังอะไรไม่รู้เรื่อง แต่ดูเหมือนว่าผมจะติดตั้งระบบดักฟังไว้แค่บทสนทนาของสองคนข้างหลัง ที่นั่งถัดจากผมไปสองโต๊ะ

“หลงไปที่ห้องจิตรกรรมของรุ่นพี่ปีสามมาอ่ะ ก็เลยถามรุ่นพี่นั่นแหละว่าห้องปีหนึ่งอยู่ไหน” ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องสนใจรายละเอียดของชีวิตใครขนาดนี้ แต่ผมกลับให้ความสนใจกับมาเฟีย คนที่พึ่งเจอกันครั้งแรกในคืนวันสุดท้ายของการรับน้อง

เพราะอะไร? ทำไมถึงสนใจ? ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน…

“โนอา พักเที่ยงไปกินข้าวที่ตึกพยาบาลกันไหม? เห็นว่าที่นั่นอร่อยดีนะ” ผมสะดุ้งตกใจเล็กน้อย เมื่อเพื่อนที่นั่งข้างกันพูดขึ้น 

“ไปกินทำไมตั้งไกล อาหารใต้ตึกเราก็อร่อยเหมือนกันแหละน่ะ ไม่ไปอ่ะ ขี้เกียจเดิน” ผมตอบกลับไปอย่างธรรมชาติ เพราะผมกับเพื่อนคนนี้สนิทกันแล้วตั้งแต่ตอนรับน้อง

“ไม่ใช่อาหารสิวะ หมายถึงสาว ๆ ต่างหากเล่า ทำไมทีเรื่องแบบนี้ถึงซื่อบื้อจังเลยมึงเนี่ย” ไอ้บอนไซพูดขึ้นด้วยสีหน้าเอือมระอา ก่อนจะส่ายหัวยิ้มขำให้ผมซ้ำอีก 

“เสียเวลาน่ะ มึงอยากไปก็ไปกับไอ้อาร์ตสองคนแล้วกัน” แน่นอนว่าผมไม่ใส่ใจ ยิ่งเป็นเรื่องสาว ๆ ที่พวกมันตื่นเต้น ผมยิ่งไม่สนใจไปกันใหญ่ เพราะผมเจอมาจนเบื่อแล้วยังไงล่ะ

“อะไรวะ ถ้ามึงไม่ไปด้วย สาว ๆ ก็ไม่มองพวกกูอ่ะดิ น๊า~ ไปด้วยกันเถอะ ไปเป็นพล็อพประกอบฉากให้พวกกูหน่อยนะ” ไอ้บอนไซถึงกับทำท่าทางอ้อนวอนใส่ผมแบบเป็นจริงเป็นจัง

“ถือซะว่าเปลี่ยนร้านอาหารใหม่น่ะ ไปด้วยกันเถอะ จะได้จบ ๆ” และตามด้วยไอ้อาร์ตพูดเสริมให้ ในขณะที่ก้มหน้าวาดรูป ท่าทางของเพื่อนคนนี้ก็ดูไม่มีความสนอกสนใจอะไรเหมือนกันกับผมนั่นแหละ แต่ติดตามใจเพื่อนไปหน่อยแค่นั้นเอง

“นะ ๆ ๆ ไปด้วยกัน มึงแค่นั่งกินข้าวเฉย ๆ เลย ไม่ต้องส่งสายตายิ้มหวานอะไรหรอก เดี๋ยวกูทำให้เอง” ไอ้บอนไซยิ่งตื้อมากขึ้นไปอีก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากไอ้อาร์ต 

ส่วนผมได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย แต่ก็ยอมพยักหน้าตอบรับคำชวนของเพื่อนทั้งสอง “เออ ไปก็ไป” ก่อนจะทำทีเป็นเล่นโทรศัพท์ เพื่อหนีความรำคาญใจจากการพูดคุยเรื่องราวทั่วไปกับพวกมันต่อ 

“ดีมากเว้ย! ต้องแบบนี้สิวะ” ไอ้บอนไซพูดส่งท้ายด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะหันไปสนใจโทรศัพท์ของตัวเองเช่นเดียวกัน 

3 ชั่วโมงต่อมา 

ผมไม่น่าตอบตกลงพวกมันเลย ไม่งั้นคงได้นั่งกินข้าวสบายใจใต้ตึกคณะเสร็จไปแล้ว คงไม่ต้องมายืนต่อแถวยาวรอซื้อข้าวนานขนาดนี้

“กูเปลี่ยนใจล่ะ พวกมึงอยากรอก็รอไปเถอะนะ กูจะกลับไปที่ตึกคณะ” เมื่อคิดได้ว่าไม่ควรเสียเวลา ผมก็รีบเดินออกจากแถวทันที 

หมับ!

“เฮ้ย! เดี๋ยวดิวะ ใกล้ถึงแล้วเนี่ย ใจเย็น ๆ สิเพื่อน” แต่ก็โดนไอ้บอนไซคว้าแขนเสื้อไว้ได้ซะก่อน ทำให้ผมหลบหนีไม่สำเร็จอย่างที่ใจคิด

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะปัดมือเพื่อนจอมตื้อออกอย่างไม่ใยดี “ไม่รอแล้วว่ะ เสียเวลาพักผ่อนหมด” และหันหลังเตรียมเดินหนีจากพวกมันทั้งสองคนอีกครั้ง

ฟุบ!

“โอ้ย!” 

แต่ด้วยความรีบอีกนั่นแหละ เป็นเหตุให้ชนใครบางคนเข้าเต็มแรง แต่คราวนี้ผมมือไวคว้าร่างบางไว้ได้ทัน ทำให้ตอนนี้เราสองคนคล้ายกับว่ากำลังกอดกันอย่างแนบชิด อยู่ท่ามกลางโรงอาหารที่มีนักศึกษานับร้อย

“นายอีกแล้วหรอเนี่ย?” นั่นสิ ทำไมเป็นเธออีกแล้วล่ะเนี่ย 

เดจาวู เค้าเรียกกันแบบนี้ใช่ไหม? เหตุการณ์ที่เหมือนเกิดขึ้นไปแล้ว และกลับมาเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือในกรณีของผมอาจจะเรียกว่า ‘บังเอิญ’ รึเปล่านะ?

มาเฟียรีบผละผมออกทันทีเมื่อเจ้าตัวได้สติ ส่วนผมก็เหมือนจะได้สติแต่ก็อาจจะไม่เต็มที่เท่าไหร่นัก “เธอนั่นเอง มากินข้าวที่นี่หรอ?” แต่ช่างมันเถอะ ทั้งเรื่องสติของผม ทั้งเรื่องทฤษฎีจิตวิทยาอะไรนั่นด้วย มันไม่มีผลกับผมนักหรอก เพราะถ้าผมอยากสร้างเรื่องให้บังเอิญก็ทำเองได้ไม่ยาก

มาเฟียขมวดคิ้วมุ่ยมองหน้าผมด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ “อืม” 

….??

แค่เนี้ย?

ตอบแค่นี้จริงดิ?

“พวกเธอสองคนรู้จักกันหรอ? ไม่เห็นเธอเล่าให้ฉันฟังเลยมาเฟีย” เพื่อนที่มาพร้อมกันกับมาเฟียพูดขึ้น พรางหันมองหน้าผมกับมาเฟียสลับไปมาด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ รวมถึงเพื่อนทั้งสองคนของผมก็มีอาการมึนงงไม่ต่างกัน

“เปล่า ไม่รู้จักหรอก รีบไปต่อแถวเถอะ” แต่แล้วคำตอบของอีกคน ก็เล่นทำเอาผมหน้าเหวอไปเลย แถมยังเดินหนีไปคนเดียว ปล่อยให้ทุกคนยืนงงเป็นไก่ตาแตกและใช้จิตนาการกันเอาเอง ถึงเหตุการณ์ด่วนที่พึ่งเกิดขึ้นไปเมื่อสักครู่ 

ไม่คิดเลยว่ามาเฟียจะตอบหักหามน้ำใจผมขนาดนี้ ทั้งที่รู้ชื่อกันไปแล้ว แต่กลับบอกว่าไม่รู้จักเนี่ยนะ ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย 

(ผู้หญิงอะไรหยิ่งผยองชะมัด)

ติดตามชมต่อ!
เนื้อหากำลังเข้มข้น! สลับไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง ความรักจากท้องฟ้า
6.7
เวลาสามปีที่อยู่ร่วมชายคากัน เธอต้องทนฟังเรื่องที่เขามีหญิงอื่นเคียงข้างเสมอ แม้ความจริงจะประจักษ์ชัดแต่เธอกลับเลือกเก็บซ่อนความร้าวราน ปิดปากเงียบและทำตัวราวกับคนตาบอดเพื่อประคองความสัมพันธ์อันเปราะบางไม่ให้ขาดสะบั้น ความจริงที่กรีดแทงใจคือเธอเป็นได้เพียงคู่นอนที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ไม่เคยได้รับเกียรติในฐานะคนรักอย่างเปิดเผย แม้จะผูกพันลึกซึ้งเพียงใด แต่เมื่อวันลาจากมาถึง เธอต้องพบกับความเจ็บปวดที่สุดเมื่อไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่าเลิกรา นั่นเพราะสถานะของทั้งสองไม่เคยมีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้น
ภาพปกนิยายเรื่อง ท่านผู้บัญชาการ… คุณหนูวัยห้าสิบของท่านเกิดใหม่แล้ว
7.2
ความทุ่มเทของหลี่ซูผิงจบลงด้วยความตายอันโดดเดี่ยวในบ้านพักคนชรา หลังถูกลูกสะใภ้ทำร้ายจนพิการและลูกแท้ๆ ทอดทิ้ง ทว่าสวรรค์กลับให้โอกาสเธอฟื้นขึ้นมาในวันแต่งงานของลูกชายคนรอง ท่ามกลางคำเหยียดหยามจากญาติสะใภ้และการเพิกเฉยของคนในบ้าน เธอเลือกที่จะไม่ยอมจำนน หลี่ซูผิงประกาศหย่าร้างทันทีเพื่อยุติวงจรความเจ็บปวด ชาตินี้เธอจะลิขิตเส้นทางชีวิตใหม่ โดยพาลูกสาวแยกตัวออกมาสร้างกิจการค้าขายจนมั่งคั่ง พร้อมทั้งได้พบกับกลุ่มเครือญาติปริศนาที่ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนในอดีต
ภาพปกนิยายเรื่อง เลิฟแห่งตระกูลใหญ่
8.1
ชีวิตของหญิงสาวต้องพังทลายเมื่อถูกขายให้มหาเศรษฐีจอมโอหัง เธอทนทุกข์ในห้องมืดถึงเจ็ดราตรีก่อนถูกทอดทิ้ง โชคชะตาพลิกผันเมื่อเธอตั้งครรภ์โดยไม่คาดฝันและหนีไปใช้ชีวิตตามลำพัง สี่ปีต่อมา เธอเป็นมารดาของเด็กชายตัวน้อยผู้แสนฉลาด ทว่าความสงบสุขจบลงเมื่อบรรดาชายผู้มั่งคั่งตามหาเธอจนพบและต่างประกาศตัวว่าเป็นบิดาของเด็ก ซ้ำร้ายมหาเศรษฐีตัวจริงได้ปรากฏตัวเพื่อทวงคืนทายาท นำไปสู่สงครามแย่งชิงสิทธิ์ดูแลบุตร เรื่องราวความรักที่เต็มไปด้วยจุดหักมุมและอารมณ์อันลึกซึ้งจึงเริ่มต้นขึ้น
ภาพปกนิยายเรื่อง สวัสดี คุณชายเย่
8.5
โชคชะตาบังคับให้เธอสวมรอยเป็นเจ้าสาวเพื่อแต่งงานกับมหาเศรษฐีผู้บกพร่องทางร่างกาย ทว่าชีวิตคู่กลับเริ่มต้นด้วยรอยร้าวเมื่อสามีประกาศชัดว่ารังเกียจหญิงที่กำลังอุ้มท้องลูกปริศนาอย่างเธอที่สุด ท่ามกลางความกดดัน เธอกลับตกหลุมรักเขาอย่างสุดหัวใจ แต่สุดท้ายก็ต้องเดินจากไปพร้อมกับความบอบช้ำ กาลเวลาผ่านพ้นไป หญิงสาวหวนคืนมาอีกครั้งพร้อมเด็กชายตัวจิ๋วที่มีหน้าตาเหมือนเขาราวกับฝาแฝด เด็กน้อยผู้กล้าหาญเผชิญหน้ากับบิดาใจร้าย พร้อมตั้งคำถามอย่างท้าทายว่า ใครกันแน่ที่กล้าเรียกเขาว่าเด็กกำพร้าไร้พ่อ
ภาพปกนิยายเรื่อง อัจฉริยะฝาแฝด
9.5
สวี่รั่วฉิงถูกน้องสาวสังหารเพื่อแย่งชิงฐานะและเพิ่งรู้ว่าครอบครัวเดิมเป็นเพียงพ่อแม่บุญธรรม เมื่อได้เกิดใหม่เธอจึงมุ่งมั่นเอาคืนทุกคนที่ทำร้ายตน การกลับมาครั้งนี้เธอมีลูกแฝดอัจฉริยะเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ ลูกชายแฮกเกอร์คอยเจาะข้อมูลเล่นงานศัตรู ส่วนลูกสาวนักปรุงน้ำหอมคอยสร้างความสำเร็จให้ แต่เส้นทางล้างแค้นกลับปั่นป่วนเมื่อชายหนุ่มปริศนาปรากฏตัว เขาอ้างว่าเธอมีกลิ่นกายเหมือนภรรยาที่หายตัวไป แม้เธอจะตบหน้าและอ้างว่าตนมีลูกแล้วเพื่อปฏิเสธ ทว่าเด็กแฝดกลับทักขึ้นมาว่าชายคนนี้มีหน้าตาคล้ายคลึงกับพ่อของพวกเขายิ่งนัก
ภาพปกนิยายเรื่อง พายุรักแห่งเม็ดทราย
7.5
เจ้าชายซารีฟร์แห่งอัลนูรีนหลงรักนาราภัทร สาวไทยผู้เปรียบดั่งดอกไม้งามกลางทะเลทราย ทว่าการพิชิตใจเธอนั้นยากยิ่ง เมื่อเธอสร้างกำแพงเย็นชาดุจน้ำแข็งเพื่อปิดกั้น อันเกิดจากความเข้าใจผิดว่าเขาคือชายเห็นแก่ตัวที่พรากความบริสุทธิ์ไปยามไร้ทางสู้ ความแคลงใจนี้กลายเป็นรอยร้าวลึก แม้เขาจะทุ่มเทความรักเพื่อละลายใจเธอเพียงใด สิ่งที่ได้กลับมามีแค่ความว่างเปล่า จนเจ้าชายสุดทนและตัดพ้อว่า คนที่ไร้หัวใจอย่างแท้จริงไม่ใช่เขา แต่คือเธอผู้ปิดตายหัวใจและปฏิเสธรักแท้ที่เขามอบให้อย่างหมดใจต่างหาก