APKDock Logo
ภาพปกนิยายเรื่อง นาร้าย

นาร้าย

6.5 / 10.0
อรร ชายหนุ่มผู้มีฉายาสะดุดหูว่า อรรแถ้ง ตัดสินใจเดินทางสู่รีสอร์ตอันงดงามบนเกาะบาหลี การเยือนดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่เพื่อการพักผ่อน แต่เป็นการก้าวรับบทบาทหน้าที่ครั้งสำคัญในฐานะพนักงานใหม่อย่างเต็มตัว เขาต้องเรียนรู้และปรับตัวท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมซึมซับมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมท้องถิ่น การเริ่มต้นชีวิตการทำงานในสถานที่แปลกใหม่นี้ ไม่ใช่แค่การย้ายที่ทำงาน แต่เป็นก้าวแรกที่จะนำพาเขาไปเผชิญหน้ากับเรื่องราวและเหตุการณ์มากมายที่รอคอยอยู่ในอนาคต

นาร้าย ตอนที่ 1

บทที่ 1

: แบหลา

พยับเมฆตั้งเค้าทะมึนมาพร้อมกับลมมรสุมพัดฝุ่นและซากแห้งตามไหล่ภูเขาไฟ กูนุง บาตูร์ ฟุ้งตลบ ก่อความมืดราวตกอยู่ในห้วงอเวจี

สินิทธ์ไล่สายตาตาม เจปุน ลั่นทมสีแดงก่ำดุจโลหิตปลิดปลิวจากช่อดอก ก่อนพลิ้วหยุดลงบนผิวน้ำข้างกอคล้าในบ่อทรงสี่เหลี่ยมซึ่งโอบเอาไว้ด้วยศิลาแลงสกัดเป็นแท่ง

เธอปิดเปลือกตาลงทั้งที่หัวคิ้วยังขมวดมุ่น สูดเอากลิ่นละมุนละไมแฝงความเย้ายวนชวนหลงใหลของเจปุนที่ปลูกเอาไว้สลับสล้างไปทั่วทั้งส่วนหย่อม

เมื่อก่อนกลิ่นไม้ดอกชนิดนี้ช่วยให้สินิทธ์รู้สึกผ่อนคลาย เป็นผัสสะที่ทำให้สบายใจ บางคราวมันช่วยให้เธอรู้สึกอบอุ่นในยามเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

ทว่าบัดนี้จิตใจเธอย่ำแย่เหลือคณา กระทั่งกลิ่นคาวปลาและกลิ่นเค็มของน้ำทะเลอันแสนจะคุ้นเคยยังก่อให้เกิดอาการคลื่นเหียนได้อย่างง่ายดาย

ใบหน้าที่เคยกลมมนดูซูบผอมเผยให้เห็นโหนกแก้มสูงไม่เหลือเค้าเดิม สินิทธ์แก่ลงจนเหมือนหญิงชราภายในเวลาไม่กี่วัน ชีวิตไร้ความหมายอื่นใดนอกจากปล่อยลมหายใจให้ซังกะตายไปวัน ๆ

เธอเคยมีครอบครัวแสนอบอุ่น คืนวันหวานชื่นเริ่มกร่อยเฝื่อนเมื่อไร้ทายาทสืบทอดธุรกิจวิลล่าขนาดใหญ่บนเกาะแห่งนี้

หลังพยายามอยู่หลายปี ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าปรึกษาแพทย์ ถึงได้รู้ว่าสินิทธ์เป็นหมันส่วนสามีของเธอแข็งแรงดี

เธอคร่ำครวญด้วยความรู้สึกผิด กล่าวโทษตัวเองไม่เลิกรา เรือนร่างทรุดโทรมเพราะขาดการดูแล ซ้ำร้ายยังมีฝันร้ายคุกคามจากภายใน จิตใจเธอจึงพังทลายยับเยิน

ผลคือสินิทธ์เริ่มไม่พูดจา นัยน์ตาว่างเปล่า สีหน้าปราศจากความรู้สึก

ระยะนั้นเองที่สามีเธอไปมีผู้หญิงคนใหม่ ไม่นานก็มีแก้วตาดวงใจด้วยกันหนึ่งคน

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าสมัยนี้แล้วจะยังมีคนยึดถือ ‘พิธีเบอลา’ อย่างกับเป็นชาวชวามลายูโบราณกลับชาติมาเกิด ทั้งที่เป็นคนต่างชาติต่างภาษาแท้ ๆ”

น้ำเสียง เปอดันดา พราหมณ์เฒ่าเปี่ยมด้วยความทึ่งระคนชื่นชม

พราหมณ์ผู้นี้จัดเป็นนักบวชชั้นสูงจากบุคคลวรรณะพราหมณ์ ซึ่งศาสนาฮินดูแบบบาหลีมีอีกสองระดับที่ลดหลั่นกันไป คือ เปอมังกู นักบวชประจำศาสนสถาน เป็นบุคคลจากวรรณะกษัตริย์ แพศย์ และศูทร และ บาลียัน เป็นหมอผีหรือผู้เป็นสื่อกลางสำหรับติดต่อกับเทพเจ้า

ขณะภวังค์จดจ่อราวถูกแรงดึงดูดให้จมดิ่งสู่ก้น ดาเนา บาตูร์ ทะเลสาบรูปจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไปเบื้องหน้า

หญิงวัยต้นสี่สิบกลับทะลึ่งเฮือกขึ้นมากลางคัน

ชั่วพริบตาต่อมาโสตประสาทของเธอก็ตื่นตัวเต็มที่ราวถูกกระชากให้หลุดจากห้วงฝัน เสียงพูดคุยประสานเสียงลมยิ่งโหมเปลวอัคคีในก้นบึ้งหัวใจให้ทะลักขึ้นมาอีกคำรบ ไม่ต่างอะไรกับกูนุง บาตูร์ที่รอวันปะทุ

สินิทธ์เผลอหยักหยันตรงมุมปาก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะเดียวกันกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำทะเลสาบ ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยพัดซากปลาตายหลายพันตัวเข้าหาฝั่งโดยไม่รู้สาเหตุ

แอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบาหลีอันเกิดจากการยุบตัวของภูเขาไฟแห่งนี้ยังคงมีปริศนาหลายอย่างที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายทางวิทยาศาสตร์

และโพรงในอกของเธอก็มีสภาพไม่ต่างจากแอ่งลึกตรงหน้า!

พิธีเบอลาตามที่พราหมณ์เฒ่าเอ่ย คนไทยอย่างเธอกลับได้ยินคล้ายเบอะลาเสียมากกว่า

แต่สำหรับผู้ชื่นชอบการอ่านนิทานและวรรณคดีด้วยแล้ว ย่อมรู้ดีว่าพิธีเบอลาก็คือ ‘การแบหลา’ ซึ่งหมายถึงการเตรียมพร้อมยอมตายเพื่อผู้อื่นนั่นเอง

ยามนี้ สินิทธ์กำลังเดินรอยตามมเหสีและเหล่านางสนมของ ระตู หรือเจ้าเมืองผู้สิ้นชีวิตในศึกสงครามเมื่อราวห้าร้อยปีก่อน โดยสตรีเหล่านี้จะเบอลาโดยการกระโจนเข้ากองไฟกลางสนามรบ

“นิทธ์…เธอแน่ใจแล้วหรือ”

สินิทธ์จับอาการสั่นสะท้านตรงหางเสียงที่ยกขึ้นสูงของมาวาร์ได้ รู้ดีว่าน้ำเสียงเช่นนี้มีไว้เร่งปฏิกิริยาตอบสนองจากตัวเธอเอง

เจ้าของคำถามยืนหน้าซีดอยู่ข้างพุ่ม บุหงามาวาร์ กุหลาบแดงสดงดงามหากซุกซ่อนหนามคมกริบไว้ใต้กลีบอวบอิ่มเพื่อคอยทิ่มตำผู้ต้องการเข้ามาเด็ดดม

สินิทธ์หยักยิ้มเปี่ยมเลศนัย เมื่อสายตาไปหยุดตรงหย่อมต้นละหุ่งใบแดงเข้ม

เป็นจังหวะที่สายตาเธอปะทะเข้ากับมาวาร์พอดี

ชั่วขณะนั้นมาวาร์รู้สึกว่าสายตาสินิทธ์ทะลุทะลวงเข้าไปยังซอกหลืบดำมืดที่สุดในหัวใจ คล้ายกำลังสำรวจความลึกลับที่ไม่เคยมีใครเห็น

มุมมืดที่มาวาร์ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้!

กระทั่งมาวาร์ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอึดอัด รู้สึกสะท้านขึ้นมาอยู่ครามครัน ประหนึ่งสินิทธ์ ‘รู้เช่นเห็นชาติ’ เธอมานานแสนนาน

หึ! มาวาร์อย่างนั้นหรือ แพศยาอย่างมันควรชื่อ ‘มัส’ เสียมากกว่า!

สินิทธ์เบ้ปากหยัน

พฤติกรรมของมันช่างเหมือนกับ ‘บุหงามัส’ ทุกกระเบียด หากจะแปลตรงตัวก็คือดอกไม้สีทองนั่นอย่างไรล่ะ บุปผาประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องบรรณาการในความสัมพันธ์แบบรัฐจารีตเมื่อครั้งโบราณกาล

สวยแต่รูป ยามจูบกลับไม่ค่อยจะหอม!

สินิทธ์รู้สึกปวดร้าวกระบอกตาจนแทบทนไม่ไหว ยังคงไร้เสียงใดเล็ดลอดจากริมฝีปากบาง เธอครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนอีกครั้ง ซึ่งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ สุดท้ายเธอกระตุกมุมปากอย่างสังเวชตัวเอง

“สมัยนี้แล้ว…เธอไม่เห็นต้องยึดติดพิธีกรรมเก่าแก่อย่างนั้นเลย คิดหรือว่าเตอกัลบนสวรรค์จะดีใจที่เห็นเธอคิดสั้น”

มาวาร์เบิกตาโพลง เพิ่งรู้สึกตัวว่าตนออกจะปากพล่อยไปหน่อยในช่วงเวลาอันเครียดขึ้งเช่นนี้

สินิทธ์ปรายตามองมาวาร์ที่ยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก แขนและศอกของนังนั่นพาดอยู่เหนือหน้าอกกลมกลึงทำองศาเย้ายวนได้อย่างเหมาะเจาะ ช่างเป็นจริตจะก้านบนทรวดทรงที่เตอกัลพึงใจเสมอมา

นัยน์ตาคู่นั้นกำลังเยาะหยันเธอ ไพร่กระฎุมพีที่เติบโตจากการฝึกปรือไขว่คว้าหาความร่ำรวยของผู้ชาย หากพลิกเล็บปลอมสีสันสดสวยขึ้นดู คงพบแต่เศษปฏิกูลจากการปีนป่ายอย่างทะเยอทะยาน

เธอระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลังได้ยินน้ำเสียงคล้ายกำลังหดหู่หนักอึ้งคละเคล้าอาการใจหายเสียเต็มประดาของอีกฝ่าย

ตอแหลสิ้นดี!

สินิทธ์กัดริมฝีปากแล้วเสตาไปทางอื่น กลัวว่าประกายชิงชังในแววตาจะปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัดจนเกินไป

อีกเหตุผลหนึ่งคือเธอต้องการจดจำทุกซอกมุมของ รูมะฮ์ อาดัต ซึ่งเป็นคำเรียกรวมของที่อยู่อาศัยพื้นเมืองที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นบาหลีแห่งนี้ไว้ลึกสุดใจเป็นครั้งสุดท้าย

แม้ รูมะฮ์ กาดัง เรือนหลังใหญ่ตรงหน้าไม่ได้มีขนาดมหึมาอย่างสุมาตราตะวันตก ทว่าหลังคาทรงโค้งมียอดแหลมซ้อนกันหลายชั้นด้านบนอันเกิดจากความประดิดประดอยของช่างศิลป์พื้นถิ่นนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่ไม่อาจประเมินได้ของมัน

นอกจากชาวมีนังกาเบาจะสร้างรูมะฮ์ กาดังเพื่ออยู่อาศัยแล้ว ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น หมู่บ้านตรุนยันแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบาหลีอากาหรือชาวบาหลีแห่งขุนเขา

ผู้คนที่นี่ผิดแผกไปจากชาวบาหลีที่ราบลุ่มอย่างสิ้นเชิง ด้วยยึดมั่นพิธีกรรมโบราณอย่างเคร่งครัด และไม่พบพฤติกรรมเช่นนี้ในกลุ่มชนอื่นใดในบาหลี

โดยเฉพาะพิธีปลงศพ!

เมื่อมีคู่สมรสเสียชีวิต ชาวบ้านจะวางศพไว้บนผืนดินให้เน่าเปื่อยตามธรรมชาติแทนการเผา แล้วทิ้งร่างคลุมไว้ด้วยผ้าแพรและซุ้มไผ่เพียงเท่านั้น

ไม่แปลกที่สถานที่แห่งนี้จะปลูกลั่นทมและต้นบันยัน (1)เพื่อดับกลิ่นซากเน่าเปื่อยไว้มากมายขนาดนี้

สินิทธ์มองทัศนียภาพอึมครึมโดยรอบพลางคิดว่าตนตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกหมู่บ้านตรุนยันประกอบพิธีเบอลา

เตอกัล…ถ้าคุณมองทะลุเปลือกนอกจนเห็นเนื้อแท้ของนังนี่ คุณก็คงไม่ด่วนจากไปอย่างคนโง่งมแบบนั้น

เมื่อนึกถึงรอยยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงซี่เป็นระเบียบบนหน้าคร้ามคม และนัยน์ตาที่ครั้งหนึ่งเคยล้อแสงระยิบอย่างคนมีคารมคมคายใต้แผงคิ้วหนาบนเนื้อผิวเข้มจัดนั้น สินิทธ์พลันหมดอาลัยตายอยาก ราวกับถูกฉุดลงสู่ท้องทะเลอันมืดมิด

เธอเคยนึกเปรียบสภาพจิตของคนกับทะเลสาบแห่งนี้ เชื่อว่าทุกคนล้วนซุกซ่อนความลึกลับดำมืดไว้ภายในใจ

เมื่อใดร่างกายอ่อนแอ กลิ่นจากห้วงลึกที่เคยถูกสกัดกั้นจะเริ่มโชยจนคนรอบข้างมีปฏิกิริยาต่อต้าน และถือว่ามันผู้นั้นกลายเป็นคนป่วยไข้ ‘ไม่เข้าพวก’ ทันที

เหมือนสินิทธ์ที่ถูกส่งถึงมือแพทย์อย่างไม่เต็มใจ และเธอก็รู้อยู่เต็มอกว่าหมอทำได้อย่างมากแค่ปลูกต้นลั่นทมสีสวยรายล้อมรอบทะเลสาบ เปลี่ยนกลิ่นคลื่นเหียนให้หอมจรุงขึ้นมาหน่อยก็เท่านั้น

ปัญหาคือ หมอสามารถทำให้เธอมีความสุขขึ้นได้จริงหรือ

“นี่เธอ…ไม่ได้แอบหยุดยาเองใช่ไหม”

“แม่…”

มูนา ลูกสาวคนเดียวของเตอกัลกับมาวาร์รีบสะกิดแขนผู้เป็นแม่ที่ยังคงพล่ามไม่หยุด หญิงสาวรู้ดีว่ามารดาเพิ่งเพิ่มเชื้อเพลิงเร่งให้กูนุง บาตูร์ปะทุลาวาออกมาทำลายล้างทุกคนเบื้องหน้า

“กูไม่ได้บ้า!”

ใบหน้ากลมมนของหญิงม่ายในชุดขาวดูบิดเบี้ยวไม่เป็นธรรมชาติ

จู่ ๆ น้ำตาแห่งความคับแค้นที่บรรจุไว้ด้วยความขมขื่นก็เอ่อท้นวาววามตรงหางตา จากนั้นจึงตกกระทบยอดหญ้าก่อนกระจายออกเป็นเสี่ยง

สินิทธ์กรีดร้องพลางทำท่าจะกระโจนเข้าทึ้งมาวาร์ให้ฉีกเป็นชิ้น ๆ

“จวนได้เวลาแล้วกระมัง”

โชคยังดีที่พราหมณ์ชราปราดเข้าไปรั้งแขนสินิทธ์เอาไว้ได้ทันแล้วเอ่ยเพื่อดึงความสนใจ

หญิงม่ายกัดฟันกรอด กำนิ้วมือผ่ายผอมจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ พายุบุแคมในอกยากจำแนกว่าเป็นความเศร้า ความโกรธ หรือความเจ็บใจ

มูนารีบเข้าไปประคองผู้มีศักดิ์เป็น ‘แม่’ ของเธออีกคน ลูบมือและแผ่นหลังสินิทธ์แผ่วเบา ให้ลมหายใจที่หยุดเป็นห้วง ๆ กลับคืนสู่จังหวะปกติ

สินิทธ์มองลูกสาวของสามี ระบายยิ้มบาง อาการขุ่นข้องเมื่อครู่ถูกกดลงไปได้อย่างยากเย็น

ในที่สุดเหมือนเธอจะตัดใจจากสวนหย่อมเขตร้อนได้เสียที จึงพยายามก้าวขาอันสั่นเทาเข้าไปในรูมะฮ์ กาดัง

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า พิธีนี้ดูเหมือนไร้ที่สิ้นสุด

ขณะที่มูนาหมายเข้าไปประคองสินิทธ์ให้ก้าวได้สะดวก มาวาร์กลับจิกเล็บแหลมลงบนแขนลูกสาวพลางกระซิบขู่

“อย่าพะนอมันให้มากนัก”

“แต่แม่ใหญ่จะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว”

มาวาร์จิกเล็บแรงกว่าเดิม “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าริเถียงผู้ใหญ่”

มูนาจึงได้แต่มองสินิทธ์เดินระโหยเข้าเรือนไป

ห้องหนึ่งด้านในมีแท่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กึ่งกลางแท่นประดิษฐานเทวรูปไม้แกะสลักพระแม่กาลีแบบบาหลี นัยน์ตาเทวรูปเบิกโพลงกลมโต ฟันแหลมยาวเฟื้อยโผล่พ้นริมฝีปากสีแดงชาด มือขวาข้างถันเปลือยเปล่าห้อยย้อยถือศีรษะมนุษย์ เป็นภาพลึกลับที่ยากแก่การเข้าใจยิ่ง

หญิงม่ายชอบความลึกลับของรูปสลักชิ้นนี้ที่สุดในบรรดาเทพเทวาทั้งปวง

ไอควันจากธูป กำยาน และเตาน้ำมันหอมช่วยขับให้พระแม่กาลีมีความดุดัน เกรี้ยวกราด และเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว

“ได้เวลาอำลาญาติพี่น้องแล้ว”

พราหมณ์แนะขั้นตอนประกอบพิธี พราหมณ์ที่เหลืออีกสามคนรอจุดไฟเผาศพเตอกัลในหลุมซึ่งถูกขุดเอาไว้หลังเรือนรูมะฮ์ กาดัง

พิธีเบอลาในชวามีอยู่สองลักษณะ ลักษณะแรกใช้กริชแทงตัวตายแล้วนำศพไปเผาในกองเพลิงเดียวกันกับสามี เรียกว่า เบอลาซูดุก อีกลักษณะคือ เบอลาเกอเตอร์จูนัน เป็นการกระโจนเข้ากองไฟที่เผาสามีกระทั่งสิ้นใจตามกันไป ซึ่งแตกต่างจากพิธีสตีในอินเดียอันเป็นบ่อเกิดของพิธีกรรมนี้เล็กน้อย

และสินิทธ์เลือกเบอลาซูดุก เพราะต้องการบูชาอารตีเป็นครั้งสุดท้ายจึงไม่อาจกระโจนเข้ากองไฟไปพร้อมกับศพสามีได้

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาสาวสวรรค์

ในอกหมกไหม้ดังไฟกัลป์ อยู่ยังห้องสุวรรณไสยา

บรรทมรำพึงคะนึงไป ให้คลั่งคลุ้มกลุ้มใจหนักหนา

ตัวกูแม้นม้วยมรณา ก็ดีกว่าที่เป็นดังนี้

ไม่สรงไม่เสวยกระยาหารเยาวมาลย์มัวหมองรัศมี

ยิ่งคิดยิ่งแค้นแสนทวี ดังเลือดตามารศรีจะหยัดลง ฯ

พราหมณ์เฒ่าหันมองหน้ามาวาร์กับมูนาเลิ่กลั่กราวกับกำลังหาคำตอบ คำอำลาของสินิทธ์ช่างพิลึกพิลั่น เหมือนเอื้อนกลอนอะไรสักอย่าง

ชาวบาหลีแต่กำเนิดหารู้ไม่ ว่าคำหญิงม่ายสั่งเสียล้วนยกมาจากอิเหนา พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 ของไทยทั้งกระบิ

ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะกระจ่าง สินิทธ์ก็สวดต่อทันที

“โอม ศรีมหา กาลิกาไย นะมะห์…”

ปากขยับพลางหยิบกริชคดที่วางข้างถาดสัมฤทธิ์ ปลายกริชคมปลาบสะบัดคล้ายริ้วไฟเหนือตะเกียงอารตี เธอหยิบถาดโบกตะเกียงให้เปล่งแสงวับแวมทาบทับเทวรูปก่อนเวียนสามครั้งตามเข็มนาฬิกา

“ศรัทธาทั้งปวงที่ลูกมีต่อองค์เทพ โปรดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณของลูกในทุกอณูทั้งห้าธาตุ…อากาศ ลม ไฟ ดิน และน้ำ”

เสียงสังวัธยายเงียบลงไปครู่ใหญ่ หญิงม่ายนั่งนิ่งก่อเงาตะคุ่มไหวระริกบนพื้น ศีรษะแหงนขึ้นประหนึ่งไม่ต้องการละสายตาไปจากเทวรูปพระแม่กาลีแม้แต่พริบตาเดียว

พราหมณ์ชราค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้

“คุณสินิทธ์…”

ชายแก่ถึงกับสะดุ้งเฮือกกับภาพตรงหน้า ไรขนตั้งชันทั่วทั้งสรรพางค์

ผู้ถูกขานชื่อเบิกตาโพลงมองตรงไปยังนัยน์ตาเทวรูป บ่งความแน่วแน่ ตั้งมั่น และความปรารถนาอย่างแรงกล้าส่งผ่านถึงทวยเทพในพิธีศักดิ์สิทธิ์ ริมฝีปากเล็กบางโค้งค้างอยู่อย่างนั้น เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวเหลือประมาณ

ปลายกริชเสียบลึกลงบนอกข้างซ้ายแล้วคาไว้อย่างนั้น หยดโลหิตสาดลงบนกุหลาบและลั่นทมแดงสดในถาดอารตีเป็นหย่อม

เนตรแข็งกร้าวของเธอยังคงสะท้อนบางสิ่งที่ยังฝังรากลึกภายในกาย

บางสิ่งที่ทำให้สินิทธ์ยังไม่เป็นอิสระง่าย ๆ

และต่อแต่นี้ มันจะรัดรึงเธอไว้ด้วยพันธนาการสุดแน่นหนายากหลุดพ้น

เชิงอรรถ :

(1) Banyan Tree เป็นไม้วงศ์เดียวกับต้นไทร เรียกอีกอย่างว่าต้นตารู เม็นยัน หมายถึง ไม้มีกลิ่นหอม

อ่านต่อ

สารบัญ นาร้าย

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบ

นิยายมาใหม่

ภาพปกนิยายเรื่อง ภรรยาของผู้บริหารขอหย่าอีกแล้วนะ
8.5
หกปีเต็มที่สเตลล่าต้องเผชิญความทุกข์ทรมานในชีวิตแต่งงานราวกับทาส แต่เมื่อเวย์ลอนผู้เป็นสามีเอ่ยปากไล่ให้เธอหย่าและย้ายออกไป เพื่อเปิดทางให้คนรักเก่าของเขาเข้ามาแทนที่ เธอจึงตัดสินใจก้าวเดินจากไปอย่างไม่ใยดี ทว่าในยามที่เธอเริ่มสร้างชีวิตใหม่และกำลังจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับชายคนอื่น เวย์ลอนกลับทนไม่ได้ด้วยความหึงหวงจนแทบบ้า เขาพยายามเข้ามาวุ่นวายและแทรกแซงในชีวิตของเธออีกครั้ง แต่ในวันนี้สเตลล่าคนเดิมได้เปลี่ยนไปแล้ว เธอเลือกที่จะตอบโต้อดีตสามีอย่างเย็นชาเพื่อปกป้องชีวิตอิสระและหัวใจของตัวเอง
ภาพปกนิยายเรื่อง เพรงมายา
8.3
คู่รักคู่หนึ่งต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญจากสิ่งลี้ลับ วิญญาณอาฆาตที่หมายเอาชีวิต และมันจะไม่หยุดจนกว่าทั้งคู่จะตายตกไปตามกัน อีกครั้ง! ตั้งแต่วันที่ได้พบกับ มะปราง เด็กกำพร้าท่าทางแปลกๆ ที่ญาติของ ชวิน ธำมรงค์ รับเป็นลูกบุญธรรม สิตางศุ์ ศรัทธาธรรม ก็พบเจอเหตุการณ์ประหลาดชวนสยองขวัญ หล่อนเริ่มตาฝาดเห็นภาพน่ากลัวบ่อยครั้ง และฝันเห็นผู้หญิงที่ไม่รู้จักแต่มุ่งหมายเอาชีวิตก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะถูกฆาตกรรมโดยหล่อนและชายที่หน้าเหมือนชวิน ความฝันนั้นชัดเจนและต่อเนื่องกันทุกครั้งจนปะติดปะต่อเรื่องได้ ในขณะที่คนรอบข้างก็เจอเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัว จนกระทั่งหล่อนได้พบประกาศขายบ้านและที่ดินแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งรอคอยให้พวกทั้งคู่วนเวียนกลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า และเหมือนมีอะไรดลใจให้ชวินซื้อที่นั่นเพื่อปลูกเรือนหอ บ้านหลังหนึ่ง เด็กคนหนึ่ง และความฝัน ทำให้ชีวิตของทั้งคู่ไม่สงบสุขอีกต่อไป เพราะมีอะไรบางอย่างคอยติดตามอย่างอาฆาตแค้น สิ่งที่มันต้องการคืออะไร ทำไมต้องการเอาชีวิตทั้งคู่ และความแค้นนั้นเริ่มต้นที่จุดใด คือคำตอบที่สิตางศุ์อยากรู้
ภาพปกนิยายเรื่อง รัก(ใคร่)พิศวาส
8.1
เมื่อพญามารผู้มีอิทธิพลล้นฟ้าพร้อมทำลายล้างทุกอุปสรรค ต้องโคจรมาพบกับหญิงสาวผู้อ่อนโยนเปรียบเสมือนลูกกวางตัวน้อยที่ไร้ทางสู้ในเงื้อมมือของเขา เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมสยบต่อการตัดสินใจของชายหนุ่มอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าเขาจะเลือกทำลายเธอให้มอดไหม้หรือจะยอมปล่อยตัวเธอไป ทว่าทุกการสัมผัสที่เขาปรนเปรอให้นั้นกลับแฝงไปด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อนเกินกว่าที่ใจของเธอจะต้านทานได้ ในสงครามแห่งความรักและความใคร่ครั้งนี้ หญิงสาวจึงต้องติดอยู่ท่ามกลางบ่วงไฟพิศวาสที่ยากจะถอนตัว
ภาพปกนิยายเรื่อง ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
ภาพปกนิยายเรื่อง กรงรักร้อนสามีเฉพาะกิจ
7.8
ปอป่านต้องบินด่วนกลับไทยมาเผชิญหน้ากับพิธีหมั้นหมายแบบไม่ทันตั้งตัวกับธราเทพ พี่ชายแสนดีที่เธอคุ้นเคยในอดีตตามความต้องการของเฟื่องรัตน์ ผู้เป็นอา ท่ามกลางความไม่เข้าใจ ปอป่านไม่เคยรู้เลยว่าอาของเธอกำลังเผชิญโรคร้ายอย่างเนื้องอกในสมอง และต้องการหาคนดูแลหลานสาวที่รักที่สุดก่อนสายเกินไป ธราเทพที่แอบรักปอป่านมานานจึงยอมสวมบทบาทสามีเฉพาะกิจเพื่อคอยปกป้องเธอจากชัยนันท์ อาหนุ่มจอมละโมบที่จ้องจะฮุบมรดกทั้งหมดไป ท่ามกลางศึกชิงสมบัติครั้งนี้ ธราเทพจะสามารถใช้ความรักแท้ทลายกำแพงในใจของเธอได้สำเร็จหรือไม่
ภาพปกนิยายเรื่อง พยศรักดวงใจมาเฟีย
9.5
โชคชะตานำพาให้เคลวิน มาเฟียผู้ทรงอิทธิพล ต้องมาพบกับหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยการบังคับ แม้จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์จะไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ และเขาก็เป็นฝ่ายคุมเกมเหนือกว่าในตอนแรก ทว่าความดื้อรั้นและเสน่ห์อันล้นเหลือของเธอกลับทำให้หัวใจของมาเฟียหนุ่มสั่นคลอนจนพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เมื่อเธอเลือกที่จะไม่ยอมสยบให้กับอำนาจของเขาโดยง่าย มาเฟียผู้ยิ่งใหญ่จึงต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่าจะยอมปล่อยเธอไป หรือจะยอมทำทุกวิถีทางเพื่อไล่ล่าและช่วงชิงหัวใจดวงนี้มาครอบครองใหมูใหม่อีกครั้ง
รายชื่อตอน
อ่านเลย
แชร์