APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง ป่วนรักเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้

ป่วนรักเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้

เมื่อโชคชะตาเล่นตลกส่งหญิงสาวธรรมดาข้ามมิติมายังเซี่ยงไฮ้แทนที่จะเป็นยุคจักรพรรดิอันรุ่งโรจน์ เธอจึงต้องเผชิญหน้ากับมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแห่งโลกมืด ชายหนุ่มคนนี้ไม่เพียงแต่รูปงามสะดุดตา แต่เขายังเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม ดุร้าย และมีความปรารถนาอันเร่าร้อนยากเกินกว่าจะต้านทานไหว ท่ามกลางอันตรายรอบด้านในโลกที่ไม่คุ้นเคย เธอจะต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของเจ้าพ่อจอมเผด็จการคนนี้ พร้อมรับมือกับบททดสอบหัวใจสุดหนักหน่วงที่ถาโถมเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

เสียงบิดาเรียกเธออีกแล้ว ชิงเถาหันมองด้านนอกห้องตรงกลางบ้านก่อนลุกขึ้นแล้วเอากาน้ำชาไปเติมให้บิดาใหม่

ช่างเอาเปรียบสิทธิสตรีเหลือเกิน แต่เอาเถอะถือว่าเป็นบิดา ถ้าเป็นคนอื่นเธอไม่ประเคนถึงที่แน่ ต่อให้ใช้ปืนจ่ออย่าได้หวัง สองเท้าเดินไปยังห้องครัวหลังบ้าน หันมองกาน้ำร้อนก็จับเทใส่กา กำลังจะเอาเสิร์ฟคุณป๊าก็เห็นร่างคนกำลังนอนอยู่ เธอวางกาน้ำชาลงบนโต๊ะหินอ่อนลานบ้าน

ฝีเท้าเดินเข้าไปอย่างเงียบที่สุด หันมองร่างที่นอนสลบจึงใช้มือเขย่าแต่กลับเหนียวมือ ชิงเถายกมือขึ้นมองแต่มองไม่เห็น จึงเดินกลับไปยังแสงไฟเตาในครัว

เลือด! ตายหรือยัง

เมื่อสงสัยก็ต้องพิสูจน์จึงเดินกลับไปหาร่างนั้นใหม่ ใช้มืออังไปยังจมูกลมหายใจยังอุ่นอยู่ ยังไม่ตาย ชิงเถาเปิดเสื้อสูทสีดำยาวออกเห็นด้านหน้าก็ถูกฟันด้วย เรียกได้ว่ารอยดาบถูกฟันไปทั่วร่างมากกว่า ทำให้เสียเลือดมากจนสลบไร้สติอย่างที่เห็น

ต้องเป็นคนชั่วขนาดไหนถึงได้มีคนเกลียดมากจนคิดจะเอาชีวิตให้ได้ เธอกำลังคิดหาวิธีว่าจะทำเช่นไร แต่แล้วเสียงบิดาก็ตะโกนถามหาน้ำชา ชิงเถาจึงต้องเดินกลับไปส่งกาน้ำให้บิดาก่อนจากนั้นก็หยิบตะเกียงในห้องตัวเองออกไปดูอีกครั้ง

“จะไปไหนอีก” เสียงบิดาที่เคารพเอ่ยขัด

“ไปห้องน้ำมาป๊าปวดหนักมากด้วย พูดไม่ทันขาดคำมันมาอีกแล้วอั๊วขอตัวก่อน” ว่าแล้วก็ขอตัวรีบไปดูคนใกล้ตาย

เมื่อออกจากบ้านก็เห็นคนเจ็บยังนอนที่เดิม เธอจึงลากเขาเข้าห้องเก็บฟืน แต่คิดว่าจะลากง่าย ๆ เหมือนในทีวีหรือละครอย่างที่เห็นบ่อย เอาจริง ๆ แล้วโคตรหนักชะมัด คนอะไรตัวหนักยังกับช้าง กว่าจะลากคนสลบมาถึงห้องเก็บฟืนได้ ก็เล่นเอาคนลากเหนื่อยหอบ ต้องบอกว่าจากที่อาการหนักอยู่แล้ว อาการหนักกว่าเดิมอีก

เธอออกไปหยิบตะเกียงมาไว้ในห้องเก็บฟืน ก่อนพยายามถอดเสื้อสูทออกแต่ก็อย่างที่บอกว่าตัวเขาหนักมา หันมองเห็นกรรไกรข้างมือจึงจัดการตัดออกไม่เหลือชิ้นดี ทั้งเสื้อสูท กางเกง เสื้อชั้นใน เหลือไว้แต่กางเกงในก็พอ ยังดีที่ยุคนี้รู้จักคิดค้นกางเกงในแล้ว ไม่อย่างนั้นข้ามภพมาเธออาจโชคดีเห็นของดีของเขา ไม่เอาไม่คิดกรรณิกา ช่วยคนก่อน ว่าแล้วก็ออกไปด้านนอก สองมือล้วงกระเป๋าคิดจะหาเงินเพื่อไปซื้อยาหรือตามหมอแต่ไม่มี

แต่งตัวดีเสียเปล่าแต่ไม่พกเงิน คืออะไรตอบสิพ่อคุณ

ตักน้ำจากบ่อแล้วมาเช็ดเนื้อตัวเพื่อหารอยแผล ตอนที่เธอเช็ดลงไปได้ยินเสียงครางเจ็บจากคนสลบแสดงว่าใกล้ฟื้นแล้ว

แผลแรกที่เจอ คือ บริเวณต้นแขน โชคดีที่ครั้งก่อนเธอบาดเจ็บใกล้ตายนั้น ยังมียาสมุนไพรยังพอเหลืออยู่บาง เมื่อใส่ยาห้ามเลือดแล้วหญิงสาวก็ใช้เสื้อผ้าเก่าของเธอตัดฉีกเป็นเส้นพันลงไปห้ามเลือดไว้ก่อน เพราะจะให้เธอไปเรียกหมอตอนนี้ก็ไม่มีเงินจ้างมา

แผลที่สองอยู่บริเวณแผ่นหลัง เธอต้องผลักเขาขึ้นอย่างสุดแรงก่อนทำแผลให้ กำลังจะพลิกกลับก็เห็นแผลตรงเอวด้านล่าง สรุปจะเป็นมัมมี่ใช่ไหม

เพราะตอนนี้เธอเจอแผลตรงใกล้เจียวน้อย ต้นขาของเขา เอาเถอะคิดว่าช่วยคนอย่าได้คิดเยอะมองไปยังรอยแผลที่ใกล้ลึกเข้าไปเกือบจะถึงกลางขา

ในใจคนทำแผลได้แต่คิดว่าปลอบตัวเองว่า เธอมองไม่เห็น ว่าแล้วก็ก้มลงไปอีก จนกระทั่ง

“เธอทำอะไร” ชิงเถาเงยหน้าคนเจ็บที่ฟื้นแล้ว กำลังจะยกตัวห้ามแต่ขอโทษไม่มีแรงขยับเพราะผ้าที่เธอพันไว้อย่างหนาตราช้างนั่นแหละ

“อย่าขยับ ฉันกำลังทำแผลให้ อ่อแล้วคุณเป็นใคร” เธอมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดกับดิน มองไม่ออกว่าเป็นใคร

คนเจ็บหันมองตัวเองที่ไร้เสื้อผ้า แล้วหันมองเสื้อผ้าที่ถูกตัดไม่เหลือชิ้นดีแต่ก็ไม่มีแรงที่จะลุกหนีคนที่กำลังพันแผลอยู่

“โชคดีมากที่แผลทั้งหมดไม่ได้ลึกไปถึงกระดูก ไม่อย่างนั้นก็ต้องส่งโรงพยาบาลอย่างเดียว แต่ถ้าคุณอยากไปโรงพยาบาล หรือว่าจะให้ฉันไปตามญาติคุณก็บอกนะ” กรรณิกามองรอยแผลที่เลือดเริ่มหยุดเธอก็พูดต่อ “สมุนไพรห้ามเลือดของจีนได้ผลดีจริง ๆ”

ชายหนุ่มหันมองต้นแขนที่มีรอยเลือดซึม ก่อนมองหญิงสาวที่ยังก้มเงยอยู่ตรงกลางลำตัวไม่มีทีท่าเขินอายแต่อย่างไร สำหรับเขาแล้วยังรู้สึกแปลกหากเป็นคนรู้จักหรือสนิทก็คงไม่รู้สึกแบบเธอ ครั้นคิดจะลุกก็ไม่มีแรงจึงวางศีรษะลงแล้วหลับตาไปอีกครั้ง

เมื่อใบหน้านั้นเงยหน้าขึ้นมา ก็ขยับตะเกียงวางไว้กลางห้องเหมือนเดิม ก่อนมองผลงานมัมมี่ของตัวเอง ดูแล้วเหมือนมัมมี่เวอร์ชันจีนที่สุด หญิงสาวเงยหน้ามองคนเจ็บอีกครั้ง

“คุณมีญาติที่ไหนไหม” เงียบไม่มีเสียง หันมองอีกทีเขาก็หลับไปแล้ว เธอยกตะเกียงไปใกล้เขา มองกะละมังน้ำที่เต็มไปด้วยเลือด จึงยกน้ำไปเททิ้งใส่น้ำถังใหม่หยิบผ้าสีขาวข้างกาย แล้วเอามาเช็ดใบหน้าเขา เช็ดไปเช็ดมามือก็สั่นหนักขึ้นเรื่อย ๆ ใจที่ภาวนาว่าไม่ใช่ก็ใช่จนได้

คนที่ชนรถเข็นผักของพ่อเธอ ทำไมโลกกลมจัง วันเดียวเจอกันสองครั้ง

“ชิงเถา ลื้อไปเข้าห้องน้ำนานไปไหม” ได้ยินเสียงบิดาตะโกนถามพี่สาวทั้งสองคนที่บอกว่าไปห้องน้ำเธอจึงรีบหาผ้าห่มให้เขา แล้วหยิบตะเกียงออกจากห้องฟืนจากนั้นจึงรีบเข้าบ้าน

เขาเป็นเจ้าของไนต์คลับหรือว่าเป็นแค่คนมาเที่ยว แต่ถ้าเธอออกไปหาให้คนพวกนั้นมาช่วยตอนนี้แล้วไม่เจอใครก็คงอันตราย อีกทั้งระหว่างทางกลับบ้านก็เปลี่ยวมากด้วย ในเมื่อแผลไม่ได้สาหัสมาก เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ค่อยคิดแล้วกัน

พอใกล้รุ่งสาง กรรณิกาก็ตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก เรียกได้ว่าตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาครั้งนี้เธอตื่นโดยไม่มีคนปลุก หันมองพี่สาวที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียงก็รีบขยับลงเท้าเบาเพื่อไปยังห้องเก็บฟืนหลังบ้านจะไปดูว่าพ่อมัมมี่เลือดหมดตัวหรือยัง

เสียงประตูไม้ขัดดังขึ้น เธอเดินเข้าไปหาชายหนุ่มมองร่างที่นอนกระสับกระส่ายไปมา จึงใช้มืออังหน้าผากอีกฝ่าย “เขาตัวร้อนจี๋เลย” ว่าแล้วก็รีบลุกขึ้นไปเอาน้ำมาเช็ดตัวให้คนเจ็บ ต้องโทษที่ตัวเองไม่ได้ออกมาดูตอนดึก จากนั้นก็ได้เวลาเช็ดตัวชายหนุ่ม

ถ้าไม่มีเรื่องเป็นตายเข้ามาขัด เธอจะเคลิ้มกับเนื้อหนังของชายหนุ่มแล้วเชียว แต่เมื่อคิดว่าหากเขาต้องมาตายในบ้าน ก็เท่ากับว่าเธอหาเรื่องใส่ตัว ดีไม่ดีอาจโดนตำรวจจับ โทษฐานที่ไม่แจ้งกับทางการ

ไม่ได้นายจะตายไม่ได้ ฟื้นเดี๋ยวนี้พ่อมัมมี่จีนของเธอ

อาจเพราะสวรรค์เมตตา หลังจากเธอเช็ดเนื้อตัวชายหนุ่มไปสองรอบ ความร้อนในตัวก็ลดลง แต่เสียงอาม่ากำลังตื่น ได้ยินเสียงถามบิดาว่าจะกินอะไร

กินอะไรก็ทำครัว ทำครัวก็ต้องมาเอาฟืน ตายแน่ชิงเถาเธอได้ตายจริง ๆ แน่ ถ้าอาม่ามาพบเขาเข้า ว่าแล้วคนที่อาศัยร่างคนอื่นก็รีบโกยไม้ฟืนออกไปด้านนอก ใช้มือปิดประตูเมื่อหันหลังก็เจอกับอาม่าพอดี

“ลื้อมาทำอะไร”

“มาเอาไม้ฟืนจ๊ะอาม่า นี่ไง ไปนั่งตรงโต๊ะก่อน เดี๋ยวหนูก่อเตาให้เอง อาม่าไปนั่งจิบน้ำชาเถอะ” ว่าแล้วก็ลากอาม่าไปนั่งอยู่บนโต๊ะหินอ่อนกลางบ้าน ก่อนรีบเข้าไปยังครัวเพื่อก่อไฟให้

ว่าด้วยการก่อไฟเตาถ่านตอนแรกก็ทำให้เธอเกือบกลายเป็นไก่ย่างหน้าเตา คิดแล้วก็นึกถึงเตาแก๊ส เมื่อบ่นในใจไปรอบหนึ่งกองไฟที่เธอพยายามฝึกก่อมาหนึ่งเดือนก็ติด “อาม่าลงเตาหุงข้าวเลยไหม”

“ดี ๆ ลื้อต้องขยันหน่อย ๆ ตั้งแต่ตื่นมาก็เอาแต่นอนขี้เกียจหน้าบูดบึ้ง ไม่ว่านอนสอนง่ายเหมือนแต่ก่อนเลย”

ถ้าว่านอนสอนง่ายเธอคงไม่รอดมาถึงทุกวันนี้หรอกอาม่าจ๋า สองมือตักข้าวสารก้นหม้อ ขึ้นมามองในถ้วยข้าวเหลือเพียงครึ่งถ้วย หากหุงลงหม้อแล้วก็คงกินไม่ได้ทั้งครัว สายตาหันมองเผือกที่วางอยู่ จึงจัดการเทน้ำลงหม้อให้เยอะเข้าไว้ รอจนน้ำเดือดจึงใส่เผือกชิ้นเล็กที่เธอปอกเป็นชิ้นเล็กพอคำ เมื่อใส่ลงในหม้อได้ที่ก็ใช้จวักกวนก่อนเติมน้ำเพิ่มไปอีก เพียงเท่านี้ข้าวเพียงกำมือก็มีพอสำหรับคนกินถึงมื้อเย็น

หันไปมองผักในตะกร้าหยิบมาผัดผักกับเกลือไร้หมูเห็ดเป็ดไก่ เพราะเครื่องปรุงรสชนิดอื่นแพงจนเรียกได้ว่าซื้อมาปรุงไม่ได้ ยังดีที่เดือนก่อนบิดาจับปลาตัวเล็กได้ เธอจึงเอามาดองเกลือไว้เพื่อทำน้ำปลาคิดว่าจะได้กินก็อีกครึ่งปี

ดังนั้นตอนนี้จึงจำเป็นต้องกินแบบไร้รสชาติไปก่อน หันมองพี่สาวที่ลุกมาช่วยอีกแรง สายตาพวกพี่สาวที่มองไปยังข้าวผสมเผือกดูหม่นลง

“ข้าวสารหมดอีกแล้วหรือชิงเถา”

เธอพยักหน้าเพราะตอนนี้กำลังผัดผักบุ้งไฟแดงอยู่ หันมองพี่สาวที่เดินไปเปิดถังข้าว เพื่อให้แน่ใจ

“เงินที่ได้จากค่าเสียหายเมื่อวานก็เพียงพอจะซื้อรถเข็นคันใหม่ และเมล็ดพืชสำหรับปลูกรอบใหม่ แต่ก็ไม่พอสำหรับข้าวสารอยู่ดี”

ชิงลี่กับชิงหรูหันมองหน้ากัน ก่อนถอนใจอีกรอบ

“วันก่อนเถ้าแก่เนี้ยไนต์คลับชวนเจ้ ให้ไปทำงานเป็นคนเรียกแขก”

มือที่กำลังผัดกระทะหันมองพี่สาวทั้งสอง ถึงไนต์คลับจะเรียกได้ว่าเป็นลักษณะของผับเหมือนปัจจุบัน แต่ที่แตกต่างคือ แขกสามารถเรียกพนักงานไปบริการถึงโต๊ะได้

หากพี่สาวไปทำงานคงโดนพวกมันจับจนพรุนไม่ต้องสงสัย ด้วยหน้าตาของลูกสาวบ้านนี้หน้าตาดีทุกคน โดยเฉพาะเธอไม่ได้เข้าข้างตัวเองแต่เป็นแบบนั้นจริง ๆ ดังนั้นลูกสาวคนสุดท้องของบ้านนี้ น้อยครั้งที่จะได้ออกไปนอกบ้าน ยกเว้นเมื่อวาน

ตอนนี้ผัดผักบุ้งถูกยกออกไปด้านนอก ได้ยินเสียงบิดาออกมาอาบน้ำล้างตัวพร้อมอาหารมือเช้าเช่นกัน เธออาสาตักข้าวผสมเผือกก่อนเว้นให้คนเจ็บ จากนั้นก็ไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่กลางห้องของบ้าน

มือหยิบผักบุ้งใส่จาน มองไปยังพี่สาวชิงลี่ พูดกับบิดา

“ป๊าข้าวสารหมดอีกแล้ว”

มือบิดาชะงัก “กินข้าวเวลากินเขาไม่คุยกัน”

กรรณิกาได้แต่นั่งมองพวกเขากินจนหมด ข้าวที่กลืนลงท้องแทบฝืนกลืนลงไปหันมองบิดาที่วางตะเกียบ

“ว่ามา”

“ลูกคิดว่าจะออกไปทำงานที่ไนต์คลับ”

ปัง! มือบิดาทุบโต๊ะเสียงดัง “เรื่องนี้คุยกันแล้วป๊าไม่อนุญาตพวกลื้อก็อยู่บ้านปลูกผักไป เรื่องข้าวสารป๊าจะจัดการเอง”

กรรณิกาหันมองบิดาที่สะพายกระเป๋าจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง หันมองพี่สาวทั้งสองแล้วถอนใจ ถึงสมัยนี้จะใช้งานผู้หญิงบริการผู้ชาย แต่บิดาของเธอก็รักลูกสาวมาก จนไม่ยอมให้ออกไปทำงานที่เสียศักดิ์ศรี

เมื่อวงแตกเธอก็อาสาล้างจาน หันมองพี่สาวที่กำลังขุดดินเพื่อพลิกหน้าดินเตรียมพร้อมเพื่อหว่านเมล็ดผักรอบใหม่ หันมองอาม่าที่กำลังเดินเข้าห้องไปเพื่องีบหลับ เธอจึงตักข้าวต้มเผือกไปให้คนไข้ไม่สบายในห้องเก็บฟืน

ตอนนี้คนที่ไข้ลดลงได้สติแล้ว ดังนั้นตอนแรกที่คิดว่าจะทำไงกับข้าวต้มอุ่น จะจับป้อนปากต่อปากดี หรือปลุกให้เขามากิน อันแรกเธอแค่คิด แต่ไม่กล้าทำอยู่ดี

เมื่อเขาขยับเธอก็วางข้าวต้มก่อนช่วยพยุงแขนเขาพิงกับผนังห้อง มือแตะหน้าผากคนป่วยกับหน้าผากตัวเอง สมมุติว่าเป็นปรอทวัดไข้

จางเฟิงหมิงมองไปยังดวงตาของคนตรงหน้า ใบหน้าหญิงสาวเห็นชัดกว่าตอนกลางคืนเสียอีก ทำให้เห็นใบหน้าเรียวเล็ก ถือว่าหน้าตาดีมาก แต่เมื่อมองไปยังเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็กลบความงามลงไปครึ่งหนึ่ง หากเธอได้ใส่เสื้อผ้าดี ๆ เชื่อได้ว่าแม้แต่ลู่ฟางนักร้องประจำคลับก็ยังเทียบไม่ได้

“ไข้ลดแล้ว คุณจะกลับบ้านเลยไหม ถ้าไม่ไหวก็บอกมาว่าบ้านอยู่ไหนฉันจะไปตามคนมาช่วยคุณ”

คนเจ็บหันมองสภาพตัวเอง กลับไปคงจะเป็นเรื่องใหญ่โตไปอีกหากบิดาเห็นสภาพเขาในตอนนี้ เมื่อเขาไม่มีหลักฐาน อีกทั้งตนก็ไม่เคยพลาดท่ามาก่อน หากว่าครั้งนี้คนอื่นรู้เข้า เขาจะเสียหน้ามาก และยิ่งถ้ามีข่าวลือออกไปก็จะทำให้อิทธิพลที่สะสมมาลดน้อยลง ดังนั้นเขายังกลับไปตอนนี้ไม่ได้ คงต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน

“ไปพบคนของผม ชื่อว่า ฟางเทียนฉิน ห้ามบอกคนอื่นเด็ดขาดและให้เขาเก็บเป็นความลับด้วย”

ฟางเทียนฉิน หมายถึงคนสนิทที่ให้เงินเธอหรือเปล่า เพื่อความแน่ใจเธอจึงพูดความคิดในใจออกไป “คนที่ให้เงินฉันเมื่อวานหรือเปล่าคะ”

คนป่วยขมวดคิ้วสงสัย ไม่รอให้เขาถามชิงเถาก็เล่าเหตุการณ์อีกรอบ จึงได้เข้าใจ ในเมื่อเคยเห็นหน้าแล้วถือว่าไม่ยากเท่าไหร่

“ได้ คุณอยู่ในนี้ก็กินข้าวไปก่อนแล้วกัน” อืมเอามือไหนกิน หันมองคนป่วยที่ตอนนี้ท้องกำลังร้องเสียงดังให้เธอได้ยิน เอาเถอะถือว่าทำบุญ ตอนเย็นเธอจะได้มีข้าวสารกรอกหม้อ

ว่าแล้วก็นั่งลงเป่าความร้อนของข้าวก่อนป้อนให้คนเจ็บ คำแรกที่จางเฟิงหมิงกินเข้าไปและรับรู้คือ เค็ม

“ไม่ต้องมองเค็มใช่ไหม ไม่ได้ปรุงพลาดแต่ตั้งใจ ในเมื่อมันเค็มก็ทำให้คนกินกินเข้าไปไม่ได้มากและอิ่มเร็ว ข้าวก็จะเหลือมาก พอสำหรับมื้อเย็น วันนี้มีให้กิน กินไปก่อนพรุ่งนี้ถ้าไม่มีข้าวสาร ฉันไปขุดเผือกมาให้กินอีก”

อันนี้เธอพูดเล่นหรือพูดจริง คนอะไรจนเสียยิ่งกว่าจน

“กระเป๋าเงินผม” เธอหันมองกองเสื้อผ้าหันมาเป่าคำต่อไป

“ไม่มีค่ะ ฉันหาดูแล้ว ตอนแรกว่าจะออกไปตามหมอให้ด้วยถ้าหาเงินพบ แต่ค้นจนหมดแล้วไม่มี ฉันก็เลยต้องรักษาคุณอย่างที่เห็น”

คนเจ็บคิดว่ากระเป๋าเงินคงตกลงกลางทาง “ผมอิ่มแล้ว คุณช่วยไปตามคนของผมมาให้หน่อย ห้ามมีพิรุธเด็ดขาด”

จากนั้นเขาก็บอกที่อยู่บ้านของตัวเอง กรรณิกาพยักหน้าวางถ้วยข้าวที่เหลือครึ่งหนึ่งไว้ ก่อนออกไปหาคนของเขา

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง ซาตานเด็ดปีกนางฟ้า
9.7
ชีวิตของรินรดาต้องพลิกผันสู่ความอันตรายขั้นสุด เมื่อเธอไปล่วงเกินมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลบนเครื่องบินส่วนตัวด้วยการสาดน้ำและตบหน้าเขา โทสะที่พลุ่งพล่านทำให้เขาจับเธอขังไว้ในห้องน้ำแคบๆ ทันที แม้หญิงสาวจะพยายามใช้ชื่อเสียงของบิดามาข่มขู่หรือเสนอเงินเพื่อจบคดี แต่นั่นก็ไม่อาจดับไฟแค้นของมาเฟียหนุ่มลงได้ เขาลั่นวาจาว่าเงินไม่มีค่าเท่ากับการได้ทำลายเกียรติของนางฟ้าผู้หยิ่งผยองคนนี้ด้วยมือตัวเอง ข้อเสนอเดียวที่เขามอบให้เธอคือการยอมสยบอยู่ใต้ร่างของเขาแต่โดยดี หรือจะเลือกเผชิญหน้ากับความโหดร้ายทารุณจากน้ำมือของสมุนทั้งหมดแทน
ภาพปกนิยายเรื่อง ดัดนิสัย ยัยคุณหนู
9.0
บอดี้การ์ดหนุ่มจำต้องรับภารกิจสุดปวดหัวจากเจ้านายเพื่อดัดนิสัยคุณหนูแสนเอาแต่ใจ แม้ต่างฝ่ายต่างไม่ชอบหน้าและพยายามผลักไสกันแค่ไหน แต่สถานการณ์กลับบีบบังคับให้ต้องใกล้ชิดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในใจของเขาปรารถนาจะหนีไปดูแลนายที่มาเก๊า แล้วโยนหน้าที่ดูแลคุณหนูตัวร้ายนี้ให้ 'ไอวอม' เพื่อนร่วมงานรับช่วงต่อ ทว่าการเผชิญหน้าและการแก้เผ็ดกันในครั้งนี้ กลับนำพาพวกเขาทั้งสามคนเข้าสู่ความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ยากจะคาดเดาปลายทาง
ภาพปกนิยายเรื่อง พ่ายเกมสวาท
8.7
หลังถูกคนรักหักหลังจนใจสลาย เอลิซจึงเลือกประชดชีวิตด้วยความบ้าระห่ำด้วยการเอ่ยปากท้าทายชายแปลกหน้าคนหนึ่ง โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าเขาคือเซฟ มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลและกุมบังเหียนธุรกิจมืด คำท้าทายเพียงครั้งเดียวในค่ำคืนนั้นกลับกลายเป็นพันธนาการร้ายที่ดึงรั้งเธอเข้าสู่เกมสวาทสุดอันตราย ท่ามกลางตัณหาและความรุนแรงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เกมเดิมพันครั้งนี้มีทั้งชีวิตและจิตใจเป็นสิ่งค้ำประกัน ซึ่งอาจเปลี่ยนโชคชะตาของเธอไปตลอดกาล และสุดท้ายเอลิซอาจต้องเลือกระหว่างการเอาชีวิตรอดหรือยอมชดใช้ด้วยชีวิตของตนเอง
ภาพปกนิยายเรื่อง คืนหนึ่งกับเขา
8.2
เบลซ อาร์เดน วอน นักศึกษาแพทย์หนุ่มผู้เพียบพร้อมและเป็นทายาทมหาเศรษฐี เจ้าของฉายาเจ้าชายน้ำแข็งอันแสนเย็นชา ได้โคจรมาพบกับ เอซ แดกซ์ตัน หัวหน้าแก๊งมาเฟียสุดอันตรายผู้เจนจัดในเรื่องความสัมพันธ์แบบชั่วข้ามคืน แม้ทั้งคู่จะเรียนอยู่ในสถาบันเดียวกันแต่กลับไม่เคยได้ทำความรู้จักกันมาก่อน จนกระทั่งวันหนึ่งที่เบลซตัดสินใจลองดีกับอำนาจมืด เขาใช้สายตาและคำพูดท้าทายพร้อมยื่นข้อเสนอสุดตื่นตะลึงให้เอซเพื่อแลกกับการมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเพียงแค่คืนเดียว ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดและแรงดึงดูดทางเพศที่ยากจะต้านทาน ค่ำคืนนี้จะเปลี่ยนความเคลือบแคลงสงสัยให้กลายเป็นความปรารถนาฝังลึกที่ไม่มีวันลบเลือน
ภาพปกนิยายเรื่อง ยอดรักเทพบุตรมาเฟีย
9.7
เมื่อทายาทมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในฮ่องกงและคาสโนว่าตัวร้ายอย่างพี่หมิง ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเสน่ห์อันบริสุทธิ์ของโยธกา หญิงสาวไร้เดียงสาที่ทำให้เขาปรารถนาจะครอบครองเธอไว้เพียงคนเดียวตลอดไป ในบรรยากาศอันแสนเร่าร้อนภายในห้องลับที่เต็มไปด้วยความเสน่หา ชายหนุ่มพยายามปลดเปลื้องเสื้อผ้าของหญิงสาวที่กำลังสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น แม้ว่าเธอจะเอ่ยปากห้ามปรามเขาด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาเพียงใด ทว่าสายตาอันหวานเยิ้มและรอยยิ้มสุดเจ้าเล่ห์ของมาเฟียหนุ่มกลับยิ่งตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า เขาจะไม่มีวันยอมปล่อยให้ดอกไม้งามกลีบบอบบางดอกนี้หลุดลอยมือไปอย่างเด็ดขาด
ภาพปกนิยายเรื่อง สวาทรัก อสูรร้าย
8.5
เมื่อความแค้นบดบังใจ เรียว จึงเลือกกักขัง ทรรศิกา ไว้ในทัณฑ์ทรมานที่เขาสร้างขึ้นเพื่อชดใช้ให้แก่การจากไปของแม่และคนรัก โดยตั้งใจมอบความเจ็บปวดให้เธอมากกว่าร้อยเท่า ชายหนุ่มใช้ชีวิตของแม่เธอมาเป็นข้ออ้างบีบบังคับ ทำให้หญิงสาวไร้ทางเลือกนอกจากต้องก้มหน้ารับชะตากรรมอันโหดร้ายนี้ ท่ามกลางความเกลียดชังและการคุกคามอย่างไร้ความปรานี ทรรศิกาจำต้องยอมศิโรราบต่ออสูรร้ายในร่างมนุษย์เพื่อปกป้องครอบครัวที่รัก แม้ร่างกายและจิตใจจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแสนสาหัสจนแทบจะทนไม่ไหวก็ตาม