APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง Uncle on my moon คุณอากับหนูขา

Uncle on my moon คุณอากับหนูขา

จากเด็กหญิงที่เคยวิ่งเล่นเคียงข้าง ‘อินทัช’ ในอดีต วันนี้ ‘จันทร์เจ้าขา’ ได้เติบโตเป็นสาวสะพรั่งพร้อมกับความรู้สึกในใจที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความผูกพันในฐานะอาหลานที่เคยมีกลับกลายเป็นความรักลึกซึ้งที่ยากจะถอนตัว เธอไม่ปรารถนาจะหยุดอยู่เพียงแค่สถานะเด็กน้อยในสายตาของเขาอีกต่อไป หญิงสาวจึงตัดสินใจทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ความเป็นผู้หญิงเต็มตัว ไม่ว่าจะต้องใช้เสน่ห์หรือความเย้ายวนรูปแบบใด เพื่อเปลี่ยนมุมมองของชายหนุ่มและก้าวข้ามขอบเขตความสัมพันธ์เดิม ๆ สู่การเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กุมหัวใจของเขาอย่างแท้จริง
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

เรื่องบ้าบอนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน

ไม่สิ...ไม่ใช่หรอก จริงๆ เกิดขึ้นมาเป็นปีแล้ว เพราะตั้งแต่ที่พ่อแม่ของ ‘จันทร์เจ้าขา’ จากไปด้วยอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เธอก็ไม่มีที่พึ่งพิงอื่นเลย นอกเสียจากอดีตเด็กฝึกงานซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำงานให้กับบริษัทเครื่องประดับเงินของบิดา ก่อนจะกลายมาเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ เขาชื่อว่า ‘อินทัช’ ชายหนุ่มวัยสามสิบห้า

และเพราะความคิดก้าวหน้า ไอเดียการตลาดพุ่งกระฉูดนั่นล่ะที่ทำให้อินทัชเป็นที่โปรดปรานของ ‘เจตริน’ ตั้งแต่ตอนนั้น ถึงขั้นที่เจตรินทาบทามมาให้ทำงานด้วยทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ อินทัชไม่ปฏิเสธ เขาเกิดมาเพื่ออุทิศทั้งชีวิตให้กับวงการเครื่องประดับอยู่แล้ว มันตรงกับสิ่งที่เขาเรียนซึ่งก็คือการออกแบบพัสตราภรณ์และการพัฒนาให้วงการเครื่องประดับไทยไปไกลสู่เวทีสากล ถึงเขาจะเป็นชายแท้ แต่ก็ชื่นชอบและหลงใหลในการทำเครื่องประดับเป็นอย่างมาก

ยิ่งมาทำงานกับเจตรินอย่างนี้ บวกกับความขยันขันแข็ง เอาการเอางาน จริงใจ ซื่อสัตย์ ทำงานเกินค่าจ้างเสมอมา ความสนิทสนมกับครอบครัวของนายจ้างก็ยิ่งทวีมากขึ้น อินทัชไปไหนมาไหนกับเจตรินบ่อยๆ ยิ่งเรียนจบมาทำงาน เต็มตัว เรียกได้ว่าตัวติดกันประหนึ่งพ่อลูกก็ไม่ปาน จึงหนีไม่พ้นการได้เจอลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนเดียวของอีกฝ่ายอย่างจันทร์เจ้าขาด้วย

เขากับจันทร์เจ้าขามีอายุห่างกันถึงสิบห้าปี ตอนเขาเรียนจบมาใหม่ๆ อายุยี่สิบสอง จันทร์เจ้าขามีอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น ดังนั้นการเรียกว่า ‘พี่’ จึงไม่เหมาะสมเท่าไรในความคิดของเจตริน สรรพนาม ‘คุณอา’ จึงถูกเรียกขานมานับแต่บัดนั้น

ไม่เว้นแม้ตอนนี้...ตอนที่เจตรินและภรรยาจากไป ทิ้งไว้แต่บริษัท ทรัพย์สิน และลูกสาวให้ใช้ชีวิตเพียงลำพัง เขาก็ยังเป็นคุณอาของเธออยู่

คุณอา...ที่ไม่ได้มีสายเลือดแท้ๆ ไม่ได้มีศักดิ์นับญาติกันอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงชายหนุ่มที่โปรไฟล์ดีและโสดสนิทซึ่งถูกเจตรินกรอกหูอยู่ตลอดเวลาขณะยังมีชีวิตอยู่ว่าถ้าสักวันเขาเป็นอะไรไปขึ้นมา เขาขอฝากให้อินทัชดูแลจันทร์เจ้าขาแทนด้วย

อินทัชสืบทอดเจตนารมณ์นั้น ไม่มีขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด เขาเข้ามาช่วยปลอบประโลมเด็กสาวให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ให้หยัดยืนขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้ง ซับน้ำตาทุกหยดให้เฉกเช่นที่เคยทำเมื่อเห็นร้องไห้กระจองอแงเมื่อครั้งเป็นเด็ก กระทั่งเวลาเยียวยาความเจ็บปวดให้จันทร์เจ้าขาได้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มเอ่ยปาก

‘ย้ายมาอยู่กับอา หนูขาจะได้มีเพื่อนนะคะ’

ทั้งๆ ที่มีบ้านของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องย้ายไปอยู่บ้านใครทั้งนั้น แต่สุดท้ายแล้ว จันทร์เจ้าขาก็ตกลงปลงใจ ย้ายไปอยู่บ้านของหุ้นส่วนบริษัทบิดาเสียอย่างนั้น

บ้านของอินทัชเป็นบ้านเดี่ยวหลังไม่ใหญ่มากหากเทียบกับบ้านของเธอ กระนั้นมันกลับดูกว้างขวางเมื่อรับรู้ได้ว่าเขาอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด อ้อ...ตอนนี้มีเธอเข้ามาแล้วนี่ บ้านไม่กว้างมากจนเกินไปละ

ยอมรับว่าการมาอยู่ร่วมชายคากับอินทัชสร้างความอิหลักอิเหลื่ออยู่ไม่น้อยเหมือนกัน จันทร์เจ้าขาไม่ค่อยคุยอะไรกับเขามากนัก มีแต่อินทัชเท่านั้นที่พยายามเข้าหา เอาอกเอาใจ แต่มันก็เป็นไปในฐานะอาหลาน ขณะที่ในใจของเด็กสาวนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเพราะความใกล้ชิด

เธอไม่มองเขาในฐานะอาหลานอีกต่อไป ยิ่งใกล้กัน ยิ่งเห็นเสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ ใจของเธอมัน...รู้สึกกับเขาเกินกว่าความสัมพันธ์แบบนั้น มันเป็นความรู้สึกฉันชู้สาวไปแล้ว

ไม่แน่ใจนักว่าตั้งแต่เมื่อไรที่รู้สึกอย่างนี้ ทว่าเมื่อรู้สึกแล้วก็ยากจะหักห้าม จันทร์เจ้าขาปล่อยให้ใจลุ่มหลงไปกับผู้เป็นอาไม่แท้ จากวัยเด็กสาวสู่วัยสาวเต็มตัว นับวันยิ่งตระหนักว่าชื่นชอบเขามากเพียงใด ก่อนมันจะตามมาด้วยความลุ่มหลงในทางราคะ โดยเฉพาะเวลาเห็นเขาได้รับเชิญมาบรรยายที่คณะที่เธอเรียนในเทอมนี้

ไม่อยากเป็นแล้วหลาน...อยากเป็นเมีย

จันทร์เจ้าขาเผลอรำพึงในใจขณะที่สายตาจับจ้องไปยังร่างสูงที่อยู่บนเวทีห้องบรรยายขนาดย่อม มือหนึ่งมือไมค์โครโฟน ปากกระจับขยับบรรยายหัวข้อเกี่ยวกับการตลาดเครื่องประดับไทยในต่างประเทศไม่ใช่ครั้งแรกที่อินทัชได้รับเชิญมาบรรยายที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาพัสราภรณ์อย่างนี้ เขามานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนี้ที่เขาเป็นศิษย์เก่า และจันทร์เจ้าขาเองก็เป็นศิษย์ปัจจุบันอยู่ อันที่จริงเขาได้รับเชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยอื่นด้วย แต่อินทัชไม่ได้มีเวลามากพอขนาดนั้น ที่ตกลงมาที่นี่ มีเหตุผลเดียวคือจันทร์เจ้าขาเรียนอยู่ ไม่ได้เกี่ยวกับที่ตัวเองเป็นศิษย์เก่าอะไรทั้งนั้น

“หากไม่มีคำถามอะไรแล้ว ผมขออนุญาตจบการบรรยายเพียงเท่านี้นะครับ”

สิ้นประโยค เสียงประสานร้องว่าขอบคุณจากเด็กนักศึกษาทุกชั้นปีของเอกนี้ก็ดังขึ้นให้ได้ยิน ก่อนจะพากันเก็บข้าวของแยกย้ายไปทำกิจกรรมอื่น มีแต่จันทร์เจ้าขาเท่านั้นที่ยังคงนั่งเท้าคางจับจ้องเขาไม่วางตาอยู่เหมือนเดิม

ตอนอยู่เฉยๆ ก็ว่ามีเสน่ห์ล้นแล้ว ตอนมาบรรยายอย่างนี้ ออร่าความผัวพุ่งกระจาย เห็นแล้วหิวๆๆ

คิดเตลิดเปิดเปิงไปไกล ถ้าเธอไม่มีสติสักหน่อย ป่านนี้คงน้ำลายหกไปแล้ว

“เจ้าขา...”

“...”

“เจ้าขา! ยัยเจ้าขา!”

“หืม?”

“เรียกตั้งนาน เหม่ออะไรของแก”

ขนาดมีสติยังไม่ได้ยินที่เพื่อนเรียก หลุดออกจากภวังค์ได้ สายตาก็หันไปมองหน้าเพื่อนสาวสองคนที่ยืนปั้นหน้านิ่วอยู่ใกล้ๆ คนหนึ่งคือ ‘แพรวา’ รูปร่างอวบอั๋นเข้าขั้นอ้วน คือจริงๆ ก็อ้วนนั่นล่ะ เพียงแต่จันทร์เจ้าขาไม่อยากใช้คำนั้น ส่วนอีกคนชื่อ ‘อิงฟ้า’ สาวแว่นสุดเนิร์ดที่วันๆ แทบไม่คุยกับใครนอกจากกับหนังสือ

“อะ...เอ้อ แล้วเรียกทำไม” หญิงสาวถามกลับ

แพรวาเอ่ยปากถามซ้ำ “ฉันถามว่าแกจะไปกินข้าวกับฉันกับยัยอิงไหม หรือจะไปเจอกันที่ห้องเรียนเลย”

“ไปเจอที่ห้องเรียนเลยแล้วกัน ฉันมีธุระต้องไปทำน่ะ”

“ธุระอะไรของแกยะ นัดหนุ่มไหนไว้? หรือว่า...พี่ปีสี่วิดวะคนนั้น” แพรว่าถามอย่างรู้ทัน เพราะเมื่อไม่นานมานี้ เธอเพิ่งเห็นว่ามีหนุ่มหล่อจากคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเทียวไล้เทียวขื่อจันทร์เจ้าขาอยู่ จริงๆ ปกติจันทร์เจ้าขาก็มีหนุ่มๆ เข้ามาขายขนมจีบไม่ขาดอยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้สวยถึงระดับเป็นดาวคณะได้ แต่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักแบบพิมพ์นิยมก็ทำให้เธอไม่เคยว่าง

“ใช่ที่ไหนกันล่ะ ธุระอื่น” จันทร์เจ้าขาว่าไปตามจริง กระนั้นก็ถูกสายตาจ้องจับผิดของแพรวามองมา

“ธุระอื่น...เดาว่าหนีไม่พ้นเรื่องหนุ่มๆ แน่ คราวนี้หนุ่มคณะไหนอีก”

“แพร...อย่าเซ้าซี้น่า เราหิวข้าวแล้ว” อิงฟ้าที่เห็นว่าเพื่อนตัวนุ่มนี้ทำท่าจะไม่หยุดง่ายๆ เลยออกปากปราม ความจริงไม่ได้หิวข้าวอะไรนักหนาหรอก แค่ไม่อยากให้จันทร์เจ้าขาถูกกดดันจนอึดอัดเท่านั้น ดูสีหน้าเธอสิ เริ่มมู่ทู่แล้ว เรื่องส่วนตัวของเพื่อน จะไปอยากรู้อะไรมากมายกัน

“ก็ฉันอยากรู้นี่หว่า”

“แต่เราหิวแล้ว ไปกันเถอะ เดี๋ยวโต๊ะก็เต็มก่อนหรอก” อิงฟ้าอ้าง

แพรวาเองก็หิวแล้ว เรื่องเผือกผู้ชายในชีวิตเพื่อนไว้ค่อยมาซักไซ้ทีหลังก็ได้

“โอเค ไปก็ไป ไว้ฉันมาถามแกใหม่ ขอให้เอนจอยนะยะ”

ยังไม่วายทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น ก็ระยะหลังมานี่ เวลาจันทร์เจ้าขาบอกว่ามีธุระ หนีไม่พ้นไปกับผู้ชายที่ตามจีบเธอเลยนี่นา บางวันก็คนนั้น บางทีก็คนนี้ ยุ่บยั่บยั้วเยี้ยจนเพื่อนงงไปหมด ไม่เคยซ้ำหน้า แต่จันทร์เจ้าขามีเหตุผลในการไปกับผู้ชายมากหน้าหลายตานะ มันเพราะ...เธออยากมั่นใจว่าเธอชอบคุณอาของเธอจริงๆ หรือเปล่าไง ซึ่งคำตอบมันก็ชัดเจนว่าจริง

เธอชอบอินทัชจริงๆ จะเป็นใครอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ต้องอินทัชเท่านั้น!

พอเพื่อนทั้งสองหายไปจากตรงนั้นแล้ว จันทร์เจ้าขาก็ถอนหายใจออกมา เธอไม่ชอบเท่าไรนักหรอกกับการถูกถามเรื่องส่วนตัวอย่างนี้ แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้เธอมีอย่างอื่นที่จำเป็นต้องทำมากกว่า นั่นคือการชวนอินทัชไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน

หญิงสาวรีบเก็บข้าวของบ้าง ลุกขึ้นจากโต๊ะเล็คเชอร์ เตรียมจะเข้าไปหาอินทัชที่กำลังเก็บเอกสารการบรรยายเหมือนกัน ทว่าเมื่อก้าวฉับๆ เข้าไปยังไม่ทันถึงตัวเขาดี ก็มีร่างระหงของผู้หญิงอื่นเข้าประชิดตัวเขาเสียก่อน

“ขอบคุณที่มาช่วยทางคณะนะคะคุณอินทัช ส้มดีใจมาก ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลย”

เธอคืออาจารย์คณะที่เคยเป็นเพื่อนร่วมคณะกับอินทัชมาก่อน สมัยเรียนนั้นจันทร์เจ้าขาไม่รู้หรอกว่าทั้งคู๋มีความสัมพันธ์สนิทสนมกันแบบไหน รู้แต่ว่าสายตาของอาจารย์ในเวลานี้ไม่ใช่สายตาที่เพื่อนมองเพื่อน หรือสายตาของอาจารย์มองวิทยากร แต่เป็นสายตาของหญิงสาวมองชายหนุ่มมากกว่า

“ยินดีมากๆ เลยส้ม ไม่ต้องทางการกับเราหรอก ยังไงก็เพื่อนกัน”

“แต่ก็ไม่ได้คุยกันนานแล้วนี่นา ใครจะไปคิดว่าจะได้เจอทัชอีกล่ะ ได้ยินแว่วๆ มาว่าทัชงานยุ่งมากด้วย เสียสละเวลามาขนาดนี้ เราต้องขอบคุณอยู่แล้ว”

“ไม่เป็นไร เรายินดี”

จันทร์เจ้าขาได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจน

เดี๋ยวทัช เดี๋ยวส้ม หึยยย! ขนาดเธออยู่บ้านเดียวกับอินทัช ยังไม่เคยเรียกเขาสนิทสนมด้วยชื่อเล่นแบบนี้เลยนะ ยัยอาจารย์ส้ม!

ปกติไม่ค่อยชอบอาจารย์คนนี้อยู่แล้วเพราะเธอมีนิสัยชอบจิกกัดนักศึกษา ตอนนี้ยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ แต่จะให้ทำเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ผ่านๆ มา คงจะไม่ได้แล้ว นี่มันเกี่ยวข้องกับอินทัช อย่างไรเธอก็ต้องออกตัวล่ะ!

ก้าวเข้าไปหาอินทัชอีก ไม่ยอมปล่อยให้ผู้หญิงอื่นมาชวนเขาคุยหน้าชื่นตาบานอย่างนี้หรอก ไฟมันสุมทรวง ทว่า...

“งั้น...ให้เราตอบแทนหน่อยได้ไหม คือเราอยากชวนทัชไปกินข้าวเที่ยงน่ะ ใน ม.มีร้านอร่อยๆ มาใหม่เยอะเลย เผื่อทัชอยากรำลึกความหลัง”

“เอาสิ กำลังหิวพอดี”

น่าโมโหที่ผู้หญิงคนนั้นชวนคนที่เธอชอบไปกินข้าวไม่พอ น่าโมโหขึ้นไปอีกตรงที่อินทัชตอบตกลงนี่ล่ะ

กล้าดีอย่างไรถึงมาชวนกันต่อหน้าต่อตาเธออย่างนี้!?

ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันควันอย่างไม่รู้ตัว จังหวะเดียวกับที่อินทัชเหลือบมาเห็นพอดีว่าจันทร์เจ้าขายืนอยู่ใกล้ๆ เขาเลยทักไป

“หนูขาไม่ไปกินข้าวกับเพื่อนเหรอ งั้นไป...”

เขากำลังจะชวนไปกินข้าวด้วยกัน แต่จันทร์เจ้าขาไม่อยากฟังแล้ว ลมโมโหมันตีขึ้นหน้า แค่เขาเอ่ยมา เธอก็เชิดใบหน้าขึ้น พลันสะบัดหนีแล้วเดินฉับๆ กลับไปอีกทางทันที ปล่อยให้อินทัชพูดค้างแล้วถอนหายใจยาวอย่างรู้ตัว

คงไปทำอะไรไม่ถูกใจสาวน้อยคนนั้นอีกแล้วล่ะสิ ว่าแต่...ไปทำอะไรนะ

อินทัชอดครุ่นคิดไม่ได้ เขาว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนะ หรือตอนบรรยายเผลอไปพูดอะไรไม่เข้าหูหรือเปล่า จันทร์เจ้าขาถึงได้กระฟัดกระเฟียดใส่เขา?

“รู้จักกันเหรอทัช”

ไม่ทันจะได้คำตอบให้ตัวเอง เสียงของคนตรงหน้าก็ดึงสติไป อินทัชคลี่ยิ้ม

“อืม หลานน่ะ”

“อ๋อ โลกกลมจังเลย นั่นนักศึกษาคนโปรดของเราเลย แกเป็นเด็กดีนะ ตั้งใจเรียนวิชาที่เราสอนสุดๆ”

อินทัชยิ้มให้ไปอีกที ทำไมจะดูไม่ออกล่ะว่าที่เธอพูดมันไม่จริง แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะไปสนใจอะไรตอนนี้ เพราะใน หัวเขามีแต่คำถามว่าไปทำอะไรไม่ถูกใจหนูขาเข้าให้กัน

“จะไปกันหรือยังล่ะทัช เราหิวแล้วล่ะ”

“อืม เอาสิ”

เอาไว้คิดต่อทีหลังแล้วกัน เขามีงานช่วงบ่ายให้ไปสะสางต่อด้วย รีบไปกินข้าวแล้วเข้าออฟฟิศไปจัดการงานดีกว่า ส่วนเรื่องจันทร์เจ้าขา...ไว้ค่อยเคลียร์กันที่บ้าน

ว่าจะรอให้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อยเคลียร์กันว่าไปทำอะไรให้ สาวเจ้าถึงได้ปั้นปึ่งใส่เขาอย่างนั้น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว อินทัชกลับทนไม่ไหว ต้องถ่อรถจากออฟฟิศกลับมาที่มหาวิทยาลัย รับจันทร์เจ้าขากลับบ้านด้วยตัวเอง

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง โอกาสรักครั้งสุดท้าย
8.0
การแต่งงานระหว่างวีร์ดากับดนย์เริ่มต้นขึ้นจากข้อตกลงทางธุรกิจไร้ซึ่งความรัก ทว่าความจริงอันเจ็บปวดกลับทวีคูณขึ้นเมื่อเธอปักใจเชื่อว่าเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้บิดาต้องล้มป่วยลงอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การตัดสินใจหย่าร้างเพื่อจบสิ้นความทรมานใจในครั้งนี้ ทว่าในจังหวะที่ความสัมพันธ์กำลังจะสิ้นสุดลงอย่างถาวร ดนย์กลับเพิ่งรู้ใจตัวเองว่ารักเธอมากเพียงใด เขาจึงพร้อมทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเองและขอโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งสุดท้าย โดยหวังจะดึงรั้งเธอให้อยู่เคียงข้างกันอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไม่ได้คืนวันจะสายเกินไป
ภาพปกนิยายเรื่อง สัญญาร้ายพ่ายเพลิงรัก
8.8
ชีวิตที่แสนสงบของเควิน คลากสัน ต้องจบลงเมื่อนาถลดาใช้แผนแบล็กเมล์เรื่องล่วงละเมิดเพื่อบีบให้เขาจดทะเบียนสมรส ทว่าในคืนแต่งงาน เธอกลับยื่นข้อตกลงวิวาห์กำมะลอพร้อมสั่งห้ามไม่ให้เขาสัมผัสร่างกายเธอเด็ดขาด ความโกรธแค้นทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจตลบหลังเพื่อแก้แค้นอย่างสาสม ยิ่งเธอเกลียดและไม่ต้องการสิ่งใด เควินก็จะยัดเยียดสิ่งนั้นให้เพื่อฉุดรั้งเธอลงนรกไปด้วยกัน เสือร้ายอย่างเขาขอให้คำสัตย์ว่าจะกักขังหญิงลวงโลกคนนี้ไว้ในเงื้อมมือโดยไม่มีวันปล่อยให้เธอได้เป็นอิสระอีกตลอดกาล
ภาพปกนิยายเรื่อง พิศวาสเถื่อน
8.7
เบน คริสเตียนเซน ตั้งมั่นที่จะล้างแค้นให้กับการจากไปของมาเรียส น้องชายฝาแฝดผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ โดยเขาปักใจเชื่อว่าพลอยพิชญาคือตัวการของเรื่องนี้ เบนจึงวางแผนล่อลวงเธอไปยังเกาะสกรูวาเพื่อกักขังและทรมานให้สาสมกับความสูญเสีย แม้หญิงสาวจะยอมชดใช้ความผิดด้วยชีวิตภายใต้ความเกลียดชังอันแสนทารุณ แต่ความใกล้ชิดในที่คุมขังกลับค่อยๆ จุดประกายความปรารถนาอันเร่าร้อนขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด จนกลายเป็นพันธนาการเสน่หาที่ย้อนกลับมาผูกมัดหัวใจของเขาเอาไว้เอง ท่ามกลางเพลิงแค้นและการลงทัณฑ์ที่แปรเปลี่ยนเป็นความรักอันยากจะถอนตัว
ภาพปกนิยายเรื่อง เศษเสี้ยวของห้วงหัวใจ
9.4
ห้าปีเต็มที่ดรัลรัตน์ต้องเผชิญชะตากรรมในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวเพื่อเลี้ยงดูสิปปภาส ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอให้เติบโตมาอย่างดีที่สุด แม้รอบข้างจะตราหน้าว่าเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน และต้องทนทุกข์จากคำสัญญาหลอกลวงของรุจิภาสจนต้องทิ้งทุกอย่างในชีวิต ทว่าในวันนี้ อดีตคนรักที่เคยสร้างบาดแผลไว้ได้ย้อนกลับมาอีกครั้งพร้อมความต้องการที่จะชดเชยความผิดพลาดและขอโอกาสแก้ตัวใหม่อีกหน ทำให้ดรัลรัตน์ต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะยอมเปิดใจต้อนรับเขากลับเข้ามาในชีวิต หรือจะปล่อยให้เขาเป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำอันแสนเจ็บปวดตลอดไป
ภาพปกนิยายเรื่อง คุณแม่ผูกขาด
7.9
“รักจัง” เมื่อหล่อนเหลือบมองก็เห็นสายตาเชื่อมหวานจนน่าขนลุก จนต้องจับหน้าเขาหันทางอื่นเสีย “อ้าว! มีแต่คนถูกมองจะหันหนี นี่พี่กลับจับหน้าผมหันซะงั้น” ไฟรัสพ้อปนหัวเราะ “เรื่องอะไรจะหันเองละ มันเมื่อยคอนะ” “เออรู้ว่าเมื่อยแต่ยังทำกับผัวได้ลงคอ เดี๋ยวปั๊ด! ข่มขืนผู้หญิงท้องซะเลย” “ไอ้บ้า ไอ้ลามก” หล่อนหัวเราะร่วนเมื่อถูกคนลามกจับโน่นคลำนี่ “ไฟรัส” จู่ๆ หล่อนก็หยุดหัวเราะแล้วเรียกชื่อเขา “ครับ” “ฉันชื่ออะไร” “หือ” ไฟรัสพลิกตัวนอนตะแคงเพื่อมองหน้าคนถามคำถามแปลกๆ จ้องตาเหมือนจะถามว่าพูดจริงหรือ ถามอย่างนั้นจริงหรือ “อือ มองดีๆ แล้วบอกสิ ฉันคือใคร” หล่อนพยักหน้าสำทับแล้วรอคำตอบ “ก็ผิงไง” เข็มหอมผลักเขาจนหงาย ก่อนลุกขึ้นไปอาเจียนในห้องน้ำ ไฟรัสตามไปยืนใกล้ๆ แต่ไม่ได้ช่วยลูบหลังหรือปลอบประโลมเช่นครั้งก่อน จนหล่อนต้องลุกขึ้นมาบ้วนปากที่อ่างล้างหน้าเอง พร้อมมองเขาอย่างตัดพ้อผ่านกระจกเงา ไฟรัสขยับมากอดเอวเอาไว้แน่น จูบกลางกระหม่อมแล้วพูดเหนือศีรษะหล่อนนั่นเอง “แพ้ท้องแปลกจริงลูกคนนี้ของแม่เข็ม โกรธนิดหน่อยก็อ้วกใส่ แถมแม่ยังความจำเสื่อมจำชื่อตัวเองไม่ได้ต้องถามจากพ่ออีก เฮ้อ” “ไอ้บ้า ใครบอกว่าฉันจำตัวเองไม่ได้” “ก็พี่ไง เห็นถามจังว่าตัวเองเป็นใคร” เขายิ้มใส่กระจกแต่มันทะลุเข้าตาหล่อนที่กำลังเปลี่ยนจากเขียวปัดเป็นแดงเพลิง “ก็” “พี่เข็ม เข็มหอม นางเข็มหอม กิลานิ วัฒนามงคล” “นายจำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่” “ไม่ใช่จำได้ แต่ไม่เคยลืมต่างหาก”
ภาพปกนิยายเรื่อง เจ้าสาวลวงสวาท
7.9
หญิงสาวผู้อาภัพซึ่งขาดความอบอุ่นจากครอบครัวตกอยู่ในวิกฤตชีวิตครั้งสำคัญ เมื่อเธอถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับชายคราวปู่เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ทว่าโชคชะตาพัดพาให้เธอได้มาพบรักและแต่งงานกับมหาเศรษฐีหนุ่มผู้แสนดีที่พร้อมจะดูแลและมอบความรักให้เธออย่างแท้จริง แต่ทว่าในระหว่างที่ชีวิตคู่กำลังดำเนินไปด้วยความราบรื่นและความสุข ความลับอันดำมืดที่ถูกซ่อนเร้นในอดีตกลับค่อยๆ เผยตัวออกมา นำพาเธอไปสู่การค้นพบความจริงเบื้องหลังชีวิตของตนเองที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน