
พ่อเพื่อนหนูขอจอง
ตอน 1
บทที่ 1
"ริน แกดูตรงนี้สิ ฉันว่าสเปซตรงโถงกลางมันยังดูแคบไปหน่อยนะ ถ้าเราปรับระยะร่นตรงนี้เข้ามาอีกนิด มันน่าจะทำให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้เยอะกว่านี้ปะ"
เสียงเจื้อยแจ้วของ 'พริมา' ดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง หญิงสาววัยยี่สิบสองปีชี้มือไปยังหน้าจอแล็ปท็อปที่แสดงภาพโมเดลสามมิติของโปรเจกต์จบที่พวกเธอปั่นกันมาหลายคืนติด
"พริม แต่ถ้าเราขยับตรงนั้น มันจะไปกินพื้นที่ของโครงสร้างหลักนะ แกอย่าลืมสิว่าอาจารย์ย้ำนักย้ำหนาเรื่องการกระจายน้ำหนัก ถ้าแก้ตอนนี้เราต้องรื้อแปลนชั้นสองใหม่หมดเลยนะ" 'รินลดา' แย้งขึ้นเบาๆ มือบางขยับเมาส์คลิกดูรายละเอียดของโครงสร้างอย่างระมัดระวัง
รินลดาในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งสีขาวที่ยาวคลุมต้นขาและกางเกงขาสั้นกุดซ่อนอยู่ด้านใน นั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมผืนหนา เธอชินกับการมาค้างค้างคืนที่นี่เพราะพริมามักจะอ้อนให้มาอยู่เป็นเพื่อนเสมอ โดยอ้างว่าอยู่คนเดียวแล้วเหงา ทั้งที่ความจริงเพนต์เฮาส์แห่งนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของ 'คุณอา' ผู้ทรงอิทธิพลของเพื่อนสนิทต่างหาก
"โอ๊ยยยย ไม่อยากแก้อะไรแล้ว! หัวจะปวด!" พริมาทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนพรมอย่างหมดสภาพ "ทำไมคณะสถาปัตย์มันเรียนหนักหนาสาหัสขนาดนี้เนี่ย รู้งี้ฉันไปเรียนบริหารแบบที่อาคิมบอกตั้งแต่แรกก็ดีหรอก"
แค่ได้ยินชื่อ 'อาคิม' หัวใจของรินลดาก็กระตุกวูบเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
"แกก็บ่นแบบนี้มาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วไหมพริม สุดท้ายแกก็เรียนมาจนถึงปีสี่จนได้นี่ไง" รินลดาฝืนยิ้ม พยายามซ่อนแววตาประหม่าเมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาคมคายและแววตาดุดันของผู้ชายคนนั้น... ผู้ชายที่เธอแอบซ่อนความรู้สึกที่มีต่อเขาไว้ในมุมที่ลึกที่สุดของหัวใจ
"ก็มันเหนื่อยนี่นา..." พริมาบ่นงุบงิบ "นี่ถ้าอาคิมกลับมาเห็นสภาพโปรเจกต์ของเรานะ มีหวังโดนสับเละแน่ๆ แกก็รู้ว่าอาคิมน่ะเจ้าระเบียบแถมยังเนี้ยบสุดๆ ซีอีโอบริษัทสถาปนิกอันดับต้นๆ ของประเทศเชียวนะ มาตรฐานเขาสูงทะลุเพดานไปแล้ว!"
"ถ้าแกกลัวโดนคุณอาว่า แกก็ลุกขึ้นมาช่วยฉันแก้ดีเทลตรงนี้ก่อนสิพริม เร็วเข้า" รินลดาเร่งเร้า แต่ในใจกลับแอบหวาดหวั่นไม่แพ้เพื่อน เธอเป็นแค่เด็กกะโปโลธรรมดาๆ ที่บังเอิญได้มาเป็นเพื่อนสนิทกับหลานสาวมหาเศรษฐี ทุกครั้งที่เจอเขา เธอต้องคอยทำตัวลีบเล็ก เจียมเนื้อเจียมตัว และพยายามไม่ทำตัวให้เป็นที่เกะกะสายตา
"รู้แล้วๆ ลุกเดี๋ยวนี้แหละค่าาา" พริมาลากเสียงยาวก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ปรึกษากันต่อ เสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลหน้าเพนต์เฮาส์ก็ดังขึ้น
ติ๊ด... ติ๊ด... แกร๊ก!
เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาอย่างสม่ำเสมอทำเอาบรรยากาศในห้องนั่งเล่นเย็นยะเยือกขึ้นมาฉับพลัน รินลดารีบดึงชายเสื้อยืดของตัวเองให้เลื่อนลงมาปิดหน้าขาด้วยสัญชาตญาณ ขณะที่พริมานั่งหลังตรงแหน่วราวกับทหารเกณฑ์รอรับการตรวจพล
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มตัดเย็บอย่างดีก้าวเข้ามาในบริเวณห้องนั่งเล่น 'คิมหันต์' ในวัยสามสิบห้าปีดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ทว่าแววตาที่ทอดมองมานั้นกลับเย็นชาและดุดันจนคนถูกมองแทบหยุดหายใจ เนกไทถูกปลดให้คลายออกเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาเพิ่งผ่านวันทำงานที่ยาวนานมา
"ยังไม่นอนกันอีกเหรอพริมา รินลดา" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถาม พลางกวาดสายตามองกองกระดาษและเศษโมเดลที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่น
"ยังค่ะอาคิม โปรเจกต์จบยังไม่ค่อยลงตัวเลย พริมกับรินกำลังช่วยกันแก้อยู่ค่ะ" พริมาตอบเสียงใส แม้จะเกร็งอยู่บ้างแต่เธอก็ชินกับความดุของอาตัวเองแล้ว
คิมหันต์ปลดกระดุมเสื้อสูทออกแล้วพาดมันไว้บนพนักโซฟา ก่อนจะเดินเข้ามาหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังของรินลดา หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวเมื่อกลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนววูดดี้ผสมซิตรัสลอยมาเตะจมูก กลิ่นของความหรูหราและอำนาจที่ทำให้เธอใจสั่นทุกครั้งที่ได้กลิ่น
"ไหน ขอฉันดูหน่อย" เขาสั่งสั้นๆ
รินลดามือสั่นเล็กน้อยขณะขยับตัวหลีกทางให้เขาดูหน้าจอได้ชัดเจนขึ้น ทว่าด้วยความที่เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น และเขายืนค้ำอยู่ด้านหลัง ทำให้มุมมองของเขาสามารถมองลงมาเห็นอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายดาย
"นี่คือโครงสร้างที่พวกเธอคิดว่าดีที่สุดแล้วงั้นเหรอ?" คิมหันต์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความตำหนิ "การวางคานรับน้ำหนักตรงนี้มันฝืนธรรมชาติของวัสดุเกินไป ถ้าสร้างจริงมันจะเกิดรอยร้าวที่ผนังได้ง่ายๆ พวกเธอเรียนมาสี่ปี พลาดเรื่องพื้นฐานแบบนี้ได้ยังไง?"
"เอ่อ... คือว่ารินเป็นคนออกแบบโครงสร้างส่วนนี้เองค่ะ" รินลดากลั้นใจตอบ เสียงของเธอสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ "รินคิดว่าถ้าเราใช้เหล็กรูปพรรณเสริมเข้าไป มันน่าจะ... น่าจะรับน้ำหนักได้เพียงพอค่ะ"
คิมหันต์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลื่อนลงมามองใบหน้าหวานที่กำลังก้มงุดด้วยความประหม่า ก่อนที่สายตาคมกริบของเขาจะจงใจลากต่ำลงมา... หยุดอยู่ที่เรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายเสื้อยืดตัวโคร่งออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เสื้อยืดร่นขึ้นไปจนเห็นต้นขาด้านในวับๆ แวมๆ แม้รินลดาจะพยายามดึงมันลงมาแล้ว แต่มันก็ไม่อาจปกปิดความเปล่าเปลือยที่ยั่วยวนสายตาผู้ชายวัยฉกรรจ์ได้อย่างมิดชิด
"โครงสร้างที่ดูเหมือนจะแข็งแรง..." คิมหันต์พูดช้าๆ เสียงทุ้มแหบพร่าลงเล็กน้อย แววตาที่เคยมองอย่างตำหนิเรื่องงานแปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่อ่านไม่ออก "แต่ถ้าฐานไม่แน่นพอ... หรือปล่อยให้มีจุดอ่อนโผล่ออกมาให้เห็นชัดเจนขนาดนี้... มันก็พังทลายลงมาได้ง่ายๆ เหมือนกัน"
คำพูดที่เหมือนจะสอนเรื่องสถาปัตยกรรม แต่สายตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่เรียวขาของเธออย่างจาบจ้วง รินลดารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าช็อตไปทั้งร่าง เธอรีบขยับขาหนีบเข้าหากันแน่น ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"อาคิมดุอีกแล้วอ่ะ! รินเขาอุตส่าห์ตั้งใจทำนะค๊าาา" พริมาโอดครวญขึ้นมาเพื่อช่วยเพื่อน โดยไม่ทันสังเกตเห็นกระแสความตึงเครียดแปลกๆ ระหว่างอาหนุ่มกับเพื่อนสนิท "เดี๋ยวพริมไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้อาคิมดื่มดับร้อนดีกว่า จะได้อารมณ์ดีขึ้น รอแป๊บนึงนะคะ!"
พูดจบพริมาก็ลุกพรวดพราดวิ่งหายเข้าไปในโซนห้องครัว ทิ้งให้รินลดาต้องเผชิญหน้ากับราชสีห์หนุ่มตามลำพัง
เมื่อหลานสาวลับสายตาไป บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งบีบคั้น รินลดาทำตัวไม่ถูก ได้แต่ก้มหน้ามองมือตัวเองที่บีบเข้าหากันแน่นบนตัก
"คะ... คุณอาคะ ถ้าตรงนั้นมันไม่เวิร์ก เดี๋ยวรินจะลองคำนวณสัดส่วนใหม่ดูนะคะ" เธอพยายามทำลายความเงียบด้วยเรื่องงาน
แต่คิมหันต์กลับไม่ตอบรับเรื่องที่เธอพูด เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ เธอ การเคลื่อนไหวนั้นทำให้เขากับเธออยู่ในระดับสายตาเดียวกัน และใกล้ชิดกันมาก... มากจนเธอสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากเรือนกายใหญ่โตของเขา
"คุณอา..." รินลดาเรียกเขาสียงแผ่ว พยายามจะขยับถอยหลัง แต่มือหนากลับวางแหมะลงบนพนักพิงเก้าอี้ญี่ปุ่นที่เธอนั่งอยู่ กักขังเธอไว้ในวงแขนของเขาอย่างแนบเนียน
คิมหันต์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนรินลดาได้กลิ่นน้ำหอมและไอร้อนจากลมหายใจของเขา ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้าง เผลอจ้องมองริมฝีปากหยักลึกที่กำลังขยับพูดอย่างลืมตัว
"ฉันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องงานนะ รินลดา" เขากระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าชวนให้ขนลุกซู่ "การแต่งตัวของเธอก็เหมือนกัน... ใส่เสื้อผ้าแบบนี้มานั่งขัดสมาธิต่อหน้าผู้ชาย มันไม่เรียบร้อย... หรือว่าจงใจอยากให้ฉันมอง?"
คำเตือนเรื่อง 'การแต่งตัว' ที่แฝงไปด้วยความนัยนั้นทำให้รินลดาหน้าร้อนฉ่าจนแทบระเบิด หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เธออ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความอันตรายของคุณอาใจร้าย...
คุณอาจจะชอบ





