APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง หมอปีศาจพันหน้า

หมอปีศาจพันหน้า

ภายใต้หน้ากาก ‘หมอปีศาจพันหน้า’ ผู้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศจนสามารถกำหนดความเป็นความตายของผู้คนได้ แท้จริงแล้วคือหลินจื่อเยว่ หญิงสาวจากต่างมิติที่เข้ามาเป็นศิษย์เอกของหุบเขาเทวะ แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อนางเผลอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งในคืนที่เมามายกับชายหนุ่มปริศนาผู้มีรูปโฉมงดงาม แม้จะไม่รู้เลยว่าบิดาของเด็กในท้องคือใคร แต่นางก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะปกป้องและเลี้ยงดูทารกน้อยผู้น่ารักซึ่งเกิดจากความพลั้งเผลอนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางมรสุมความขัดแย้งและความลับมากมายที่รอคอยนางอยู่ในยุทธภพอันแสนวุ่นวาย
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

หุบเขาเทวะ

“ศิษย์พี่ใหญ่ รอบนี้น้องสิบลงเขาไปหลายวันแล้วนะขอรับ เราจะไม่ตามไปดูหน่อยเหรอ” เจินเฉียงที่เห็นว่าน้องเล็กหายไปร่วมสองวันแล้วก็เริ่มกระวนกระวายอยู่ไม่ติด เดินเข้ามาหาสวีไห่ที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ตรงระเบียง

“ใช้ว่าเจ้าสิบมิเคยหายไปหลายวันเช่นนี้สักหน่อย เจ้าอย่าได้ร้อนใจไปเลยเจ้าห้า”

“แต่ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าเป็นห่วงนางชอบกล ข้าไปตามนางดีหรือไม่”

“ข้าไปด้วยสิ” เฉินรั่วที่เดินเข้ามาสมทบได้ยินเข้าพอดีเลยวิ่งเข้ามาเกาะแขนศิษย์พี่ห้าของเขาด้วยท่าทีกระตือรือร้น

“อยากไปเล่นซนมากกว่าสินะเจ้าเก้า อยู่ที่นี่ดูแลท่านอาจารย์ไปเถอะ ข้าไปเอง”

“ไม่ต้องมีใครไปทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวเจ้าสิบก็กลับมา คงแค่อยากออกไปท่องยุทธภพนี้เหมือนเช่นทุกครั้งนั่นแหละ อีกอย่างเจ้าสิบเองก็มีฝีมือ รู้จักเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว อย่าร้อนใจไปเลย อีกอย่างหากพวกเจ้าไปกันหมด แล้วใครจะอยู่ดูแลสำนักเล่า”

เป็นเพราะศิษย์คนอื่น ๆ เองก็แยกย้ายกันออกไปท่องยุทธภพ นาน ๆ ถึงจะกลับมาสักครั้ง หลินจื่อเยว่เองก็ชอบท่องยุทธภพ แม้ว่าจะไม่เคยไปได้ไกลมากนัก เพราะเหล่าศิษย์พี่ไม่ยินยอมด้วยเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ครั้งล่าสุดน้องเล็กของพวกเขาก็ดื้อหนีไปเที่ยวไกลถึงฟากมหาสมุทรหนานไห่ นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้หลินจื่อเยว่รับปากสวีไห่เอาไว้ว่าจะมิออกจากสำนักในช่วงนี้นั่นเอง

สวีไห่มองศิษย์น้องของตนแล้วยกชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสบาย ๆ แม้นจะมีความสามารถเห็นกาลล่วงหน้าได้ หากแต่ก็ไม่ได้เก่งกาจที่จะมองเห็นอย่างชัดเจน ที่เขารับรู้มีเพียงหลินจื่อเยว่จะกลับมา ทว่าเป็นเมื่อไหร่นั้นเขาเองก็สุดจะรู้เช่นกัน...

ไม่รู้ว่าเวลาผันผ่านไปนานเท่าไร หลินจื่อเยว่รู้สึกขึ้นอีกครั้งพร้อมกับอาการปวดที่แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ถูก แขนขาก็ขยับไม่ได้ หญิงสาวจึงคิดไปว่า มันน่าจะเป็นผลมาจากแรงอัดของระเบิดที่เกิดขึ้น นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ทว่ากลับพบเข้ากับสีเขียวของใบไม้มากมายที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นแบบนั้นได้

ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับวูบไป หลินจื่อเยว่จำได้ว่าแรงระเบิดที่ห้องทดลองนั้นรุนแรงพอสมควร เธอเห็นร่างนักวิจัยรุ่นน้องกระเด็นไปอีกทาง เช่นนั้นเมื่อตื่นมาสิ่งที่นางต้องเจอถ้าไม่ใช้ฝ้าเพดานสีขาวของโรงพยาบาล ก็น่าจะต้องเป็นเศษซากของห้องทดลอง ทว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้มันห่างไกลจากสิ่งที่คิดเอาไว้ไปมาก

หลินจื่อเยว่หลับตาลงอีกครั้ง เพราะตอนนี้ความเจ็บปวดทำให้นางรู้สึกทรมานอย่างที่ไม่อาจทนได้ไหว อาศัยความเป็นหมอที่มีความสามารถทั้งในเรื่องการแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบันประเมินอาการตัวเอง ซึ่งทำให้พอรู้ว่าแขนขาที่ขยับไม่ได้น่าจะเพราะหัก

ทว่ารุนแรงแค่ไหนนางก็ไม่รู้ได้ และสิ่งที่นางควรทำในตอนนี้คือหาคนช่วย นางพยายามกดข่มความเจ็บปวดเอาไว้แล้วพยายามเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ หวังใจว่าคงมีใครผ่านมาได้ยินบ้าง

“ชะ...ช่วย...ช่วยด้วย ช่วย...ช่วยฉันด้วย” น้ำเสียงแหบแห้งช่างเบาหวิว

และทันทีที่นางเปล่งเสียง ราวกับมันไปกระตุ้นความเจ็บปวดให้ลุกโหมขึ้นมาอีก เรียวปากอิ่มที่ยามนี้ซีดขาวราวกระดาษเม้มเข้าหากันแน่น กระนั้นก็ยังพยายามร้องให้คนช่วยอยู่

หลินจื่อเยว่ร้องขอให้คนช่วยเรื่อย ๆ แม้ความเจ็บปวดจะทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม

สวบ~ สวบ~

ขณะที่กำลังจะร้องให้คนช่วยอีกครั้ง พลันก็ได้ยินเสียงคล้ายคนเดินอยู่ไม่ไกลมากนัก หลินจื่อเยว่จึงรวบรวมแรงฮึดสุดท้ายแล้วเปล่งเสียงร้องให้ดังขึ้นกว่าเดิม

อีกด้านหนึ่งกลุ่มชาวบ้านหญิงชายสี่ห้าคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีสองป้าหลานแซ่อวิ๋นรวมอยู่ด้วยเดินออกมาจากในป่าเพื่อกลับเข้าหมู่บ้าน

“ท่านป้า ได้ยินเสียงหรือไม่ขอรับ” อวิ๋นโม่กระตุกชายเสื้อผู้เป็นป้าเมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับคนร้อง

“ได้ยินสิ เสียงใบไม้ที่เจ้าเหยียบนี่ไง” อวิ๋นหลานเอ่ยตอบหลานชายวัยสิบสองหนาวด้วยท่าทีขบขัน

“ไม่ใช่ขอรับ เสียงคนขอรับ”

สิ้นเสียงของอวิ๋นโม่ อว็นหลานรวมถึงเพื่อนบ้านอีกสามคนต่างหยุดชะงักแล้วหันมองหน้ากัน ก่อนจะหันมองไปทางอวิ๋นโม่อีกครั้ง ซึ่งอวิ๋นโม่ก็พยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงยืนยันคำพูดของตัวเอง

“ชะ...ช่วย...ช่วยด้วย”

เสียงร้องขอความช่วยเหลือแว่วมาตามลมเบา ๆ ทำให้ทั้งห้าคนหันมองไปรอบ ๆ

“เอ๋ นั่นเสียงคนใช่ไหม พวกเจ้าฟังสิ” หญิงคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น เพราะนางมั่นใจว่านางมิได้หูแว่วหูฝาดเป็นแน่

“ข้าก็ได้ยิน แต่เสียงมาจากทางใดกันเล่า”

หลังบุรุษหนุ่มวัยสี่สิบหนาวพูดจบ ทุกคนก็เงียบลงอีกครั้งเพื่อที่จะได้รู้ทิศทางที่มาของเสียงนั้น

“ชะ...ช่วย...ช่วยด้วย”

“ทางนั้นขอรับท่านลุง ท่านป้า ทางนั้น” อวิ๋นโม่ชี้ไม้ชี้มือไปทางทิศหนึ่ง

ทั้งห้าคนเดินไปตามทิศทางที่อวิ๋นโม่บอก ก่อนจะพบกับร่างอรชรในอาภรณ์สีขาวราวกับพวกบัณฑิต เสื้อผ้าขาดวิ่นคาดว่าคงเพราะโดนกิ่งไม้เกี่ยว ใบหน้ามีบาดแผลเล็กน้อย พร้อมกับแขนขาที่มีบางส่วนผิดรูปไป

“เจ้าดูซิอาโม่ว่า นางยังหายใจอยู่หรือเปล่า”

อวิ๋นโม่พยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ แล้วยกมือขึ้นใช้ก้านนิ้วอังไปตรงจมูก ก่อนจะชักกลับด้วยความตกใจ เมื่อจู่ ๆ ร่างตรงหน้าก็เอ่ยพูดออกมา

“ชะ...ช่วย...ช่วยด้วย ช่วย...ช่วยฉันด้วย” น้ำเสียงแหบแห้งและเบาราวกับกระซิบ กระนั้นอวิ๋นโม่ที่อยู่ใกล้มาก ๆ ก็ยังได้ยินมันอย่างชัดเจน

“ท่าน...ท่านป้า นางยังมิตายขอรับ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนจึงเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ ก่อนจะตัดสินใจพานางกลับไปยังหมู่บ้านเสียก่อน อย่างน้อย ๆ ก็รอให้นางฟื้นคืนสติดี จะได้ถามไถ่ที่มาที่ไป และเหตุใดจึงมานอนเจ็บอยู่ที่ตรงนั้น

หมู่บ้านเหลิ่งซาน

ภายในหมู่บ้านที่เงียบสงบ บัดนี้ชาวบ้านต่างพากันยืนออล้อมวงมุงอยู่บริเวณหน้าบ้านป้าหลานแซ่อวิ๋น เพราะเหตุการณ์เช่นที่มีการพาคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้มีไม่บ่อยนัก เนื่องจากเป็นหมู่บ้านปิด ยิ่งรู้ว่าคนแปลกหน้าเป็นสตรีด้วยแล้ว ทุกคนจึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกันกับผู้นำหมู่บ้านเดินทางมาที่บ้านสองป้าหลานแซ่อวิ๋น หลังจากรับรู้ว่าลูกบ้านซึ่งเข้าไปหาของป่าพบเจอสตรีแปลกหน้าบาดเจ็บ และพากลับเข้ามาในหมู่บ้านเหลิ่งซาน ซึ่งมีเหตุการณ์เช่นนี้ไม่บ่อยนัก โดยที่พวกเขาให้สตรีผู้นั้นพักอาศัยที่บ้านของป้าหลานแซ่อวิ๋น

“ป้าอวิ๋น เรื่องเป็นมาเช่นไรเล่า” ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยถามขึ้นพลางมองไปยังร่างบางที่นอนไม่ได้สติอยู่บนแคร่ไม้ไผ่

“พวกข้าไปพบนางที่ตีนเขาเจ้าค่ะ เห็นนางเจ็บหนักก็นึกสงสาร ตั้งใจว่าพอนางฟื้นค่อยให้นางออกไปเจ้าค่ะท่านผู้นำ”

“อืม ดูแล้วน่าสงสารจริง และคงเจ็บหนักไม่น้อย แต่อย่างไรป้าอวิ๋นก็ระวังตัวด้วย แม้นางจะเป็นสตรี หากแต่ก็แปลกหน้าแปลกตา อย่าได้ไว้ใจ พวกเจ้าก็ช่วยเป็นหูเป็นตาด้วยเล่า” ปลายประโยคผู้นำหมู่บ้านหันไปบอกลูกบ้านที่ต่างมามุงดูอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

การปรากฏตัวของหลินจื่อเยว่ทำให้ชาวบ้านที่สงสัยใคร่รู้ต่างพากันมาดู บ้างก็นำสมุนไพรมาให้สองป้าหลานแซ่อวิ๋นใช้รักษาคนเจ็บ

“หน้าตาผิวพรรณพี่สาวดูดี ไม่เหมือนชาวบ้านเช่นเรานะขอรับท่านป้า” อวิ๋นโม่หันไปคุยกับผู้เป็นป้า

“ข้าก็คิดเช่นนั้น เสื้อผ้าที่นางสวมเป็นผ้าแพรมีราคา คงเป็นคุณหนูจากที่ไหนสักที่”

“คุณหนูสูงศักดิ์จะเข้าป่ามาทำไมกันเล่าท่านป้า ท่านช่างเลอะเลือนโดยแท้”

“หน็อย อาโม่ เดี๋ยวนี้เจ้าไม่เห็นแก่หัวหงอกหัวดำแล้วสินะ”

สองป้าหลานนั่งทานอาหารไปด้วยกัน โดยระหว่างที่หญิงสาวปริศนายังไม่ฟื้น อวิ๋นหลานและอวิ๋นโม่ก็คอยดูแลนางเป็นอย่างดี

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง หลังเธอทำลายคำโกหก ทุกคนก็คุกเข่าขออภัย
9.8
ในคืนที่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ ลิซ่าถูกพี่ชายและสามีทอดทิ้งอย่างไม่ไยดีเพื่อไปช่วยอลิซ จนทำให้เธอต้องประสบอุบัติเหตุขาหัก ซ้ำร้ายอลิซยังกุเรื่องใส่ร้ายว่าลิซ่าพยายามฆ่าเธอท่ามกลางกระแสน้ำ ส่งผลให้ชายทั้งสองโกรธแค้นจนขาดสติ พวกเขาลงทัณฑ์ลิซ่าอย่างทารุณด้วยการใช้ก้อนหินทุบซ้ำลงบนบาดแผลที่ขาเพื่อสั่งสอนให้เข็ดจำ เหตุการณ์นี้ทำให้ลิซ่าได้ตระหนักถึงโฉมหน้าอันโหดเหี้ยมและเย็นชาของคนที่เธอเคยรักอย่างหมดใจ ท่ามกลางความเจ็บปวดเจียนตาย เธอจึงตั้งมั่นว่าจะต้องหลบหนีไปจากขุมนรกแห่งนี้ให้ได้สำเร็จ
ภาพปกนิยายเรื่อง ธิดาแค้นต้องเอาคืน
9.2
จากคุณหนูผู้สูงศักดิ์สู่คนบาปที่ถูกตราหน้าว่าขายชาติ ซูเฉิงอิ้งต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถด้วยน้ำมือของน้องสาวร่วมสายเลือดและชายคนรักที่หักหลังอย่างเลือดเย็น ทว่าสวรรค์ยังเมตตาให้โอกาสนางได้หวนคืนสู่อดีตอีกครั้งพร้อมเพลิงแค้นที่สุมอก ในชาตินี้นางจึงคว้าดาบขึ้นมาเพื่อสะสางบัญชีแค้นและกอบกู้เกียรติยศของตระกูลซูที่ถูกทำลายลงในคืนเดียว นางสาบานว่าจะต้องกระชากหน้ากากคนโฉดและกำจัดศัตรูให้สิ้นซาก แต่แผนการทวงคืนความยุติธรรมกลับต้องสั่นคลอน เมื่อตงฟางไป๋เยว่ก้าวเข้ามาปั่นป่วนหัวใจจนยากจะเกินต้านทาน
ภาพปกนิยายเรื่อง ซีรีส์รอยรักกลางเพลิงแค้น
8.5
เมื่อการแต่งงานที่ถูกยัดเยียดท่ามกลางสงครามมาเฟีย บีบให้เธอต้องตัดสินใจหลบหนีเพื่อทวงคืนเสรีภาพ ทว่าในเส้นทางอันตรายที่ไร้ทางออก มีเพียงทายาทมาเฟียผู้ไร้ความปรานีคนนี้เท่านั้นที่ยอมเดิมพันด้วยชีวิตเพื่อคุ้มครองเธอ จากความเกลียดชังและไฟแค้นของสองตระกูลที่กำลังปะทุ ความผูกพันอันลึกซึ้งกลับค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางอันตรายรอบด้าน อ้อมอกของชายหนุ่มผู้เย็นชากลายเป็นเพียงเซฟโซนเดียวที่มอบความอบอุ่นให้แก่เธอ ร่วมลุ้นไปกับบทสรุปความรักที่ต้องแลกมาด้วยเลือดและคราบน้ำตา
ภาพปกนิยายเรื่อง ชายพิการผู้นั้นที่ใครไม่เห็นค่านางจะเป็นภรรยาของเขาเอง
9.7
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ไป่จวิ้น ทหารยศน้อยต้องเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยสภาพร่างกายที่พิการจนเดินลำบาก แม้เขาจะมีเงินรางวัลติดตัวกลับมา แต่ก็ยังถูกหญิงสาวมากหน้าหลายตาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ทว่า จางอวี๋จิง ลูกสาวชาวนาผู้ยากจนกลับยินดีที่จะแต่งงานกับเขา ในช่วงแรกไป่จวิ้นเฝ้าระแวงว่านางยอมแต่งงานด้วยเพียงเพราะหวังในทรัพย์สินเงินทองของเขาเท่านั้น แต่ความใส่ใจอย่างจริงใจและจิตใจอันแสนอ่อนโยนของนาง ก็ค่อยๆ ละลายความคลางแคลงใจและทลายกำแพงในใจของเขาลงได้ในที่สุด จนแปรเปลี่ยนเป็นความรักและความผูกพันอันลึกซึ้ง โดยที่นางได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะขอทำหน้าที่เป็นแขนขาคอยดูแลสามีที่ดีคนนี้ไปตลอดชีวิต
ภาพปกนิยายเรื่อง เป่ยฟางหรง ลิขิตรักราชินีปีศาจ
9.5
เมื่อจิตมารกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นเจ้าหญิงแห่งแดนเหมันต์นามว่าเป่ยฟางหรง เทพอัคคีหลี่จิ้งจึงได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญในการชี้แนะและขัดเกลาจิตใจของนางเพื่อป้องกันไม่ให้ก้าวเข้าสู่หนทางแห่งความชั่วร้าย ทั้งสองได้พากันลงมาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อเผชิญหน้ากับด่านเคราะห์กรรมต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งช่วยถักทอความสัมพันธ์อันลึกซึ้งในฐานะศิษย์และอาจารย์ แต่ทว่าโชคชะตาลิขิตกลับเล่นตลกอย่างโหดร้าย เมื่อสัญชาตญาณมารในตัวของเป่ยฟางหรงไม่สามารถลบล้างออกไปได้ เหตุการณ์นี้บีบบังคับให้หลี่จิ้งต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกอันแสนทรมาน และต้องลงมือปลิดชีพศิษย์รักเพียงคนเดียวของเขาด้วยน้ำมือตัวเองในตอนจบลงด้วยมือตน
ภาพปกนิยายเรื่อง คุณนายสี่ของ ท่านแม่ทัพใหญ่
9.7
เกาเหมียวหรง บุตรสาวของนายอำเภอเกาเซิง ต้องเผชิญมรสุมชีวิตแสนรันทดหลังจากมารดาผู้เป็นภรรยาเอกด่วนจากไป ซ้ำร้ายยังถูกบิดาแท้ๆ ละเลยและวางแผนบังคับให้แต่งงานกับพ่อค้าเกวียนเร่สู่วัยชราผู้เดินทางค้าขายแถบทุ่งหญ้า เพื่อหลีกหนีจากชะตากรรมอันโหดร้ายที่ไม่ปรารถนาและเลี่ยงการตกเป็นภรรยาของชายคราวพ่อ หญิงสาวจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินชีวิตใหม่ด้วยการเดิมพันครั้งสำคัญ ยอมพาตัวเองเข้าสู่จวนของท่านแม่ทัพหนานอ๋องผู้มีอำนาจล้นฟ้าในฐานะอนุภรรยาคนที่สี่เพื่อปกป้องตน