APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

หลังการผ่าตัด นักพรตชราได้สิ้นใจลงอย่างสงบ แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กลับพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อนนามเดียวกัน ที่ถูกไล่ออกจากอารามไท่ผิงกวนอย่างไม่ใยดี พร้อมกับความทรงจำทั้งหมดของปรมาจารย์เต๋าผู้ยิ่งใหญ่ ที่เคยวาดยันต์รักษาโรค ช่วยชีวิตชาวบ้านนับไม่ถ้วน หลินซือเยว่รู้ดีว่า การที่ตระกูลหลินส่งรถม้ามารับตัวเธอในครั้งนี้ มิได้เป็นเพราะคิดถึงลูกสาว แต่เพราะต้องการผลประโยชน์แอบแฝง และการแต่งงานที่ถูกจัดเตรียมไว้ ก็ไม่ต่างจากกับดักอันตรายที่รอวันกลืนกินเธอ ระหว่างทางสู่เมืองหลวง เธอต้องใช้ทั้งปัญญาและวิชาเต๋า เพื่อนำทางชีวิตใหม่ที่พลิกผันครั้งนี้ โดยที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตอันมืดมนรออยู่ข้างหน้าจะพาเธอไปพบกับชะตากรรมใด
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 3

3 : เกิดเรื่องที่ศาลาพักม้า

หลินซือเยว่ในอดีตกาลนั้น มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้คน เปิดดวงเนตรทิพย์สื่อสารกับเหล่าดวงวิญญาณ ตรงกันข้ามกับนางในตอนนี้ ใช้ชีวิตด้วยความระแวดระวัง ไม่ยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นเกินความจำเป็น นั่นเพราะนางมาอยู่ในร่างนี้ในวัยเด็ก ที่มีอายุเพียงห้าปีเท่านั้น แต่ละวันจึงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไร้คนมีฝีมือข้างกายทรัพย์สินเงินทองนั้นยิ่งไม่มี กว่านางจะรอให้ตัวเองเติบโต มีกำลังพอจะลงจากเขาไปรักษาผู้คนได้ ก็ยามเมื่ออายุสิบปีเสียก่อน

ยามนี้นางอายุสิบหกปี เคยไปไกลสุดแค่อำเภอฝู การเดินทางกลับตระกูลหลินคราวนี้ นับว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของนางในโลกนี้ก็ว่าได้ จะว่าไปแล้วพ่อแม่พี่ชายหรือคนตระกูลหลินหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น นางนึกไม่ออกเลยจริง ๆ

การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อใดที่หลินซือเยว่บอกให้หยุด เส้นทางข้างหน้ามักจะมีปัญหาอยู่เสมอ ในคราแรกหลินอ้ายก็โต้แย้งอยู่บ้าง ต่อมาถึงรู้สิ่งใดที่คุณหนูรองผู้นี้เอ่ยออกมา มักกลายเป็นเรื่องจริงในภายหลัง โดยเฉพาะหลังออกจากอำเภอฝูได้วันเดียว ลมหนาวมาเยือนอย่างกะทันหัน ตกดึกหิมะตกหนักในทันที เรียกได้ว่าปีนี้อาจเกิดภัยพิบัติจากความหนาวตามมา

“ป้าเผิงเอาเสื้อกันหนาวไปให้หลินอ้ายด้วย”

“เจ้าค่ะคุณหนู” เผิงฉือรีบไปรื้อกล่องที่อยู่ด้านหลังรถม้า นำชุดกันหนาวของบุรุษออกมามอบให้หลินอ้าย พร้อมทั้งอุปกรณ์กันหนาวต่าง ๆ

หลินอ้ายรู้สึกซาบซึ้งในความมีเมตตาของหลินซือเยว่มาก ถึงกับมาคุกเข่าก้มกราบด้วยคราบน้ำตา ยามอยู่ในตระกูลหลินเขาได้รับแต่เสื้อผ้าเก่า ๆ ของผู้อื่น เนื่องจากไม่กล้าใช้เงินซื้อสวมใส่ ทางบ้านยากไร้ถึงขั้นขายลูกชายมาเป็นบ่าวรับใช้ผู้อื่น นี่นับเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับเลยก็ว่าได้

“ข้าขอบคุณคุณหนูรองที่เมตตาขอรับ” ไม่เพียงแค่เสื้อผ้าหน้าหนาว อาหารการกินของเขาก็ดีขึ้นด้วย ไหนเลยหลินอ้ายจะเคยได้รับสิ่งดี ๆ เช่นนี้มาก่อน

เผิงฉือเห็นน้ำตาของหลินอ้ายก็อดใจอ่อนไม่ได้ “รู้ความเช่นนี้ก็ดีแล้ว เจ้าก็อย่าได้เนรคุณภายหลังก็แล้วกัน”

“ข้าไม่กล้า ๆ”

“ลุกขึ้นเถอะ” หลินซือเยว่เอ่ยทั้งที่ดวงตา ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างของห้องพัก หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ขอทานหลายคนเริ่มก่อไฟบรรเทาความหนาว ผู้คนเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนไม่ออกมา ช่างเป็นความงามที่เต็มไปด้วยความยากลำบากเหลือเกิน

“ไป ๆ กลับไปห้องพักของเจ้าได้แล้ว คุณหนูของข้าจะพักผ่อน”

“ขอรับท่านป้าเผิง” หลินอ้ายหอบเอาเสื้อผ้าหน้าหนาวพร้อมกับผ้าห่มนวมผืนใหญ่ อีกทั้งยังมีเตาอุ่นมือ กลับไปยังห้องพักของตัวเอง

“ตระกูลหลินคิดอย่างไร ถึงส่งคนขับรถม้าอายุสิบเจ็ดปีมารับคุณหนู ยังไม่รู้ประสาอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่รถม้าพังยังแก้ไขไม่ได้” เผิงฉือส่ายหน้าไปบ่นไปด้วย “หากเกิดเจอโจรผู้ร้ายระหว่างทาง ใครจะช่วยเหลือใครก็ยังไม่รู้ อย่างน้อยก็ควรจะส่งคนคุ้มกันมาด้วยสักคนสองคนก็ยังดี” นางบ่นไปมือก็จัดที่นอนเตรียมให้หลินซือเยว่ไปด้วย

“พวกเขาทิ้งข้าไว้ที่อารามไท่ผิงกวนถึงสิบปีเต็ม ท่านหวังสิ่งใดจากคนเหล่านั้นได้ด้วยรึ”

น้ำเสียงกึ่งเยาะของหลินซือเยว่ ทำให้ผิงฉือถึงกับอดรู้สึกสงสารนางไม่ได้ คุณหนูของนางทั้งงดงามและมากฝีมือ เหตุใดถึงไม่มาเยี่ยมหาเลยสักครั้ง นางมีใบหน้าเดียวคือความเฉยชา มองทุกอย่างรอบตัวด้วยความว่างเปล่า คล้ายกับว่าชีวิตนี้เกิดมาได้ไร้จุดหมาย

“คุณหนูท่านปิดหน้าต่างแล้วมานอนเถอะเจ้าค่ะ ลมหนาวเข้ามาในห้องแล้ว”

“ได้” หลินซือเยว่ลุกขึ้น เดินไปนอนบนเตียง มุมปากยิ้มนิด ๆ เมื่อเห็นเผิงฉือรีบร้อนปิดหน้าต่าง บานที่นางนั่งชมวิวเมื่อครู่นี้

“อันที่จริงคุณหนูควรเปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่ จะใส่เพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีเรียบ ๆ แบบเดิมไม่ได้แล้ว”

“เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่” นางเอ่ยสั้น ๆ แล้วพลิกตัวหันหลังให้เผิงฉือ

เผิงฉือนอนบนตั่งสำรองอยู่ในห้อง นางเคยคิดจะเลี้ยงดูคุณหนูเหมือนลูกสาว แต่ว่ารูปลักษณ์และความสูงส่งของหลินซือเยว่ ทำให้นางนั้นไม่อาจเอื้อมถึงได้จริง ๆ พึงพอใจที่จะเป็นคนสนิทข้างกายเช่นดังเดิม นางมองคนบนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนดับตะเกียงแล้วเอนตัวลงนอน

การเดินทางในสามวันต่อมากลับต้องพบเจอปัญหา เมื่อไม่อาจไปถึงโรงเตี๊ยมได้ก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกดิน จำเป็นต้องแวะที่ศาลาพักม้าไปก่อน

“ท่านป้าเผิงคนที่ศาลาพักม้าบอกว่าห้องส่วนตัวเต็มแล้วขอรับ เหลือแค่ห้องโถงส่วนรวม แต่ข้าไปดูมาแล้วมีแต่ชาวบ้านเนื้อตัวสกปรก นั่งเบียด ๆ กันเต็มไปหมด เกรงว่าคุณหนูรองจะอยู่ไม่สะดวก” หลินอ้ายเกิดรู้สึกผิดขึ้นมา เขาบังคับม้าไปไม่ถึงโรงเตี๊ยมข้างหน้า ทำให้หลินซือเยว่ต้องได้รับความลำบากเช่นนี้

“ป้าเผิงตั้งกระโจม”

หลินอ้าย “...?”

เผิงฉือ “เจ้าค่ะคุณหนู มาเร็วหลินอ้ายมาช่วยข้าตั้งกระโจมกัน ว่าแต่ตั้งตรงไหนเจ้าคะคุณหนู”

หลินซือเยว่กวาดตามองไปรอบ ๆ นางชี้นิ้วไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งบริเวณนั้นสามารถมองเห็นศาลาพักม้าได้อย่างชัดเจน

“ไปเร็วหลินอ้ายใต้ต้นไม้นั่น”

หลินอ้ายเริ่มจะคุ้นชินกับการตัดสินใจของหลินซือเยว่ เขารีบจูงม้าไปยังใต้ต้นไม้ และช่วยเผิงฉือจัดการตั้งกระโจม

“ถึงว่าทำไมรถม้ามันถึงหนักเพียงนี้ ที่แท้พวกท่านก็ขนมาสารพัดอย่างเลย”

“เจ้าโง่ หากคุณหนูของข้าไม่รอบคอบ ป่านนี้เจ้าได้หนาวตายอยู่ข้างนอกนั่นแล้ว”

ไม่เพียงแค่กระโจมของหลินซือเยว่ กระโจมเล็กของหลินอ้ายก็ยังมีอีกด้วย

หลินอ้ายมองเห็นกระโจมเล็กของตนเองก็รู้สึกพิศวงยิ่งนัก เดินเข้าไปหาเผิงฉือใกล้ ๆ “ท่านป้าเผิงข้าถามจริง ๆ เถอะ คุณหนูรองล่วงรู้ดินฟ้าอากาศใช่ไหม ถึงได้รู้ว่าหิมะจะตกอากาศจะหนาวเหน็บ”

“คุณหนูของข้าเติบโตในอารามเต๋า เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” เผิงฉือไม่ยอมตอบตามตรง เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเรื่องที่หลินซือเยว่ล่วงรู้นั้นมาจากไหนกันแน่ เพราะดูจากความสามารถแล้ว เหมือนจะเหนือเจ้าอาวาสชุนอยู่หลายขุม

ตั้งกระโจมเสร็จแล้วเผิงฉือก็ทำอาหารที่เตรียมมาด้วย นางทำข้าวต้มร้อน ๆ มีของว่างเป็นขนมที่แวะซื้อระหว่างทาง หลินอ้ายได้กินอาหารร้อน ๆ ท้องอิ่มหนังตาเริ่มหย่อน หลินซือเยว่ให้เขาเข้าไปนอนหลับให้เต็มที่ เพราะเขาทำงานหนักมาตลอดทั้งวันแล้ว พอหัวถึงพื้นกระโจมเขาก็ส่งเสียงกรนในทันที

เผิงฉือคอยดูกองไฟไม่ให้ดับ หลินซือเยว่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวน้อย ดวงตามองไปยังศาลาพักม้าอยู่เป็นระยะ เหมือนมีบางเรื่องราวในใจที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้

“คุณหนูเข้านอนเถอะเจ้าค่ะ ทางนี้ข้าจะคอยดูกองไฟให้เอง”

“ไม่ต้องหรอกป้าเผิงท่านดับไฟเข้านอนพร้อมข้าได้เลย ค่อยตื่นอีกทียามโฉ่ว(01.00-02.59)ก็แล้วกัน” สีหน้าของหลินซือเยว่ดูมีกังวล “เก็บของที่เหลือขึ้นรถม้าไว้ก่อน”

เมื่อหลินซือเยว่เอ่ยเช่นนี้ย่อมมีที่มาที่ไป เผิงฉือไม่รอช้าเก็บหม้อไหทุกอย่างขึ้นไว้บนรถม้าอย่างรวดเร็ว กลับมาเข้านอนตามที่คุณหนูของตนสั่ง “ยามโฉ่วจะมีเรื่องใช่ไหมเจ้าคะ”

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เตรียมตัวไว้เถอะ”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

ยาวโฉ่ว

เสียงโลหะกระทบกันดังก้องในยามราตรี หลินอ้ายกับเผิงฉือวิ่งออกมาจากกระโจมพร้อม ๆ กัน กลับเห็นแผ่นหลังของหลินซือเยว่ที่ยืนตัวตรง สายตาจ้องไปยังศาลาพักม้าเงียบ ๆ

“คุณหนูรองทำอย่างไรดีขอรับ พวกเราควรเก็บกระโจมไปจากที่นี่ดีหรือไม่” หลินอ้ายไม่เคยเจอเหตุการณ์น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน เสียงกรีดร้องของผู้คนดังโหยหวนไปหมด

“ออกไปตอนนี้ได้ตายเพราะความหนาวแน่นอน” หลินซือเยว่คำนวณดูแล้ว การเดินทางยามนี้โอกาสรอดมีน้อยยิ่งนัก ไม่เพียงแค่นางที่รู้ คนในศาลาพักม้าเองก็รู้เช่นเดียวกัน พวกเขาหนีออกมาแต่ก็รั้งรออยู่รอบ ๆ ไม่ได้เดินทางไปไหนในทันที

ร่างกายของเจ้าจะรับรู้ศิลปะการต่อสู้ได้ ยามเมื่อผ่านพ้นวัยปักปิ่นไปแล้ว

เสียงตัวตนในอดีตกาลเอ่ยย้ำเตือนนางเช่นนี้ ในวันที่นางต้องการฝึกวรยุทธ์ แต่นี่นางผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้หนึ่งปีแล้ว เหตุใดนางถึงไม่รับรู้ได้ถึงวรยุทธ์ที่เคยมีในอดีต ติดขัดที่ตรงไหนกัน

เสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่ง มุ่งหน้ามาทางที่พวกเขาตั้งกระโจมอยู่

“ฮูหยินทางนี้เจ้าค่ะ !”

“พวกเจ้าเป็นใครอย่าเข้ามาใกล้คุณหนูรองของข้านะ !” หลินอ้ายส่ายไม้ฟืนในมือไปยังคนแปลกหน้า เพื่อปกป้องหลินซือเยว่กับเผิงฉือ

คนทั้งกลุ่มถึงกับชะงัก พวกเขาแค่เห็นแสงไฟจากตะเกียง จึงรีบวิ่งมาทางนี้ ไหนเลยจะคิดว่ามีคนตั้งกระโจมท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้

“แม่นางฮูหยินของข้าเพิ่งหนีออกมาจากศาลาพักม้า พวกเราไม่ใช่คนร้ายแน่นอน ขอพักอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่ พวกเราไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว” บ่าวสูงวัยผู้หนึ่งไม่สนใจหลินอ้าย แต่หันไปเอ่ยกับหลินซือเยว่ที่อยู่ด้านหลัง

“แม่นมฉีข้าว่าไปต่ออีกสักหน่อยดีหรือไม่” คนผู้นี้ดูไม่เหมือนบ่าว มองไปแล้วเหมือนทหารหรือไม่ก็องครักษ์เสียมากกว่า

“มะไม่ ข้าไม่ไป ข้าจะรอท่านพี่ โอ๊ย !” เจินซูเหวินหรือต่งฮูหยิน เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา นางถูกคลุมด้วยผ้าขนสัตว์อย่างหนาแน่น

“ฮูหยิน !” แม่นมหนึ่งคนกับสาวใช้อีกสอง ต่างกรูเข้าไปดูฮูหยินของพวกนาง คนคุ้มกันอีกสองคนต่างตระหนักถึงความยากลำบากนี้ พวกเขาคนหนึ่งมองไปทางซ้ายอีกคนมองไปทางขวา จากนั้นมองกลับไปที่โรงพักหน้าอยู่ตลอดเวลา

หลินซือเยว่หันไปมองเผิงฉือเล็กน้อย “ป้าเผิงไปดู”

“ฮูหยินพวกเจ้าเป็นอะไรไป” เผิงฉือเข้าไปดูอีกคน ทว่าความมืดทำให้มองเห็นไม่ชัด ว่าฮูหยินผู้นี้เกิดอันตรายอันใดขึ้น

“มีน้ำเจ้าค่ะ ! แม่นมฉี !” สาวใช้นางหนึ่งสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ขณะที่ฮูหยินของนางสีหน้าบิดเบี้ยวไปหมด

“นางกำลังจะคลอดลูก” น้ำเสียงเย็นเยียบของหลินซือเยว่ ทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนี้ถึงกับสูดลมหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด “พานางเข้าไปในกระโจม หลินอ้ายก่อไฟต้มน้ำร้อน ป้าเผิงย่ามยา ส่วนเจ้าสองคนคุ้มกันบริเวณนี้อย่าให้มีผู้ใดเข้ามา”

นางเอ่ยจบทุกคนก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ “ไป !” กระทั่งคำนี้ถูกเอ่ยออกมา พวกเขาถึงกระจายตัวกันไปทำงานตามคำสั่ง ไม่เว้นกระทั่งคนคุ้มกันก็ยังฟังคำสั่งของนาง

“เจ้ากับป้าเผิงอยู่ในกระโจมกับข้า ส่วนเจ้าสองคนคอยอยู่ด้านนอก” นางหันไปทางแม่นมฉี ก่อนหันไปทางสาวใช้ทั้งสองคน

“ทำตามคำสั่งแม่นางผู้นี้เถอะ” แม่นมฉีเหมือนว่าไม่มีทางเลือก ลอบมองไปที่ศาลาพักม้ายังได้ยินเสียงต่อสู้กันอยู่ อีกทั้งบางแห่งยังมีไฟไหม้ลุกลามขึ้น ชาวบ้านคนอื่น ๆ กระจายไปอยู่บริเวณอื่นที่ลับสายตาผู้คน มีเพียงกระโจมแห่งนี้ที่เดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด

ติดตามชมต่อ!
เนื้อหากำลังเข้มข้น! สลับไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง ชายาแพทย์แห่งยุครุ่งโรจน์
7.2
วิญญาณนักลอบสังหารสาวข้ามภพมาสถิตในร่างคุณหนูใหญ่ที่สิ้นใจอย่างโดดเดี่ยว นางตัดสินใจผันตัวเป็นแพทย์ผู้เก่งกาจและรับงานมืดบางคราวเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทว่าชีวิตเรียบง่ายกลับถูกทำลาย เมื่อราชสำนักมีบัญชาให้นางวิวาห์กับจวิ้นอ๋องผู้มีดวงตาสีม่วงประหลาด บุรุษผู้นี้มักถูกเหยียดหยามและตั้งข้อสงสัยเรื่องชาติกำเนิด ในสายตาคนทั่วไป การแต่งงานนี้คือการลงทัณฑ์ แต่สำหรับอดีตนักฆ่า นางกลับมองเห็นเสน่ห์เร้นลับในตัวว่าที่สวามี การจับคู่ที่ดูเลวร้ายจึงเป็นจุดเริ่มต้นสู่สมรภูมิอำนาจที่เต็มไปด้วยอันตราย
ภาพปกนิยายเรื่อง จิ้งจอกเก้าหาง
8.9
เมื่อสงครามระหว่างสรวงสวรรค์และภพมารยืดเยื้อไร้จุดจบ ความหวังในการกอบกู้สันติภาพจึงตกเป็นของนางพญาจิ้งจอกเก้าหางผู้มีสิริโฉมงดงาม นางต้องรับภารกิจสำคัญโดยใช้เสน่ห์มารยาเป็นอาวุธ เพื่อลวงล่อจอมมารผู้โหดร้ายทารุณให้หลงวนอยู่ในบ่วงพิศวาส การทวงคืนความสงบสุขครั้งนี้ต้องแลกด้วยการวางศักดิ์ศรีและหัวใจของนางเป็นเดิมพันสูงสุด ทว่าบุรุษผู้มีจิตใจด้านชาประดุจน้ำแข็งจะยอมสยบแทบเท้านางแต่โดยดี หรือท้ายที่สุดแผนลวงรักจะหวนกลับมาทำร้ายนางจนต้องสูญเสียหัวใจให้ศัตรู
ภาพปกนิยายเรื่อง เนรเทศ อุ้มรักหมอเทวดาจวนกั๋วกง
8.5
ชะตากรรมของครอบครัวพลิกผันเมื่อถูกตัดสินโทษเนรเทศจนต้องหลบหนีเอาชีวิตรอด ทว่าวิกฤตนี้ทำให้แพทย์หญิงอัจฉริยะต้องก้าวมาเป็นเสาหลักเพื่อปกป้องสายเลือดของตน เธอผสานวิชาแพทย์อันล้ำเลิศเข้ากับพลังจากมิติเร้นลับเพื่อเอาชนะอุปสรรคอันตรายรอบด้าน บนเส้นทางแห่งความแร้นแค้น เธอใช้สติปัญญาและความเยือกเย็นพลิกฟื้นฐานะ สร้างความมั่งคั่งจากศูนย์ไปพร้อมกับการวางแผนชำระแค้นอย่างแยบยล การต่อสู้เพื่อล้างมลทินและทวงคืนความยุติธรรมให้กับตระกูลจึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีมันสมองและความเด็ดเดี่ยวของหญิงแกร่งเป็นอาวุธ
ภาพปกนิยายเรื่อง หงส์พันปี
8.4
ชีวิตขององค์หญิงเฉินเสียนพังทลายเมื่อถูกใส่ความว่าโง่เขลา นางถูกขับออกจากจวนด้วยใบหน้าที่ยับเยินทั้งที่กำลังอุ้มท้อง ทว่าความเจ็บปวดได้หล่อหลอมนางขึ้นใหม่ ในวันที่อดีตสวามีเฉลิมฉลองงานมงคลสมรสกับอนุภรรยา นางหวนกลับมาปรากฏตัวท่ามกลางแขกเหรื่อเพื่อมอบบทเรียนครั้งใหญ่ หญิงที่เคยถูกมองว่าอ่อนแอไร้ทางสู้ ได้ลงมือจัดการผู้ที่มาทีหลังด้วยความเฉียบขาดและรุนแรงจนทุกคนตกตะลึง การทวงคืนความยุติธรรมครั้งนี้คือการประกาศสงครามที่จะสั่นสะเทือนทุกขั้วอำนาจที่เคยทำลายชีวิตนาง
ภาพปกนิยายเรื่อง เกิดใหม่ยกบ้าน หนีภัยก็ไม่กลัว!
7.9
ความตายจากน้ำมือพวกกบฏไม่ใช่จุดจบ เมื่อซูยิน มารดา และน้าสาวได้รับโอกาสย้อนเวลากลับมาอีกครั้ง ทั้งสามรีบพาชาวหมู่บ้านซิ่งฮวาอพยพหนีไฟสงคราม บนเส้นทางสุดแสนลำบาก พวกเธอได้พบกับบิดาที่เคยถูกตระกูลทอดทิ้ง ชายที่ดูซื่อตรงผู้นี้กลับมีสัญชาตญาณเอาตัวรอดและเด็ดขาดอย่างคาดไม่ถึง เมื่อถึงเมืองหลวงยังได้พบกับน้องชายฝาแฝดที่ภายนอกดูใสซื่อ ทว่าคนหนึ่งกลับซุกซ่อนเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ส่วนอีกคนมีจิตใจเย็นชาไร้ความรู้สึก ท่ามกลางไฟสงครามและภยันตรายรอบด้าน ครอบครัวที่มีเบื้องหลังแตกต่างกันต้องหันมาจับมือและผสานพลังอย่างแนบแน่น เพื่อฟันฝ่าวิกฤตและนำพาทุกคนให้รอดพ้นจากยุคสมัยแห่งความโกลาหลนี้ไปได้
ภาพปกนิยายเรื่อง ทะลุมิติเข้าป่า ปลูกผักเก็บเห็ด ขายปิงเฟิ่นรวยเละ
6.9
หลิวลี่เซี่ยไม่เคยคิดว่าตนจะต้องเผชิญความอดอยาก เมื่อเธอถูกส่งข้ามเวลามายังหุบเขาลึกอันห่างไกล สิ่งที่รออยู่คือบ้านซอมซ่อและกระเพาะที่ว่างเปล่า หญิงสาวฝันถึงเพียงข้าวสวยร้อนกรุ่นและเนื้อสัตว์รสชาติดี ทว่าสวรรค์กลับไม่ได้มอบพลังวิเศษใดมาช่วยทุ่นแรง ซ้ำร้ายเธอยังไร้ประสบการณ์ทำงานหนักและไร้ความรู้ด้านการเพาะปลูก การดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมแร้นแค้นจึงเป็นบททดสอบที่สาหัส เธอต้องดิ้นรนด้วยตัวเองเพื่อเปลี่ยนความฝันที่จะได้กินอิ่มนอนหลับให้กลายเป็นจริงในดินแดนแห่งนี้