APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง เรือนนี้ผีไม่หลอก

เรือนนี้ผีไม่หลอก

เมื่ออู่หลิงเยว่จบชีวิตลงจากภัยแผ่นดินไหว วิญญาณของเธอได้มาเข้าร่างหญิงสาวในแคว้นเหยียนที่กำลังเผชิญวิกฤตสงครามจนใกล้ล่มสลาย หนทางรอดเดียวของเธอคือระบบห้างสรรพสินค้าสุดลึกลับ ซึ่งต้องใช้แต้มบุญจากการทำความดีมาแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของ เธอจึงเลือกกบดานในเรือนร้างของตระกูลเกาแล้วแกล้งทำตัวเป็นผี เพื่อคอยแจกจ่ายเสบียงอาหารและยารักษาโรคช่วยเหลือชาวบ้านผู้ยากไร้ จนกระทั่งแม่ทัพเซี่ยโม่เหวินเดินทางมาเพื่อรวบรวมกองกำลังกอบกู้แผ่นดิน ทว่าเขากลับพบว่าชาวบ้านต่างเลื่อมใสศรัทธาในผีเรือนร้างมากกว่ากองทัพของตน แม่ทัพหนุ่มจึงต้องตัดสินใจเผชิญหน้ากับผีตนนี้เพื่อเจรจาให้ร่วมออกเดินทางไปด้วยกัน
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 3

ทั้งสองล้มตัวลงบนพื้นหญ้า อู่หลิงเยว่หอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเพื่อม ก่อนจะหันไปมองคนข้างๆ ด้วยความเป็นห่วง

“คุณยังไปต่อไหวไหม?” นางถามเสียงสั่น

ไม่มีเสียงตอบ

ดวงตาของชายหนุ่มปิดสนิท ใบหน้าเขาสงบนิ่งราวกับหลับลึก 

หญิงสาวตระหนักได้ในทันที ความตายได้พรากเขาไปก่อนที่นางจะทันได้พูดอะไรอีก

น้ำตาของอู่หลิงเยว่ไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว เพื่อนร่วมทางคนแรกในโลกใหม่ของนางจากไปแล้ว 

นางหลุบตาลง กัดริมฝีปากแน่น “ขอโทษนะที่ช่วยได้เท่านี้”

อู่หลิงเยว่ทอดสายตาขึ้นมองฟากฟ้าเบื้องบนอย่างอ่อนล้า แสงอรุณของเช้าวันใหม่สอดส่องปลายกิ่งไม้และใบไม้เล็กๆ ลงมาเป็นสีทองจางๆ สะท้อนกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ที่ยังคงพร่ามัวจากความเหนื่อยล้าและน้ำตาที่เปียกชื้นสองแก้ม 

กลางอกของนางยังคงรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกก้อนหินทับทับแน่น นางสูญเสียบุรุษผู้หนึ่งซึ่งนางไม่เคยรู้จักชื่อหรือประวัติ ซึ่งเป็นคนบอกทางให้นางไปยังพื้นที่ปลอดภัย แต่นางกลับไม่มีโอกาสได้กล่าวคำขอบคุณหรือพาเขาไปถึงจุดหมายด้วยกัน 

หญิงสาวไม่มีอุปกรณ์สำหรับขุดหลุมฝังศพ และนางก็ไม่อยากดันร่างนั้นให้กลับไปนอนในหลุมดินที่นางพยายามพาเขาขึ้นมาอย่างยากลำบาก นางจึงตัดสินใจออกไปเก็บกิ่งไม้และใบไม้แห้งมาคลุมร่างใหญ่นั้นเอาไว้ก่อนจะปลดถุงน้ำของเขามาเก็บไว้แล้วเดินจากมา

“หมู่บ้านหานเฉิง..” นางพึมพำซ้ำเบา ๆ หันหน้ามองไปทางทิศตะวันออกอย่างมั่นใจ เพราะทหารผู้นั้นบอกไว้ว่าอีกไม่เกินสองลี้ จะถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งทหารของแคว้นเหยียนตั้งมั่นเฝ้ารักษาการณ์อยู่

ระหว่างทาง อยู่ดี ๆ เสียงโกลาหลที่เงียบหายไปนานกลับแว่วดังมาแต่ไกล เสียงโต้เถียงแหลมคมกับเสียงร้องคร่ำครวญของผู้หญิงปะปนกับเสียงร้องของเด็กเล็ก ทำให้หัวใจของอู่หลิงเยว่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง

นางชะงักฝีเท้าก่อนจะรีบหมอบลงข้างพุ่มไม้ใบหนาทึบอย่างรวดเร็ว สอดสายตาผ่านช่องว่างของใบไม้ด้วยความระมัดระวัง

ภาพกลุ่มคนประมาณเจ็ดหรือแปดคน กำลังรุมแย่งอาหารจากกระสอบข้าวสารใบใหญ่ บ้างก็ตะลุมบอนกันอย่างดุเดือด บางคนผลักกันจนล้มลงกับพื้น บางคนคว้าห่อแป้งหรือถุงข้าวของวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงด่าทอและคำหยาบคายที่ทะลุทะลวงเข้ามาในหู

ความหวาดหวั่นและความไม่แน่นอนเหมือนคลื่นพายุที่ซัดเข้ามาในใจของหญิงสาว นางไม่อาจรู้ได้แน่ว่าคนเหล่านั้นเป็นโจรที่มาปล้นชาวบ้าน หรือเป็นทหารจากแคว้นอื่นที่แย่งชิงเสบียงอาหาร

แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ความรุนแรงและความหวาดกลัวที่สะท้อนออกมาผ่านใบหน้าและท่าทางของพวกเขานั้น น่ากลัวเกินกว่าที่นางจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว

นางนั่งหมอบนิ่ง หายใจอย่างเงียบงันเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง และพยายามกลั้นใจไม่ให้หัวใจเต้นแรงเกินไป

“เจ้าหาว่าเราทรยศแคว้นเหยียนรึ! พูดจาเหลวไหล! ตอนนี้ใครจะมัวไปสนใจเรื่องแคว้นที่ล่มสลายไปแล้วกันเล่า! คนตายไปกี่หมื่นเจ้าก็รู้ดี ข้าจะไม่ยอมอดตายไปอีกคนแน่!”

“ข้าก็เหมือนกัน!”

เสียงโต้เถียงประทุขึ้นอีกครั้ง มีทั้งเสียงเรียกร้องความเห็นใจและเสียงด่าทอผสมปนเปกันไป นั่นทำให้อู่หลิงเยว่เข้าใจแล้วว่า แม้ผู้คนเหล่านี้จะอยู่ในความวุ่นวายและความอดอยาก แต่พวกเขาก็ยังเป็นชาวแคว้นเหยียนเช่นเดียวกับนาง

ทว่า เมื่อถึงยามเคราะห์ร้ายที่สุด ใจคนคิดแต่จะเอาชีวิตให้รอดโดยไม่สนใจถูกผิด

หญิงสาวเบือนหน้าหนี หัวใจนางไหวสั่น เสียงเมื่อครู่วนเวียนอยู่ในหัวของนาง แคว้นเหยียนล่มสลายไปแล้ว.. แล้วชาวบ้านที่เหลือรอดอย่างนางจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร หมู่บ้านหานเฉิงเล่า? ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยอยู่หรือไม่?

นางไม่รู้ว่าความวุ่นวายเมื่อวานมีบทสรุปเช่นไร ชาวบ้านที่วิ่งหนีตายมาพร้อมกับนางเสียชีวิตไปหมดแล้วหรือไม่ ฝ่ายศัตรูถึงได้ล่าถอยออกไปจากพื้นที่นี้ 

แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ดี ในภาวะสงครามเสบียงอาหารนั้นหายากยิ่ง ผู้รอดชีวิตจากศัตรูก็ยังต้องระวังภัยจากคนแคว้นเดียวกันอีก

นางค่อย ๆ ถอยห่างจากบริเวณนั้นอย่างช้า ๆ หลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ใดพบเห็นเพื่อเก็บเรี่ยวแรงไว้รักษาชีวิตตัวเองในยามคับขัน

หลังจากหนีออกมาจากคนกลุ่มนั้นได้นางก็มานั่งหอบหายใจในพงหญ้ารก ร่างกายเหนื่อยอ่อนจนเหมือนจะหมดแรง ท้องร้องครืดคราดด้วยความหิว น้ำในถุงหนังสัตว์ที่ได้มาจากทหารบาดเจ็บในหลุมเพลาะก็หมดไปแล้ว ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ทอดตัวลงต่ำ ความมืดกำลังจะปกคลุมผืนป่าอีกครั้ง

ในโลกยุคปัจจุบันที่นางจากมา ไม่มีที่ใดเงียบเท่านี้ แม้แต่ในยามวิกฤตก็ยังมีเสียงเครื่องยนต์ เสียงไซเรน เสียงผู้คน แต่ที่นี่มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้แห้งดังหวีดหวิวราวกับเสียงร้องของภูตผี

"ฉันพ้นจากความตายมาเพื่อกำลังจะตายอีกครั้งจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย..เหตุใดสวรรค์ถึงได้ใจร้ายกับฉันนักเล่า" อู่หลิงเยว่พึมพำ สายตาเหม่อมองฟ้าที่เริ่มมีดาวปรากฏ

ไม่นานนัก ขณะที่กำลังเดินเลียบไหล่เขาเพื่อหาที่ปลอดภัยนอนพักตอนกลางคืน นางก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เสียงพูดคุยและเสียงร้องไห้อีกครั้ง

“อย่าผลักกันสิ! ยังมีเด็กอยู่ตรงนี้นะ!” ผู้หญิงคนหนึ่งตะโกน 

นางมองผ่านพุ่มไม้เห็นกลุ่มคนราวสิบกว่าคนรวมตัวกัน บางคนนอนราบอยู่กับพื้น บางคนกำลังก่อไฟตั้งที่พักชั่วคราวยามค่ำคืนแต่ไม่ได้มีการทำร้ายกันรุนแรงเหมือนกลุ่มก่อนหน้า 

“บางทีข้าอาจเดินทางไปพร้อมกับพวกเขาได้” นางรำพันออกมาเบาๆ ก่อนที่จะชะงักถอยหลังกลับมาอีกครั้งเพราะนางเห็นบุรุษร่างใหญ่กำลังใช้กำลังบังคับสตรีคนหนึ่งให้เดินตามไปในที่ลับตา!

นางกลืนน้ำลายที่แห้งเป็นผงลงคออย่างยากลำบาก สุดท้ายก็ตัดสินใจเบี่ยงเส้นทาง เดินเลาะไปอีกทางหนึ่งพลางคิดในใจว่านางเดินทางคนเดียวอาจจะปลอดภัยกว่า

เมื่อถึงทางลาดที่มีโขดหินใหญ่หลายก้อนล้อมรอบ นางสำรวจดูพื้นที่โล่งด้านในดีแล้วว่าไม่มีงูหรือตะขาบก็รีบแทรกตัวเข้าไปด้านในเพื่อซ่อนตัวเพราะอีกไม่นานฟ้าก็จะมืดแล้ว 

ขณะที่นางกำลังใช้ชายแขนเสื้อเช็ดรอยเลือดบนแขนที่ถูกกิ่งไม้เกี่ยวเป็นแผลถลอกเล็กๆ จู่ ๆ แววตานางก็เปลี่ยนไป เมื่อเห็นว่านิ้วนางข้างขวานั้นมีแหวนวงหนึ่งสวมอยู่

แหวนไม้วงบาง กลมมน เรียบง่าย เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบจะดำ เมื่อสะท้อนแสงจะเห็นลายคลื่นน้ำบางเบา 

อู่หลิงเยว่ขมวดคิ้ว

ความทรงจำของอู่หลิงเยว่คนเดิมยังหลงเหลืออยู่มากพอให้ยืนยันได้ว่านางไม่ได้เป็นเจ้าของแหวนวงนี้  นางเคยมีสมบัติติดตัวอยู่บ้าง แต่ก็ขายหรือแลกเปลี่ยนเป็นอาหารระหว่างหนีภัยจนหมดสิ้นแล้ว

ด้วยความสงสัย นางจึงคิดจะถอดแหวนออกมาดู  

ร่างเล็กชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกตะลึง

กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง นางเห็นป้ายราคา เห็นชั้นวางของ เห็นแสงไฟ LED ที่คุ้นตาอยู่ตรงหน้า!!

"ไม่จริง! ที่นี่มัน..เซี่ยงไฮ้พลาซ่า!!" นางอุทานออกมาแล้วรีบปิดปากตัวเองหันมองซ้ายทีขวาทีเกรงว่าจะมีผู้อื่นได้ยิน

เมื่อลดมือลง นางถึงกับต้องสูดหายใจเข้าปอดแรงๆ กลิ่นขนมปังจากร้านเบอเกอรี่เจ้าประจำของนางปะทะเข้าจมูกเต็มๆ เป็นการยืนยันว่านี่ไม่ได้เป็นความฝัน 

นางกลับมาที่ห้างสรรพสินค้าเซี่ยงไฮ้พลาซ่าแล้วใช่หรือไม่ และตอนนี้ก็ยังไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวอีกด้วย!!

ดวงดาวที่เริ่มทอแสงบนฟ้าทำให้หญิงสาวใจหายวาบ นางหันมองไปรอบตัวอีกครั้ง ยังคงเป็นก้อนหินใหญ่และป่าทึบ!

ห้างสรรพสินค้าที่เห็นตรงหน้านั้น..ไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ

แสงไฟนีออน แผ่นป้ายลดราคา เครื่องสำอางจากแบรนด์ดัง และชั้นวางสินค้าที่เรียงรายกันจนสุดสายตา ทั้งหมดนั้น ลอยอยู่กลางอากาศในลักษณะเหมือนภาพฉายสามมิติ คล้ายมีม่านแสงใส ๆ ขึงอยู่ระหว่างโลกหนึ่งกับอีกโลกหนึ่ง

นางก้าวเข้าไปใกล้อย่างระแวดระวังแล้วยกมือขึ้น ลองเอื้อมปลายนิ้วแตะไปที่แผ่นกระจกแสงนั้นอย่างไม่แน่ใจ

วืด..นิ้วของนางผ่านทะลุไปไม่ได้!!

ตื๊ด!!

เสียงเตือนบางอย่างดังขึ้นกลางความเงียบ ตามมาด้วยเสียงของเด็กชายที่ฟังดูสดใสเกินสถานการณ์

“ข้าคือห้างสรรพสินค้าประจำตัวของท่าน! ขอแสดงความยินดีกับนายท่าน! เมื่อครู่ ท่านเพิ่งช่วยชีวิตบุรุษผู้หนึ่งเอาไว้ ท่านจะได้รับแต้มสะสมจำนวน 5,000 แต้ม!”

ติดตามชมต่อ!
เนื้อหากำลังเข้มข้น! สลับไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง อะไรนะ! เจ้าอยากเป็นเซียนอย่างงั้นเหรอ!?
9.6
เมื่อความฝันที่จะก้าวสู่ความเป็นอมตะถูกสวรรค์กีดกันอย่างไม่ยุติธรรม ชายหนุ่มผู้หนึ่งจึงลุกขึ้นท้าทายโชคชะตาด้วยความโกรธแค้นอันคุกรุ่น ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยจิตสังหารและแรงกดดัน เขายืนหยัดอย่างกล้าหาญเพื่อเผชิญหน้ากับเงาลึกลับทั้งเก้าตนที่คอยขัดขวางเส้นทางสู่การเป็นเซียนของเขา การต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อพิสูจน์ความมุ่งมั่นและเอาชนะอุปสรรคจากเบื้องบนจึงเปิดฉากขึ้น กลายเป็นมหากาพย์แห่งการฝึกตนและการล้างแค้นที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน
ภาพปกนิยายเรื่อง กลร้ายทรายเสน่หา
8.0
มิลินต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายในทะเลทรายกว้างใหญ่ เมื่อเธอถูกชายหนุ่มลักพาตัวมาเพื่อชำระแค้น โทษฐานที่เธอเคยใส่ร้ายจนเขาต้องเสื่อมเสียเกียรติยศ แม้ในภายหลังเขาจะค้นพบความจริงว่าเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด แต่เขาก็ยังคงบังคับให้เธอทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อแลกกับที่ซุกหัวนอนและอาหารประทังชีวิต ท่ามกลางการคุกคามจากกลุ่มโจรทะเลทรายที่แสนอันตรายและการโต้เถียงกันอย่างไม่ยอมลดละ ความผูกพันที่เกิดขึ้นภายในกระโจมพักแคบๆ กลับค่อยๆ ทลายกำแพงโทสะลง และแปรเปลี่ยนความเกลียดชังให้กลายเป็นความรักอันแสนหวานที่อบอวลไปทั่วผืนทรายร้อนระอุแห่งยใต้อ้อมกอดของผืนทรายอันร้อนแรงกลาย
ภาพปกนิยายเรื่อง ย้อนเวลามายุค80พร้อมระบบทำฟาร์มแสนห่วย เล่ม 2
9.6
เมื่ออลิส เจนี่ ร็อกส์ ได้เข้ามาอยู่ในร่างของหลิวตาน หญิงสาวสู้ชีวิตยุค 80 ผู้เผชิญการกดขี่จากปู่ย่าที่ปฏิบัติกับครอบครัวของเธอราวกับทาส ทว่าการได้สัมผัสความอบอุ่นในบ้านเป็นครั้งแรกทำให้เธอตั้งมั่นว่าจะต้องพาครอบครัวก้าวสู่ความร่ำรวยให้ได้ หลิวตานจึงตัดสินใจบุกเบิกเส้นทางเกษตรกรรมโดยอาศัยพลังธาตุเร่งเติบโตควบคู่กับระบบทำฟาร์มสุดพิลึกพิลั่น แม้ว่าระบบนี้จะดูพึ่งพาได้ยากและมักจะสร้างเรื่องชวนปวดหัวให้เธออยู่เสมอ แต่เธอก็ไม่คิดยอมแพ้ พร้อมมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนในครอบครัวให้สุขสบายและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างภาคภูมิสูงสุด
ภาพปกนิยายเรื่อง เถื่อนปรารถนา
8.7
การหลบหนีจากการตามล่าอย่างบ้าคลั่งในป่าลึกสีเขียวขจี กลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันร้อนแรงของคนสองคน ท่ามกลางวิกฤตชีวิตที่รายล้อม ความปรารถนาอันแผดเผาได้หลอมรวมร่างกายและจิตใจของพวกเขาให้ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งจนยากจะถอนตัว แม้ว่าในท้ายที่สุดภารกิจหนีตายจะเสร็จสิ้นลง และทั้งคู่สามารถก้าวพ้นเขตอันตรายของชายป่ามาได้สำเร็จ ทว่าเปลวไฟแห่งความเสน่หาที่เคยลุกโชนกลับไม่ได้มอดดับลงไปตามระยะทางหรือเวลาที่ผ่านพ้นมา
ภาพปกนิยายเรื่อง หยางเสี้ยว หนูน้อยหัวใจแกร่ง
7.9
มังกร บัณฑิตหนุ่มในวัย 22 ปี ต้องพบเจอกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตเมื่อสูญเสียพ่อแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับ ทำให้เขาตัดสินใจทิ้งชีวิตเมืองหลวงเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิดเพื่อทำไร่ไถนาตามความตั้งใจเดิม ทว่าโชคชะตาแสนโหดร้ายกลับพรากชีวิตของเขาไปก่อนวัยอันควร และเมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กชายอายุเพียง 8 ขวบ ที่ต้องเผชิญกับความอดอยากและบ้านเรือนที่ผุพังในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย มังกรในร่างของเด็กน้อยคนนี้จะสามารถดิ้นรนเอาชีวิตรอดและสร้างเส้นทางชีวิตใหม่ท่ามกลางอุปสรรคและความยากลำบากได้อย่างไร ร่วมติดตามและส่งกำลังใจให้เขาในเส้นทางนี้
ภาพปกนิยายเรื่อง จันทราพร่างพราว เหมันต์หวนคืน
9.3
เพราะการหายไปของ 'ไข่มุกน้ำตาจันทรา' ทำให้ กัวจื่อหรานได้พบกับหลินอวี้เจิน เขาต้องตามหาไข่มุกล้ำค่ากลับคืนสู่ตระกูล ทว่าเขากลับพบว่าสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าคือนางที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ...................... หลินอวี้เจิน ในวัยสิบเจ็ดปี นางเป็นบุตรสาวของหลินยี่ห้าน เจ้าของสำนักศึกษาเล็กๆ แห่งหนึ่ง มารดาของนางตายจากไปตั้งแต่นางอายุไม่ถึงสิบขวบ แต่กระนั้นบิดาก็มิได้แต่งภรรยาใหม่ บิดาทุ่มเทให้กับสำนักศึกษาของตนและเลี้ยงดูนางตามลำพัง “หลินอวี้เจิน” หมั้นหมายกับ“ติงกว่างอาน” เขาเป็นศิษย์เอกของบิดา ทว่าเรื่องพลิกผลัน ติงกว่างอาน กลับไปแต่งงานกับ “หลินชูซิน” ญาติผู้น้องของนางเอง ด้วยเหตุนี้นางจึงเดินทางมาตันหยางเพื่อพบท่านลุงใหญ่-หลินเหิงอี้ เพียงเพื่อรักษาบาดแผลในใจ ‘ไข่มุกน้ำตาจันทรา’ สมบัติล้ำค่าประจำตระกูลกัว แต่กลับหายไป ร่องรอยสุดท้ายหยุดอยู่ที่หลินเหิงอี้ กัวจื่อหรานประมุขสกุลกัวและยังเป็นเจ้าเมืองตันหยาง เขาจำเป็นต้องใช้ทุกวิธีทางเพื่อให้ได้ไข่มุกประจำตระกูลกลับมา แม้ต้องบุกค้นเข้าห้องนอนของหญิงสาวก็ตามที หลับ? นางหลับในอ่างอาบน้ำ! มีผู้ใดหลับในอ่างอาบน้ำเช่นนี้เล่า! กัวจื่อหรานยืบเสื้อคลุมของหญิงสาวสะบัดไปมาแล้วโยนขึ้นเหนืออ่างอาบน้ำ เพียงพริบตาเขาก้มตัวช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นจากน้ำ ยื่นมือไปรับเสื้อคลุมที่ค่อยๆ ล่วงหล่นลงมา ตวัดข้อมือเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถใช้เสื้อคลุมของนางห่อหุ้มร่างเปลือยเปล่าได้มิดชิด เขาอุ้มนางที่ยังถลึงตามองเขาแต่ใบหน้าหวานนั้นแดงจัดราวคนป่วยไข้ “จุ๊ๆ อย่าจ้องหน้าหน้าผู้มีพระคุณเช่นนี้” เขาเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอ อุ้มร่างนุ่มนิ่มไปวางไว้บนเตียง มารดาเถอะ! ผู้มีพระคุณอะไรกัน! เจ้าโจรลามก! แล้วสายลมแห่งฤดูกาลก็นำโชคชะตาของคนแปลกหน้ามาผูกพัน