APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง พระจันทร์หวาม..รักข้ามมิติ

พระจันทร์หวาม..รักข้ามมิติ

อินทุภาผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีต้องเผชิญกับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ เมื่อเธอพบว่าแท้จริงแล้วตัวเองคือร่างสถิตของเจ้าหญิงแห่งดาวเจดเจไดต์ ซึ่งมีดวงจิตแตกซ่านจากการโจมตีของราชาดาวนิลเมื่อหลายร้อยปีก่อน หนทางเดียวที่จะสืบทอดบัลลังก์และก้าวสู่ความเป็นอมตะคือการรวบรวมเศษเสี้ยวดวงจิตที่กระจัดกระจายอยู่ในมิติคู่ขนานให้ครบถ้วน ทว่าอุปสรรคครั้งใหญ่คือราชาดาวนิลในร่างมนุษย์ที่คอยสูบพลังชีวิตกำลังตื่นขึ้นเพื่อแย่งชิงหัวใจและอำนาจไปจากเธอ หากอินทุภาทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ ร่างของเธอจะต้องสูญสลาย และทุกจักรวรรดิจะต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอำนาจมืดไปตลอดกาล
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

อินทุภากำลังปอกมันฝรั่ง หลังจากหั่นหอมหัวใหญ่และมะเขือเทศเสร็จเรียบร้อย เธอเตรียมจะใส่ลงในหม้อที่กำลังเคี่ยวเนื้อวัวติดมันที่หั่นเป็นก้อนๆ กลิ่นหอมฉุยฟุ้งกระจายไปทั่วครัว เธอตั้งใจจะเคี่ยวให้นานหน่อย ตั้งใจทำให้เนื้อเปื่อยนุ่มเหมือนละลายในปาก เพื่อให้ผู้สูงอายุก็สามารถทานได้อย่างสบาย สตูเนื้อนี้เข้ากันได้ดีกับหมั่นโถวเนื้อนุ่ม ที่ญาติพี่น้องกำลังช่วยกันทำอยู่ในครัวด้านในตัวบ้าน  

เธอมาเมืองจีนเป็นครั้งแรกกับพ่อ เพื่อร่วมฉลองวันครบรอบอายุร้อยยี่สิบปีของคุณทวดซุนเหม่ยหลิง ซึ่งเป็นญาติสนิทกับคุณทวดเยว่ไท่อิงทวดของเธอเอง ในงานวันนี้ มีญาติพี่น้องมากมายจากหลายสกุลมาร่วมงาน เพื่อมาร่วมอวยพรกันอย่างคึกคัก

คุณทวดเยว่ไท่อิงเคยเล่าให้พ่อฟังว่า ต้นสกุลของตระกูลคือแซ่กุยและแซ่เหยา สองแซ่นี้ เป็นแซ่โบราณสืบทอดมาจากจักรพรรดิตี้ซุ่น ประสูติ ณ เหยาซวีจึงใช้แซ่เหยา ประทับ ณ แม่น้ำกุยสุ่ยจึงใช้แซ่กุย สกุลสาขาแตกออกเป็นหลายสกุล เช่น แซ่อวี๋ เฉิน หู เถียน หยวน หวาง ซุน ลู่ เชอ เยว่

แม่ของคุณทวด เยว่ไท่อิง เดิมมีแซ่ซุน แต่เมื่อแต่งงานกับญาติห่างๆ ที่แซ่เยว่ จึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของสามี ทำให้พ่อของอินทุภาถือแซ่เยว่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เขากลับใกล้ชิดกับญาติฝั่งตระกูลซุนมากกว่า 

อินทุภาทุ่มเทให้กับงานจนแทบไม่มีเวลาติดต่อกับญาติพี่น้อง เธอทำงานในบริษัทของแม่ในตำแหน่งผู้บริหารฝ่ายการผลิต ซึ่งรับผิดชอบด้านการผลิตและออกแบบเครื่องประดับ รวมถึงงานโฆษณาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ในธุรกิจทั้งหมดของมารดา นอกจากนี้ เธอยังทำงานฟรีแลนซ์ ออกแบบเครื่องประดับสตรีให้กับหลายแบรนด์ ทั้งที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง บางรุ่นติดตลาดจนกลายเป็นเทรนด์สินค้าขายดีบนโซเชียลมีเดียหลายสัปดาห์ แม้ว่าเธอจะเป็นที่รู้จักแค่เพียงในแวดวงของนักออกแบบ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จเล็กๆ ที่เธอรู้สึกพอใจแล้ว  

เวลาคิดงานไม่ออก อินทุภามักออกไปหาแรงบันดาลใจในยิมมวย สนามขี่ม้า สนามยิงปืน หรือสนามฝึกซ้อมธนู หากยังไม่ได้ผล เธอก็จะออกเดินทางไปต่างจังหวัด แบกเป้ตั้งแคมป์ในป่าเพื่อพักสมอง มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเธอมีความสามารถด้านศิลปะป้องกันตัว ล่าสุดเพิ่งสอบได้ยูโดสายดำขั้นที่ห้า และยังถนัดหย่งชุน ซึ่งเหมาะกับสรีระที่เล็กบางของเธอ เพราะช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและว่องไว

นิรชา เพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ชั้นประถม มักจะชอบค่อนขอดกิจกรรมความชอบส่วนตัวของเธอเสมอ 

“หนังหน้าแกมันขัดกับไลฟ์สไตล์อย่างแรง!” นิรชาเท้าสะเอว ชี้หน้าบ่นอินทุภาแรง

“ฉันโตแล้วจะชอบอะไรก็ได้ย่ะ” เธอลอยหน้าโต้กลับไปบ้าง

“ถึงบอดี้จะดูบอบบางเป็นนางเอก แต่ถ้าหล่อนยังไม่แก้สันดานชอบใช้ความรุนแรง หล่อนก็จะนอนเหงาเหงือกแห้งอยู่บนคานเหมือนเดิม!”

อินทุภามักจะบอกเพื่อนเสมอว่าโนสนโนแคร์ เพราะเธอถือคติ ‘จีบได้แต่อย่าจับ’

คนที่สนใจอยากสานสัมพันธ์กับเธอ มักมองจากภายนอกแล้วคิดไปเองว่าเธอเป็นผู้หญิงอ่อนหวาน อ่อนโยน และบอบบาง จึงมักมีคนประเภท 'อัศวินผู้พิทักษ์' ที่ชอบเสนอตัวเข้ามาใกล้อยู่เสมอ แต่เมื่อได้รู้จักกันไปสักพัก พวกเขากลับขยาดและถอยห่างเป็นแถว โดยเฉพาะพวกมือปลาหมึกที่พอเจอท่าตัดหนวดของเธอเข้า ก็มักจะหนีหายไปหมด  

อินทุภาสูงร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างโปร่งบาง ผิวพรรณนวลเนียนเปล่งปลั่งเหมือนแม่ที่เป็นคนทางเหนือ ผสมกับความขาวแบบลูกครึ่งไทย-จีนจากพ่อ เธอได้รับใบหน้าคมสันจากบิดา และดวงตากลมโตแววหวานจากมารดามาอย่างครบถ้วน ทำให้เป็นหญิงสาวที่รูปลักษณ์ดูสะดุดตา   

อินทุภารู้สึกว่าเธอโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกในบ้านเคารพในไลฟ์สไตล์ของกันและกันเสมอ เช่น พ่อที่ชอบเดินทางไปเป็นแพทย์อาสาตามประเทศต่างๆ ส่วนแม่เป็นนักธุรกิจที่มองเห็นโอกาสในทุกสิ่ง หยิบจับอะไรก็เป็นธุรกิจไปหมด ความสนใจของอินทุภาหลายอย่างก็ได้รับอิทธิพลจากมารดาเช่นกัน  

อรรพี แม่ของเธอ เป็นเจ้าของธุรกิจหลายประเภท ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านเครื่องประดับ ฟิตเนส ไปจนถึงโรงเรียนสอนดนตรี แน่นอนว่าหญิงสาวเองก็ซึมซับความสนใจด้านนี้ไปโดยปริยาย เพียงแต่เธอไม่ได้สนใจเครื่องดนตรีสากลเหมือนแม่ แต่กลับหลงใหลในเครื่องดนตรีจีน โดยเฉพาะผีผา ซอเอ้อหู และขลุ่ยผิว เวลาว่างๆ เธอกับแม่มักเล่นดนตรีร่วมกันเสมอ ส่วนพ่อก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ บางครั้งก็ร่วมวงโดยรับหน้าที่เป็นมือกลอง เคาะโต๊ะให้จังหวะ  

จิรพงศ์ หรือ เยว่หัว พ่อของอินทุภา เป็นแพทย์อายุรกรรมเฉพาะทางในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณย่า-แม่ของพ่อที่เป็นชาวจีนมาพบรักกับหนุ่มไทย และตัดสินใจลงหลักปักฐานในประเทศไทย แต่ทุกปีพวกเขาจะพาคุณพ่อในสมัยเด็กกลับไปเยี่ยมคุณทวดที่ประเทศจีนเสมอ  

"อาอิง! ..อาอิง! ..เยว่อิง!" อินทุภาสะดุ้ง เพราะกำลังคิดอะไรเพลินๆ ไม่ได้ยินเสียงเรียกของซุนจ่งซาน ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ดังมาแต่ไกล

"อยู่นี่ พี่ซาน!"

"เรียบร้อยหรือยัง? จะตั้งโต๊ะกินข้าวกันแล้วนะ"

"เสร็จพอดี จะยกไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ" ซุนจ่งซานเดินเข้ามาในครัวแยกด้านนอกตัวบ้าน มือเท้าสะเอว กวาดตามองไปที่ถ้วยซุปที่วางเรียงรายอยู่ในถาดโดยรอบ

"จะต้องเดินกี่รอบกันล่ะนี่!?!" เขาบ่น คิ้วขมวดมุ่นจนญาติผู้น้องต้องหัวเราะ

"เรายกไปคนละถาดก่อน แล้วค่อยให้น้องๆ ข้างในมาช่วยยกถาดที่เหลือก็ได้" หญิงสาวพูดพร้อมวางถ้วยซุปร้อนๆ ถ้วยสุดท้ายลงในถาดอย่างเรียบร้อยครบตามจำนวนคน  

ซุนจ่งซานเข้ามาหยิบไปถาดหนึ่ง ยืนรอจนหญิงสาวยกอีกถาดขึ้น จากนั้นจึงเดินนำออกไปก่อน เขามองญาติผู้น้องตัวเล็กเชื้อสายไทยคนนี้ ด้วยความเอ็นดู อายุยี่สิบห้า แต่ใบหน้ากลับดูอ่อนกว่าวัย ราวกับเด็กสาวอายุสิบแปด ดูยังไงก็เหมือนสาวน้อย มากกว่าคนที่เข้าสู่วัยเบญจเพส ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ที่ทำให้เขารู้สึกถูกชะตา ยังมีนิสัยร่าเริง เป็นมิตรกับสิ่งรอบตัว และรอยยิ้มสดใสนั่นด้วย ที่เขารู้สึกชื่นชอบ 

"หลังกินข้าว พี่จะออกไปตรวจคนไข้ตามหมู่บ้านที่ค้างจากเมื่อวาน วันนี้จะไปด้วยกันอีกไหม? หรือเหนื่อยแล้ว?" ซุนจ่งซานถามขณะเดินเข้าตัวบ้าน  

"เมื่อวานได้ยินพี่บอกว่าจะเข้าเมือง หนูยังคิดอยู่เลยว่าจะติดรถตามไปด้วย"

"เสร็จจากตรวจคนไข้ก่อน แล้วค่อยเข้าไปในเมือง พี่ว่าจะเอาสมุนไพรไปเพิ่มที่ร้าน"  

"หนูเห็นรูปถ่ายของพ่อที่เคยเอามาให้ดู รู้สึกคุ้นๆ กับสถานที่หนึ่งในภาพ เลยอยากไปดูด้วยตาตัวเอง แต่พี่ซานอยู่เฝ้าร้านก็ได้นะ หนูไปเดินดูรอบๆ คนเดียวก็ได้"

"โอเค แต่ยังไงก็ต้องระวังตัวด้วยนะ เรามาต่างถิ่น คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ"

"เยส เซอร์!" อินทุภารับคำ ก่อนทำท่าตบเท้าแบบทหาร ทำให้ซุนจ่งซานหันมายิ้มอย่างเอ็นดูจนตาหยีเป็นเส้นเดียว  

เมื่ออินทุภาก้าวเข้ามาในบ้าน สายตาก็ปะทะเข้ากับคุณทวด ผู้เป็นแขกสำคัญของงานเลี้ยง ซึ่งนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ในตำแหน่งประธาน ท่านรูปร่างผอมบาง แม้จะอยู่บนรถเข็น แต่ยังดูสง่างามและเปี่ยมอำนาจ  ใบหน้าของท่าน  ดูอ่อนกว่าอายุจริง เส้นผมสีดอกเลา เกล้ามวยไว้ข้างหลัง เสียบปิ่นหยกสีขาวราวกับหิมะไว้อย่างประณีต  

อินทุภาสังเกตว่า ตั้งแต่พบกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้ คุณทวดมักจะมองเธอนิ่งๆ อย่างพิจารณาแทบทุกครั้ง ที่สบตากันผ่านกรอบแว่นตาสีทอง เธอสัมผัสได้ถึงความครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่แววรังเกียจหรือเดียดฉันท์ คล้ายกับว่า ในดวงตาคู่นั้น กลับเต็มไปด้วยคำถาม ที่รอคอยการค้นหาคำตอบมากกว่า

"อาอิงมานั่งใกล้ๆ ทวดนี่" คุณทวดกวักมือเรียก พร้อมแตะพนักเก้าอี้ข้างๆ ตัว

"ไม่ได้ออกไปไหนใช่ไหมวันนี้ กินข้าวเสร็จแล้ว อยู่คุยกับทวดหน่อยได้ไหม"

"ไปในเมืองกับผมครับย่า" ซุนจ่งซานตอบแทน

"อ้อ" คุณทวดแตะหลังมืออินทุภา ที่วางประสานมืออยู่บนตัก

"งั้นแวะไปหาทวดที่ห้องก่อนนะ ทวดมีอะไรจะให้ดู"

"ได้ค่ะ" อินทุภารับคำ ยิ้มกว้างจนดูสว่างสดใสไปทั้งใบหน้า ทำให้คุณทวดชะงักนิดหนึ่ง

"เหมือนกันจริงๆ" คุณทวดรำพึงออกมาเบาๆ

"อะไรนะคะ คุณทวด?" อินทุภาถามอีกครั้งเพราะได้ยินไม่ถนัด คุณทวดได้สติ กะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะก้มหน้าน้อยๆ แล้วพูดตัดบท

"กินข้าวกันก่อน แล้วค่อยไปหาที่ห้อง"

………………………………….

อินทุภาหยุดยืนหน้าประตูห้องคุณทวด สายตาสอดส่องไปเห็นป้าลี่ก้มๆ เงยๆ ค้นหาบางสิ่งในลังไม้ใบใหญ่ของคุณทวด จนกระทั่งได้ยินเสียงอุทานอย่างดีใจ เมื่อพบสิ่งที่ตามหา  

"อันนี้ใช่ไหมเจ้าคะคุณท่าน! ลักษณะเหมือนที่คุณท่านบอกเป๊ะเลย" ป้าลี่เดินเข้ามาใกล้ ยื่นของในมือให้คุณทวดดูชัดๆ  

"อืม ใช่แล้ว! เออนะ..หามาตั้งนาน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เหมือนมีใครเอาไปซ่อน! แล้วดูวันนี้สิ..กลับหาเจอได้ง่ายๆ อย่างกับรู้ว่า..เจ้าของเขามาแล้ว" คุณทวดพูดพลางจ้องมองของสิ่งนั้นนิ่งนาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้น และเห็นหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตู  

"อ้าว! อาอิงมาแล้วหรือ? มานี่! มานั่งใกล้ๆ" คุณทวดเอ่ยเรียก เมื่อเห็นอินทุภายืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าห้อง  

"เอ้า เอาไปดูสิว่า สวยไหม?"  

อินทุภายื่นมือออกไปรับแหวนจากคุณทวด แหวนวงนั้นมีขนาดพอดี ไม่หนาหรือใหญ่จนเกินไป เป็นแหวนที่ทำจากหยก มีสีเหลืองเจือส้มแกมแดง ดูคล้ายสีของเปลวเพลิง มันวาวราวกับเคลือบขี้ผึ้ง ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเหมือนปุยนุ่น  

สีสันของหยกสอดประสานกันเป็นลวดลายงดงาม ราวกับถูกแกะสลักขึ้นจากเนื้อหยกโดยธรรมชาติ พื้นผิวด้านนอกเรียบลื่นเป็นมัน เส้นสีแดงเข้มพาดซิกแซกตัดผ่านลวดลายอย่างลงตัว ส่วนที่เป็นสีขาวนั้นบริสุทธิ์ราวกับหิมะ เนื้อหยกละเอียดโปร่งใส ถือเป็นหยกคุณภาพสูง ไร้รอยตำหนิหรือรอยแตกร้าว ไม่มีมลทินภายนอก และปราศจากมลทินภายในที่มักพบเป็นแร่สีดำหรือน้ำตาลเข้มกระจายเป็นหย่อมๆ

เธอเพ่งพินิจใกล้ๆ และแน่ใจว่าเป็นชนิดเดียวกันกับ ไวท์ เจไดต์ ที่เป็นหยกหาได้ยากมีราคาสูง และได้รับความนิยมรองจากหยกสีเขียวจักรพรรดิ ถ้าไม่เป็นแหวนสำหรับนิ้วก้อยของผู้ชาย ก็คงเป็นขนาดนิ้วกลางของผู้หญิง

Wสวยค่ะคุณทวด สีสันในเนื้อหยกสอดผสานกันเป็นลวดลายดูสวยแปลกตามากๆ หนูเคยเห็นหยกมามากมายหลายชนิด แต่ไม่เคยเห็นหยกที่มีสีและลวดลายแบบนี้มาก่อนเลยW

"เก็บเอาไว้ให้ดี นี่เป็นของเก่าสมัยราชวงศ์ เป็นหยกประจำตระกูล ท่านฝากไว้ให้เป็นของแทนใจ ก่อนหนูจะมา หาแหวนเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ คิดไว้ว่า..ถ้าหาไม่เจอจริงๆ คงต้องให้ดูภาพวาดแทนไปก่อน"  คุณทวดกล่าวเสียงเรียบ พลางหันไปหยิบของที่วางอยู่บนโต๊ะ

"หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ! ของเก่าแบบนี้มีมูลค่าสูงมาก" อินทุภารีบยื่นแหวนคืนให้ แต่คุณทวดกลับไม่รับ  

"ดูนี่ก่อน" คุณทวดพูดตัดบท ก่อนยื่นม้วนภาพเขียนให้แทน  

หญิงสาวกำแหวนไว้มือหนึ่ง รับภาพมาแล้วค่อยๆ คลายม้วนออก ดวงตากลมหวานเบิกกว้างขึ้น เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าเต็มตา  

"ผู้หญิงคนนี้เป็นใครหรือคะ?" อินทุภาพึมพำเบาๆ สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของหญิงสาวในภาพ "งดงามมาก... น่ารักเหมือนตุ๊กตาจีน"  

ภาพวาดนั้นละเอียดอ่อนจนแทบไม่น่าเชื่อว่าถูกวาดขึ้นด้วยมือ เส้นสายของแสงและเงาที่เก็บรายละเอียดไว้อย่างประณีต ทำให้ภาพแลดูสมจริงดูมีชีวิตชีวา ราวกับถูกถ่ายจากกล้องสมัยปัจจุบัน  

เธอเพ่งมองใบหน้าของหญิงสาวในภาพอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย 

"แปลกจัง... ใบหน้าคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่นึกไม่ออก" อินทุภายืดภาพออกจนสุดแขน หวังจะมองรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น… 

(--เอ๋...!?!--)

เธอมองหน้าคุณทวด เห็นท่านกำลังยิ้มน้อยๆ มองอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะเอ่ยปากถาม

"เหมือนใช่ไหม? เห็นใช่ไหมว่าเหมือนใคร?"  

ยังไม่ทันที่เธอจะตอบอะไร ก็เห็นคุณทวดหันหน้าไปทางเสียงที่กำลังจะเดินเข้ามาในห้อง จึงมองตาม

"อาอิง! คงต้องเลื่อนนัดแล้วล่ะ พี่ต้องไปดูลุงหมิ่น แกป่วยตั้งแต่เมื่อวาน เมียแกเพิ่งจะมาตามให้พี่ไปดูวันนี้ บ้านแกอยู่ไกลคงเสียเวลาทั้งวัน"

"ไม่เป็นไรพี่ หนูกำลังอยากอยู่คุยกับคุณทวดพอดี" เธอกำลังอยากรู้ ในสิ่งที่คุณทวดกำลังจะบอก

"งั้นพรุ่งนี้ค่อยเข้าเมือง ออกเช้าหน่อย ตื่นไหวไหม?"

"โนพร็อบเบล็ม!"

"ตามนั้น เออ! เตรียมคิดเมนูเย็นนี้ไว้ได้เลย ขากลับคงจะมีเนื้อหมูติดมือมาฝาก" ซุนจ่งซานพูด แล้วยิ้มอย่างนึกขัน

"แถวนั้นมีตลาดด้วยหรือคะ?" อินทุภาอดแปลกใจไม่ได้ เพราะแต่ละบ้านมีพื้นที่อยู่ห่างกันมาก มองไม่เห็นว่าตรงไหนจะเป็นตลาด

"หมูลุงหมิ่นน่ะแหละ แกเลี้ยงไว้ขาย แกจ่ายค่ารักษาให้พี่เป็นเนื้อหมูแทน"

"เขาก็อยากให้เป็นเงินไม่ใช่หรือเล่า แต่แกต่างหากที่ไม่เอา เขาก็ต้องตอบแทนเป็นอย่างอื่น นี่ถ้ามีเป็ด มีไก่ มีวัวก็คงยัดเยียดให้แบกมาด้วยจนได้น่ะแหละ" คุณทวดพูด พลางส่งสายตาค้อนหลานชายไปด้วย

"ก็ลุงเขาต้องส่งเงินให้ลูกชายไว้เรียนหนังสือ เหลือไว้ใช้ไม่เท่าไหร่ แล้วผมก็ไม่ได้เสียเงินซื้อสมุนไพรมาจากไหน ผมหาเอาจากในป่าทั้งนั้น" ซุนจ่งซานพูด พลางยกมือลูบท้ายทอย หัวเราะแก้เก้อไปด้วย

ซุนจ่งซาน เป็นแพทย์แผนจีนโบราณ อายุสามสิบปลายๆ ผิวขาว นัยน์ตาดำยาวรีคมสวย ขนตางอนยาว เครื่องหน้าโดยรวม ทำให้ใบหน้าดูหวานกว่าผู้ชายทั่วไป ผมดำดกหนาอยู่เหนือหน้าผากกว้าง บอกลักษณะเป็นคนฉลาดเฉลียว เขาเป็นคนสูงมาก อาจจะถึงร้อยแปดสิบห้า รูปล่างล่ำสันก็จริงแต่ดูเพรียว มีกล้ามเล็กน้อย แต่คล้ายกล้ามของนักเทนนิส มากกว่ากล้ามของนักยกน้ำหนัก

เขาเป็นแพทย์มีปริญญา เลือกที่จะศึกษาศาสตร์ด้านสมุนไพรจีน เขาเปิดคลินิกรักษาโรคด้วยสมุนไพรในตัวเมือง และไม่ค่อยจะร่ำรวยเหมือนแพทย์ปริญญาคนอื่นๆ

คนไข้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านในละแวกชุมชน และมีเงินน้อย บางครั้งก็รักษาฟรี แล้วก็ได้ค่ารักษาเป็นผัก เป็นเนื้อ ติดมือกลับมาอยู่บ่อยๆ แต่ซุนจ่งซานก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

เขาบอกว่า ก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อของเธอ ที่ไปเป็นแพทย์อาสา ตัวเขาไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ที่เรียนหมอก็เพื่อตอบแทนบุญคุณท่านหมอคนหนึ่ง ที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ในวัยเด็ก จากที่ป่วยหนักจนเกือบจะหมดลมหายใจอยู่รอมร่อ กลับฟื้นคืนชีวิตราวกับปาฏิหาริย์ เขาเคยเป็นผู้ได้รับมาก่อน ชีวิตที่เหมือนได้เกิดใหม่ ก็สมควรแล้วที่จะเป็นผู้ให้บ้าง

"พี่ไปนะอิงอิน ผมไปแล้วครับย่า" ซุนจ่งซานเดินไปกอดคุณทวดไว้หลวมๆ แล้วหันมายิ้มให้ญาติผู้น้องนิดหนึ่งก่อนจะเดินออกไป

อินทุภาอมยิ้มตามหลัง เขาชอบล้อเธอว่ามีเชื้อจีนอยู่เพียงเสี้ยวเดียว แต่ก็ยังอุตส่าห์มีชื่อจีนกับเขาด้วย จึงเรียกชื่อไทย-จีนของเธอผสมกันแบบนี้ คงจะเป็นเรื่องสนุกของเขา 

อินทุภามีชื่อจีนว่า ‘เยว่อิง’ ซึ่งแปลว่า จันทร์กระจ่าง พ่อได้ไอเดียมาจากนางเอกเรื่องสามก๊ก และตรงกับคำแปลชื่อไทยที่แม่ตั้งให้อินทุภาที่แปลว่า ‘แสงจันทร์’ พอดี

อินทุภากับคุณทวด คุยกันจนลืมเวลา จนป้าลี่เดินถือถ้วยชาเข้ามาแล้วอุทาน

"อั๊ยหยา! คุณท่าน! วันนี้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเจ้าคะ ไม่เหนื่อย ไม่เพลียเลย" นางพูด พลางอมยิ้มขำๆ ไปด้วย

"ตายจริง! หนูลืมเวลานอนกลางวันของคุณทวด" อินทุภาขอโทษคุณทวด รู้สึกแย่ ที่ไม่ได้ใส่ใจคุณทวดเท่าที่ควร ไม่สมกับที่พ่อไว้วางใจให้ดูแล ซึ่งกำชับแล้วกำชับอีก ก่อนออกเดินทางไปแอฟริกา

"ไม่เป็นไร ย่าไม่ได้เพลียอะไร มีความรู้สึกว่าต้องรีบพูดรีบบอก ก่อนที่จะไม่มีเวลาให้ได้พูดอีกแล้ว"

"หนูยังอยู่อีกหลายวันนะคะคุณทวด ต้องรอพ่อกลับจากแพทย์อาสาก่อน"

"ทวดมีชีวิตอยู่..  เพื่อรักษาคำมั่นสัญญา   ที่เคยให้ไว้กับ..ท่านทวดเยว่ฮวา เพื่อมอบของสองสิ่งนี้ให้ถึงมือของเจ้าของให้ได้ เมื่อหมดพันธะแล้ว จิตวิญญาณก็คงจะได้เป็นอิสระเสียที"

คุณทวดพูด พลางถอนใจยาว จับมือข้างที่อินทุภากำแหวนไว้ในมือมาบีบเบาๆ แล้วมองเธอนิ่งนาน

"จำคำทวดไว้นะ.. เมื่อพระจันทร์ดวงเดียวเด่นเต็มดวง แสงแห่งจันทร์โชติช่วงอีกดวงจะกลับมา"

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง ไอ้เสือ-ของผม
6.8
ชีวิตของเด็กกำพร้าพลิกผันเมื่อมาเฟียรับอุปการะเป็นน้องชาย ความใกล้ชิดก่อเกิดเป็นความรักจนตกลงสร้างครอบครัวและมีลูกด้วยกัน ทว่าความสุขกลับพังทลายเมื่อชายที่เขารักที่สุดใช้ความรุนแรงและนอกใจอย่างไร้ความปรานี เขาจึงตัดสินใจอุ้มลูกน้อยหนีออกจากกรงทองเพื่อแสวงหาอิสรภาพและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ท่ามกลางหัวใจที่บอบช้ำ โชคชะตากลับนำพานายแบบภาพเปลือยชื่อดังเข้ามาพัวพัน การพบกันครั้งนี้ได้สั่นคลอนหัวใจที่เคยปิดตายและเปิดประตูสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ภาพปกนิยายเรื่อง ไปละนะ ผัวค่ะ
8.1
จิ่งเหยียนต้องเผชิญกับมรสุมที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ทว่าเขาไม่ได้ยืนหยัดอย่างเดียวดาย เมื่อเพื่อนรักก้าวเข้ามาเป็นที่พึ่งพิงทางใจ เธอรู้ดีว่าเวลานี้ตนเองคือโลกทั้งใบของชายหนุ่ม แม้อุปสรรคข้างหน้าจะหนักหนาสาหัสเพียงใด หญิงสาวก็ฝืนยิ้มและยืนกรานที่จะไม่ทอดทิ้งเขา เธอให้คำมั่นว่าจะขอแบ่งปันความเจ็บปวด เคียงข้างในทุกการต่อสู้ และไม่ยอมให้เขาต้องทนทุกข์เพียงลำพังอีกต่อไป สายใยความผูกพันนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญ ที่จะนำพาทั้งสองให้ก้าวข้ามบททดสอบอันแสนโหดร้ายนี้ไปพร้อมกัน
ภาพปกนิยายเรื่อง กำเนิดจิ้งจอกน้อยจอมซ่าส์
9.8
ชีวิตใหม่ของวิญญาณข้ามภพในร่างสตรีสูงศักดิ์ต้องพลิกผัน เมื่อวิกฤตบังคับให้เธอตั้งครรภ์กับชายลึกลับ ทารกที่ลืมตาดูโลกกลับเป็นลูกจิ้งจอกสุดฉลาดที่หวงมารดาเป็นที่สุด สองชีวิตต้องยืนหยัดฝ่าฟันคำดูถูกจากญาติใจร้ายและศัตรูรอบทิศ แต่ความวุ่นวายก็บังเกิดเมื่อบิดาตัวจริงก้าวเข้ามาหมายจะช่วงชิงทั้งเธอและทายาทกลับไป ร้อนถึงจิ้งจอกน้อยที่ต้องออกหน้ากางปีกป้องมารดา พร้อมประกาศกร้าวให้บิดาแท้ๆ ไปต่อแถวรอการพิจารณาเสียใหม่ เพราะในใจของเจ้าตัวแสบมีท่านลุงเพื่อนบ้านผู้มั่งคั่งเป็นผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งที่หมายมั่นให้มาดูแลมารดา
ภาพปกนิยายเรื่อง อ้อนรัก
7.5
หญิงสาวผู้ปราดเปรื่องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระยะห่างจากผู้บริหารหนุ่มผู้เยือกเย็น ชายที่สตรีทั้งเมืองต่างใฝ่ฝันอยากเคียงข้าง แต่ความพยายามของเธอกลับสูญเปล่าเมื่อสถานการณ์พลิกผันบีบบังคับให้พบกับทางตัน เขาได้หยิบยื่นข้อตกลงสำคัญอย่างยิ่งยวดจนเธอไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้ ทางออกเดียวที่เหลืออยู่คือการจำใจยอมรับเงื่อนไขและก้าวเข้าสู่การแต่งงาน ความสัมพันธ์ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของพันธสัญญาและความไม่สมัครใจนี้ นำพาทั้งคู่เข้าสู่วังวนแห่งความใกล้ชิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ภาพปกนิยายเรื่อง เคยรักคุณที่สุด
7.8
ชีวิตของคุณเจี่ยนต้องพบมรสุมครั้งใหญ่เมื่อถูกสังคมใส่ร้ายอย่างรุนแรง เธอถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงหน้าเงินที่ทำลายครอบครัวคนอื่นเพราะไปรักชายที่อายุมากกว่า ข้อกล่าวหานี้สร้างความเข้าใจผิดและผลักเธอลงสู่หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง โลกทั้งใบพังครืน เธอต้องทนทุกข์กับความโดดเดี่ยวจนได้เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการหันกลับมารักตัวเอง ท่ามกลางอคติที่ถาโถม หญิงสาวต้องรวบรวมความกล้าเผชิญหน้ากับคำลวง การต่อสู้ทวงคืนความบริสุทธิ์และกอบกู้ศักดิ์ศรีจึงเริ่มต้นขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายจนสายเกินแก้
ภาพปกนิยายเรื่อง แม่ลูกข้ามภพสู่บ้านนา แยกบ้านปุ๊บ รวยปังทันที!
8.9
ทนรับใช้ครอบครัวสามีเยี่ยงทาสมานาน จ้าวอวี้เจินกลับถูกโกงเงินชดเชยที่ดิน เธอจึงทำตามคำแนะนำของหลินจือเซี่ย ลูกสาวผู้ข้ามภพมา เพื่อแยกตัวมาสร้างชีวิตใหม่ แม้เริ่มจากกระท่อมทรุดโทรม แต่ความเพียรก็พลิกฟื้นชะตาของพวกเธอให้ร่ำรวย มีบ้านหลังใหญ่และอาหารอุดมสมบูรณ์ ปล่อยให้บ้านเดิมต้องเผชิญความลำบาก เมื่อเวลาผ่านไป หลินจือเซี่ยเติบโตเป็นหญิงสาวรูปงาม สหายวัยเด็กที่เคยจากไปไกลได้เร่งรุดกลับมาทวงถามสัญญาหมั้นหมาย เขาไม่ยอมเสียเธอให้ใครและอ้อนวอนให้เธอรับรักอย่างจริงใจ