APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง DAMNED LOVE!

DAMNED LOVE!

อัศวินต้องเผชิญกับค่ำคืนอันทุกข์ทรมานจากอาการผีอำ ที่มาพร้อมกับเสียงหลอนของสามหญิงสาวในอดีตผู้ฝากบาดแผลลึกไว้ในใจเขา ทั้งเสียงสาปแช่งอันโกรธแค้นจากเนตรา ถ้อยคำบอกรักที่แสนขมขื่นจากพี่แคท และเสียงร้องไห้คร่ำครวญถึงลูกจากหทัยรัตน์ ท่ามกลางความเจ็บปวดและสิ้นหวังที่รุมเร้าเข้ามา อัศวินพยายามรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อดิ้นรนให้พ้นจากบ่วงกรรมความรักอันแสนรันทดนี้ พร้อมทั้งอ้อนวอนต่อโชคชะตาให้ช่วยปลดปล่อยเขาจากพันธนาการรักที่เปรียบเสมือนคำสาปและจบสิ้นบทละครชีวิตอันแสนโหดร้ายนี้เสียที
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 3

ใกล้มืดแล้วแต่อากาศยังร้อนอบอ้าวเหลือเกิน หลังส่งเนตรา...ผมเดินเข้าบ้าน ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นทันใดเมื่อเห็นสำรับกับข้าววางรออยู่บนพื้นห้อง สำนึกได้ว่าอาหารมื้อเย็นนี้ด้วยมิใช่หรือ! ที่ผมควรได้อยู่ช่วยย่าตระเตรียมเช่นทุกวัน

ย่ากำลังหั่นหมูเพื่อหมักไว้ขายวันพรุ่งนี้ พลันที่เห็นผมเดินเข้าบ้าน ย่ามองหน้าผม กล่าวด้วยน้ำเสียงปนห่วง

“วินคงหิวแย่แล้ว จะกินเลยไหมลูก วันนี้ย่าทำน้ำพริกปลาทูกะผักลวกของโปรดวินเลยนะ”

“แล้วย่ากะพี่พลกินกันยังครับ” กล่าวจบผมหันไปทางที่มาของเสียง

“ก็รอกินพร้อมวินอยู่นี่ไง”

คำตอบของพี่อรรถพลขณะกำลังง่วนเคี่ยวน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว ทำผมหน้าจ๋อยที่ทุกคนต้องทนหิวเพื่อครอบครัวเราจะได้ทานข้าวเย็นพร้อมหน้า ผมไม่รอช้า รีบไปคดข้าวใส่จาน เสร็จแล้วเรียกย่าและพี่อรรถพลมาทาน

ย่าจะใส่ใจแกะกระดูกและก้างปลาทูออกหมดเกลี้ยงทุกครั้งหลังทอด และตั้งแต่เด็กผมจะเอาปลาทูทอดที่หนังกรอบเนื้อมันนุ่ม คลุกเคล้ากับข้าวสวยร้อนราดด้วยน้ำพริกกะปิจนชุ่ม เปิบด้วยมือทานสลับกับผักลวกราดน้ำพริกเข้มข้น ลำพังกับข้าวเพียงสองอย่างนี้ก็เพียงพอให้ผมทานจนพุงกางได้ทุกครั้ง และขณะกำลังอร่อยอยู่เชียว จู่ ๆ พี่อรรถพลถาม

“วันแรกติวอะไรกันมั่ง”

ผมเงยหน้า ไม่ตอบ แต่ถามกลับ “พี่พลรู้เรื่องติวได้ไงอะ”

“ก่อนวินกลับ อาชัยสิทธิ์มาหาวินที่นี่ เขากลัวว่าวินจะไม่กลับบ้านพร้อมเนตรานะสิ”

“ก็เขาหวงลูกสาวจะตาย” ย่ากล่าวเสริม

“ต้องหวงสิย่า ลูกเทวดามาเกิดนี่” พี่อรรถพลพูดจบพร้อมหัวเราะในลำคอ แต่ขำได้แพลบเดียวก็ต้องหยุด กล่าวต่อเหมือนกระซิบ “แหม! พูดถึงปุ๊บก็มาเลย พ่อลูกคู่นี้ตายยากจริง”

ผมมองตรงไปทางเข้าบ้าน เห็นอาชัยสิทธิ์ไม่ใส่เสื้อเหมือนเคย กำลังเดินจูงมือเนตราตรงมา ใจนึกสงสัยนิดหน่อยว่าจะมากันทำไม

“ชัยสิทธิ์...มากินข้าวกัน” ย่ากล่าวเชิญชวนแทนทักทาย

“กินกันแล้ว” เสียงตอบฟังพอเป็นพิธี ตามด้วยฝ่ามือฟาดลงบนศีรษะผมทันใด แม้ไม่แรงนักแต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่อยู่ดี ๆ อาชัยสิทธิ์จะมาตบกระบาลผม แต่พอได้ยินคำตวาดจากอาเขาก็พลันเข้าใจ

“ทำไมมึงไม่ติวลูกกู”

เด็กเช่นผมต้องเกาหัวยิก ๆ บริเวณที่ถูกตบกะโหลก รู้สึกงงมากว่าทำไมอาชัยสิทธิ์ถึงไม่ถามลูกสาวตัวเองก่อนว่าทำไม จากนั้นเงยหน้าขณะมือขวากำลังบดข้าวกับน้ำพริกปลาทู ตอบแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ไปว่า

“ก็...ก็เนตราบอกไม่ต้องติวนี่ครับ”

เนตราสวนกลับทันใด “ฉันเปล่าพูด...เธอน่ะโกหก”

ผมกลายเป็นใบ้ไปซะงั้น! แถมถูกเด็กด้วยกันกล่าวหาว่าพูดโกหกเสียอีก จึงอ้อมแอ้มบอกเนตรากลับไป “เราเปล่าโกหกนะ”

“มึงไม่ต้องมาแก้ตัว”

อาชัยสิทธิ์ตัดบทพร้อมตบกระบาลผมอีกหนึ่งที แต่เป็นเนตราที่ทำหน้าบึ้งใส่พ่อเธอ บอกว่า

“หนูไม่ติวนะ! เลิกเรียนหนูต้องสอนท่าเต้นเชียร์ลีดเดอร์ให้เพื่อน”

“เพื่อนตุ๊ดแรด ๆ พวกนั้นเหรอ! คบไปก็เสียอนาคตหมด” อาชัยสิทธิ์เสียงแข็งใส่ลูกสาว “พรุ่งนี้เย็นพ่อไปรับและจะบอกพวกมันว่าลูกต้องดูหนังสือ เสร็จแล้วกลับมาให้ไอ้วินติวที่บ้านมันนี่แหละ”

“ไม่!” เนตรากรี๊ดดังลั่น

“ถ้าดื้อก็ไปเรียนโรงเรียนประจำต่างจังหวัด”

เนตราเงียบลงทันที ตาโตงามคู่นั้นจ้องถมึงขึงขังเหมือนจะกินเลือดเนื้อผมทั้งที่ผมไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ไม่วายเห็นใจเธอที่จะอดสอนท่าเต้นสวย ๆ แก่พวกเพื่อนอีก และไม่ทราบว่าทำไม ผมแหงนหน้าหันไปมองอาชัยสิทธิ์ด้วยสายตาละห้อย บอก “ผม...ผมติวไม่เป็นครับอา”

“มันจะยากเย็นอะไร มึงก็สอนและทำการบ้านกับลูกกูแค่นั้น”

“แต่ทุกเย็นผมต้องช่วยย่าทำงานนะอา”

กลิ่นน้ำพริกกะปิมันหอมยวนใจให้ผมคลุกเคล้าน้ำพริกกับปลาทูผสมข้าว...เปิบเข้าปาก พลันต้องสะดุ้งโหยง

“ย่ามึงไม่ต้องขายซาเล้งเพราะใคร? และไอ้พลขายก๋วยเตี๋ยวส่งมึงเรียนได้เพราะใคร? มึงติวลูกกูแค่นี้ทำให้ไม่ได้หรือวะ...ไอ้วิน”

“โอ๊ย! ได้อยู่แล้วพ่อชัยสิทธิ์” ย่ารีบให้คำตอบแทน “ติวเสร็จให้ยัยหนูอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันก็ได้นะ”

“หนูไม่กินนะ” เนตราบอกพ่อเธอ ก่อนมองมายังผมพร้อมทำท่าขยะแขยง บอก “บ้านนี้ใช้มือกิน อี๋...สกปรก”

“ปกติเราใช้ช้อนกันจ้ะ” พี่อรรถพลส่งให้ยิ้มเนตรา บอก “ยกเว้นน้ำพริกปลาทู ต้องใช้มือเปิบถึงจะอร่อย”

อาชัยสิทธิ์กล่าวตัดบท “ลูกกูไม่ชอบอาหารพื้นบ้าน ชอบกินอาหารฝรั่งโดยเฉพาะไก่ทอด KFC” จากนั้นเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ถามพี่อรรถพล “อ้อ! แล้ววันนี้มึงขายได้กี่ตังวะ”

“พันกว่าบาทเองอา”

“เอาน่า! อีกหน่อยก็ดีขึ้น ก๋วยเตี๋ยวสูตรพ่อมึงน่ะอร่อยอยู่แล้ว ทนขายไม่นานก็คืนทุน”

“แล้วผมต้องผ่อนคืนอายังไงอะ”

“ขอคิดต้นทุนก่อนแล้วค่อยทำสัญญาหนี้กัน แต่กูคิดดอกเบี้ยด้วยนะโว้ย” จากนั้น อาชัยสิทธิ์หันมาบอกผมอีกครั้ง

“ย่ามึงรับปากกะกูแล้วนะ ถ้ามึงเบี้ยวไม่ติวลูกกูอีก มึงเจ็บตัวแน่”

หลังสองพ่อลูกกลับ ผมฝืนกินข้าวคลุกน้ำพริกปลาทูต่อจนหมด มันอร่อยเหมือนเดิมแหละ แต่กลับไม่ลื่นคอด้วยสะดุดคำพูดของย่าก้องในโสตประสาทหูว่า

“บุญคุณเขา เราต้องทดแทน!”

ส่วนสัญญาหนี้ของพี่อรรถพล ผมไม่เคยเห็น จำได้ว่าพี่อรรถพลเคยบอกค่าเซ้งซุ้มห้าหมื่นบาทและค่าลงทุนอื่น ๆ อีกไม่เกินสามหมื่น หากรวมดอกเบี้ยพี่อรรถพลเป็นหนี้อาชัยสิทธิ์ก็ไม่น่าเกินหนึ่งแสนบาท

วันรุ่งขึ้นหลังเลิกเรียน เนตราบอกว่าพ่อเธอจะไม่มารับกลับบ้านแล้ว ผมทราบต่อมาภายหลัง ว่าเนตราได้ตกลงก่อนหน้าไม่ให้อาชัยสิทธิ์ไปยุ่มย่ามกับพวกเพื่อน ๆ เธอ แลกกับการเดินทางกลับบ้านพร้อมกันเพื่อทุกวันผมจะได้ติวการบ้านให้ แต่ให้ตายนี่สิ! เย็นนี้เนตราเอาแต่เอ้อละเหยหยอกล้อกับเหล่าเพื่อน กระทั่งครู่ใหญ่ต่อมาเนตราเดินมาพร้อมยื่นกระเป๋านักเรียนของเธอให้

กระเป๋านักเรียนของเนตราเป็นแบบถือ ส่วนของผมเป็นแบบเป้สะพายหลัง สองมือผมจึงว่างถือกระเป๋านักเรียนอันหนักอึ้ง เดินตามหลังเธอต้อย ๆ

เหมือนเบ๊...ยังไงยังงั้น!

ไม่ถึงสิบห้านาทีเราสองคนก็ถึงที่หมาย ผมเดินแซงนำเนตราเข้าไปภายในบ้านย่าที่มีเพียงสามห้องแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน คือห้องอเนกประสงค์ที่ใช้ได้สารพัดตั้งแต่ทำงานยันนั่งเล่นนั่งกินข้าว อีกสองห้องเป็นห้องนอนของพี่อรรถพลและของผมที่ใหญ่กว่าห้องนอนของย่ามาก

ย่าและพี่อรรถพลอยู่ในห้องอเนกประสงค์ กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมของไว้ขายวันพรุ่งนี้ เห็นแล้วรู้สึกไม่ดีกับตัวเองที่อยู่ช่วยย่าทำงานไม่ได้อีกต่อไป เพราะเหมือนถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ และยังไม่ทันได้สวัสดีทักย่า พี่อรรถพลตะโกนบอกผม

“ยกโต๊ะพับกับเก้าอี้เข้าไปติวกันในห้องนอนเลย”

ผมไหว้สวัสดีย่า แต่เนตรานี่สิ! สีหน้าไม่ยินดียินร้าย เดินดุ่ย ๆ ไปยังห้องนอน

ดีที่ห้องนอนเป็นห้องมุ้งลวด พี่อรรถพลและผมจึงไม่ต้องกางมุ้งนอนกัน เราสองพี่น้องนอนพื้นบนเบาะที่พับเก็บได้ และทุกเช้าชุดที่นอนพร้อมหมอนและผ้าห่มสองชุดนี้จะถูกเก็บวางอย่างเป็นระเบียบ จึงมีที่ว่างกลางห้องเหลือเฟือให้กางโต๊ะกางเก้าอี้ไว้ติวหนังสือ

หลังจัดเตรียมทุกอย่างเข้าที่ พี่อรรถพลชะโงกหน้าเข้ามาดูภายในห้องและบอกครั้งต่อไปให้ปิดประตูห้องด้วย เสียงจากข้างนอกจะได้ไม่เข้ามารบกวน

พลันที่พี่อรรถพลปิดประตูห้องนอนให้ ผมหันไปเห็นเนตราที่ทำหน้าบึ้ง พานให้ผมเซ่อซ่าไม่รู้ต้องทำอะไรต่อ ยืนตัวเกร็งบอกเธอไปว่า “เอ่อ...เราติวไม่เป็นนะ”

“ติวไม่เป็นก็ไม่ต้องติว”

“แต่พ่อเธอจะเล่นงานเรานะ”

“เรื่องของเธอ ฉันไม่เกี่ยว”

เห็นหน้าตาท่าทางเนตราแล้วอยากจะบอกว่า หากไม่ต้องติวเธอเป็นการตอบแทนบุญคุณแล้วละก็ ผมน่ะ! ขอออกไปช่วยย่าทำงานดีกว่า แต่ทำไมปากถึงไม่ตรงกับใจนะ กลับบอกเนตราไปว่า

“งั้นเรามานั่งทำการบ้านด้วยกันดีไหม”

“ไม่! เธออยากทำอะไรก็ทำ” เนตราปฏิเสธไม่ไยดี มือชี้ยังเบาะนอน กล่าวเหมือนสั่ง “ฉันจะนอน ปูที่นอนให้หน่อย”

ผมเลือกเบาะที่นอนของผมออกมาปูกาง เรื่องความสะอาดไม่ต้องพูดถึง แต่อาจมีกลิ่นเหงื่อกลิ่นสาบผมติดอยู่บ้าง

เนตราลงไปนอนบนเบาะทันทีที่ผมปูกางเสร็จ เธอนอนแผ่อ้าซ่าจนผมรู้สึกเขินอายไม่กล้ามอง ก่อนหยิบการบ้านออกมาก็เหลือบมองเนตราอีกครั้ง เห็นเธอนอนตะแคงเอาหน้าซุกบนหมอนผม

วันนี้แม้เป็นวันเปิดเรียนวันที่สองของมัธยมหนึ่ง แต่การบ้านมีเยอะมาก สมัยอยู่ชั้นประถมนั้น ผมใช้เวลาทำการบ้านไม่เคยเกินครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย แต่นี่ผ่านมาจวนจะชั่วโมงแล้ว...เพิ่งเสร็จ

ทันทีที่ผมทำท่าเก็บการบ้านเข้าเป้นักเรียน ก็ต้องแปลกใจเมื่อเนตราลุกขึ้นจากท่านอนเป็นนั่ง พูดเร็วปรื๋อ

“ขอลอกก่อน...ขอลอกก่อน”

“จะลอกวิชาอะไรบ้างล่ะ”

“เอาหมดแหละ”

เนตราตอบพร้อมค้อนขวับหนึ่งที ผมจึงหยิบการบ้านวิชาพีชคณิต วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษวางบนโต๊ะ

“เอามาให้ฉันนี่”

“อ้าว! ไม่ทำบนโต๊ะเหรอ”

“เอ๊ะ! พูดไม่รู้เรื่องหรือไง บอกให้เอามานี่”

“อะไรกัน! จะลอกการบ้านทั้งที แทนที่จะขอดี ๆ ทำไมต้องตวาดวะ” ผมคิดแต่ปฏิกิริยากลับสวนทาง เดินเซื่อง ๆ ยื่นสมุดการบ้านทั้งสามวิชาให้เนตรา

ปรากฏว่า เนตรานอนลอกการบ้าน ส่วนผมกลับไปนั่งบนโต๊ะ...อ่านบทเรียนล่วงหน้า

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เนตราลอกงานเสร็จก็ลุกขึ้นยื่นสมุดการบ้านคืนผม ดูเธออารมณ์ดีมากถึงขนาดยิ้มให้ กล่าว

“ฉันไม่มีกุญแจเข้าบ้านนะ! ปกติพ่อแม่ปิดร้านเสร็จ กว่าจะกลับถึงนี่ก็เลยหกโมงเย็นไปแล้ว”

ผมฉีกยิ้มกว้างเพราะเขินหรืออย่างไรไม่ทราบ บอกไม่เต็มปากเต็มคำไปว่า

“ไม่เห็นเป็นไรนี่ เธอก็รอที่นี่แหละ พวกเค้ามาถึงเมื่อไหร่ค่อยกลับก็ได้”

“แหม! ฉันชอบตอนเธอยิ้มจัง เห็นฟันขาวจั๊วะ ดูหล่อและมีเสน่ห์มากเลย”

ผมแก้เขินโดยเอามือข้างหนึ่งเสยผมลากยาวถึงลำคอ แอบชำเลืองเนตราด้วยหางตาและฉีกยิ้มให้เธออีกครั้ง รู้สึกหัวใจพองโตและเต้นแรงผิดจังหวะยังไง ๆ พิกล จากนั้นก้มหน้าดูหนังสือเรียนต่อ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงตะโกนเรียกชื่อเนตราบอกให้เธอเข้าบ้านดังจากบ้านที่อยู่ติดกัน

“ไปแระ” เนตราบอกก่อนคว้ากระเป๋านักเรียนวิ่งแจ้นออกไป ผมเองเช่นกัน รีบออกไปช่วยย่าทำงานทันที

คืนนั้นเข้านอนสี่ทุ่มตามปกติ เกิดความแปลกใหม่ตอนหลับตานอน เห็นภาพเนตรายิ้มให้ผุดขึ้นในสมอง ใจวาดหวังถึงวันพรุ่งนี้ว่าจะได้ติวให้เธออีก

เอ่อ...จริง ๆ แล้ว ผมหมายถึงให้เนตราลอกการบ้านน่ะ ส่วนเรื่องติวนั้นช่างมันเถอะ! ผมยังเซ่อเกินกว่าจะเข้าใจความหมายแท้จริงของมัน ขอเนตรายิ้มให้และพูดดี ๆ กับผมหลังได้ลอกการบ้าน เพียงเท่านี้ก็โอเคแล้ว

เราเริ่มสนิทกัน เนตราชอบพูดทำนองหยอกล้อว่าผมตัวหอมเหมือนหมูปิ้ง นับจากวันนั้นผมไม่เดินต้อย ๆ ตามหลังเธออีก แต่เดินเคียงคู่กับเธอตลอดทางกลับบ้าน และทุกวันที่เราอยู่ด้วยกันในห้อง เนตราจะนอนเกลือกกลั้วเอาใบหน้าซบหมอนของผมขณะรอลอกการบ้าน ส่วนผมก็รู้สึกสบาย ๆ เหมือนมีคนสวยตาคมโตนอนข้าง ๆ คอยให้กำลังใจ

ทุกอย่างคงผ่านไปด้วยดี หากเพราะมิใช่สองปีต่อมา...

ฮอร์โมนเด็กชายและเด็กหญิงวัยย่างสิบห้าปีแผ่ฟุ้งซ่าน...ทั่วร่าง!

********************

ติดตามชมต่อ!
เนื้อหากำลังเข้มข้น! สลับไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง เป็นสามีหรือพี่เขย
8.9
จากคนที่เคยก้มหน้ายอมรับชะตากรรมมาตลอด หญิงสาวผู้แสนดีต้องพบกับจุดแตกหักเมื่อความจริงปรากฏ แฟนหนุ่มที่เธอรักและซื่อสัตย์กลับลอบคบชู้กับพี่สาวร่วมสายเลือดของเธอเอง บาดแผลลึกจากการถูกทรยศโดยคนที่ไว้ใจที่สุดได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอไปตลอดกาล เธอปฏิเสธที่จะเป็นเหยื่อผู้โชคร้ายอีกต่อไป เธอลุกขึ้นสลัดคราบความอ่อนแอทิ้งไป พร้อมตั้งตนเป็นศัตรูกับพี่สาวและแม่เลี้ยงอย่างเต็มรูปแบบ การตอบโต้เพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีและความยุติธรรมให้แก่หัวใจที่บอบช้ำจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดและไม่มีคำว่าปรานี
ภาพปกนิยายเรื่อง น้ำตาคนรัก
7.1
งานวิวาห์ตามประเพณีไม่อาจปกป้องศักดิ์ศรีของเธอให้พ้นจากการถูกเหยียบย่ำ สามีผู้เย่อหยิ่งปฏิบัติต่อเธออย่างโหดร้ายด้วยการปาธนบัตรใส่หน้าเป็นค่าตอบแทน ราวกับเธอไม่ใช่ภรรยาแต่เป็นเพียงผู้หญิงที่ซื้อได้ด้วยเงิน ความอดทนของหญิงสาวมาถึงขีดสุดเมื่อถูกลดทอนคุณค่า เธอตัดสินใจแน่วแน่ที่จะยุติบทบาทภรรยาที่ไร้ความหมายและพร้อมเดินจากไปตลอดกาล ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกอย่างร้ายกาจเมื่อพบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ลูกของบุรุษใจร้ายผู้ทำลายเกียรติยศของเธอจนย่อยยับ
ภาพปกนิยายเรื่อง ชายานอกนาม
9.7
เยี่ยหลี คุณหนูสามตระกูลเยี่ยต้องพบจุดเปลี่ยนเมื่อถูกน้องสาวต่างมารดาทรยศจนถูกถอนหมั้นจากอ๋องรูปงาม แม้ปรารถนาเพียงความสงบ แต่กลับมีราชโองการให้เข้าพิธีวิวาห์ในสามวันกับม่อซิวเหยา ท่านอ๋องผู้ถูกร่ำลือว่าพิการ อัปลักษณ์ และมีดวงกินภรรยาจนสตรีสองคนก่อนหน้าจบชีวิตอย่างปริศนา ทว่าเมื่อได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริง เธอกลับพบว่าบุรุษผู้นี้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและสติปัญญาเฉียบแหลม แตกต่างจากคำครหาอย่างสิ้นเชิง เบื้องหลังภาพลักษณ์อันอ่อนแอและไร้ค่าของเขา กลับซุกซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ภาพปกนิยายเรื่อง เจ้าชายของฉัน
7.7
แม้แคว้นใหญ่จะมั่งคั่ง แต่ชาวบ้านในหุบเขาต้าชานกลับต้องเผชิญความหิวโหยและภัยป่า เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ครอบครัวของกู้หรูเฟิงก็ตกอยู่ในจุดวิกฤต ชายหนุ่มผู้สง่างามแต่ร่างกายอ่อนแอและมีแผลเป็น ต้องอาศัยการวาดภาพหาเงินประทังชีพ ทว่าเขากลับถูกภรรยาด่าทออย่างเกรี้ยวกราดเพราะทำไร่ไถนาไม่ได้ เขาจำต้องก้มหน้าทนรับความเจ็บปวดทั้งกายและใจจากการถูกเหยียดหยาม โดยที่ไม่เคยล่วงรู้เลยว่า ความขัดแย้งอันแสนรันทดทั้งหมดนี้ กำลังถูกจับตาดูอย่างเงียบๆ โดยหลิ่วเจิน ดวงวิญญาณสาวที่เร้นกายอยู่ในเงามืด
ภาพปกนิยายเรื่อง ผิดใจรักคุณแฮกเกอร์
8.2
ใต้เปลือกนอกของเด็กหนุ่มมัธยมปลาย ฟู่จิ่วคือแซด ราชินีนักเจาะระบบระดับโลกที่จุติใหม่พร้อมทักษะเกมขั้นอัจฉริยะ เธอเดินหน้าสู่เส้นทางอีสปอร์ตเพื่อกอบกู้ธุรกิจมารดาและกวาดล้างเมียน้อยบิดาให้สิ้นซาก พร้อมกันนั้นเธอยังตามจีบฉินมั่ว มหาเทพแห่งวงการเกมอย่างเปิดเผย ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่าง เขาพลิกเกมรุกต้อนด้วยความเผด็จการจนเธอต้องเสียอาการ นำไปสู่ความสัมพันธ์อันเร่าร้อนที่แฝงด้วยการชิงไหวชิงพริบ และความลับเรื่องเพศสภาพที่รอวันถูกเปิดโปง
ภาพปกนิยายเรื่อง นางรำ
9.2
มหาเศรษฐีหนุ่มผู้หยิ่งผยองมองสตรีเป็นเพียงเครื่องสนองตัณหา ทัศนคตินี้ต้องสั่นคลอนเมื่อเขาพบหญิงสาวผู้อุทิศชีวิตให้นาฏศิลป์ เธอรับจ้างรำอวยพรในงานวันเกิดของเขาเพื่อหาเงินรักษาญาติและคนรักที่บาดเจ็บจากสงคราม เขาพยายามใช้เงินข่มเหงและซื้อศักดิ์ศรีของเธอ แต่เธอกล้าหาญและยืนหยัดมอบให้เพียงความงดงามของศิลปะโดยไม่ตกเป็นของเล่นใคร ความเข้มแข็งนี้เป็นบทเรียนล้ำค่าที่ทำลายความจองหอง ทำให้เขาตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์ผ่านท่วงท่าร่ายรำของสตรีที่เขาเคยดูแคลน