APKDock Logo
ภาพปกนิยายเรื่อง ทาสพิศวาสจวนโหวอำมหิต

ทาสพิศวาสจวนโหวอำมหิต

8.8 / 10.0
เมื่อเงินหลวงห้าหมื่นตำลึงทองอันตรธานไปจากสำนักคุ้มกันหวางซื่ออย่างไร้ร่องรอย ชะตากรรมของตระกูลหวางจึงตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต เพื่อปกป้องทุกคนให้พ้นจากโทษประหาร หวางเย่หลิงจำต้องเสียสละตัวเองก้าวเข้าสู่จวนของอิ๋งชวนโหว ผู้ปกครองแห่งกู้กงผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเย็นชา ในดินแดนที่เต็มไปด้วยการหักหลังและภยันตรายรอบด้าน ท่านโหวผู้ไร้ความปรานีไม่ได้ครอบครองเธอเพียงเพื่อความปรารถนาส่วนตัวเท่านั้น แต่เขายังมีแผนการลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่ โดยหวังจะใช้หญิงสาวเป็นเบาะแสสำคัญในการแกะรอยตามหาตัวมารดาที่หายสาบสูญไปในอดีต

ทาสพิศวาสจวนโหวอำมหิต ตอนที่ 1

รัชสมัยจักรพรรดิหยงเล่อ

จวนอิ๋งชวนโหว

จวนขนาดพื้นที่มหึมามีเนื้อที่นับร้อยหมู่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงเป่าจิงในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ตัวจวนสร้างหันหน้ามองเห็นพระราชวังกู้กงที่เพิ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ได้ไม่นานและมีการเฉลิมฉลองพระราชวังหลวงแห่งใหม่อย่างยิ่งใหญ่ไปทั่วทั้งแผ่นดินเมื่อสามเดือนก่อน จากที่ตั้งของจวนสามารถเห็นพระราชวังอันยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างชัดเจน

ในยามนี้ลมกรรโชกแรงกำลังพาดผ่านและพัดพาความหนาวเย็นยะเยือกเข้าหาตัวจวนอยู่เป็นระยะๆ กระแสลมหนาวที่พาดผ่านเข้าสู่เมืองหลวงในยามนี้ บ่งบอกให้ล่วงรู้ว่าอีกไม่นานหิมะแรกของฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามาเยือนทุกขณะ

หากแต่กระแสลมหนาวที่เย็นยะเยือกซึ่งกำลังพาดผ่านไปทั่วเมืองหลวงนั้นกลับไม่ได้ช่วยทำให้ใครบางคนในขณะนี้ผ่อนคลายไปได้เลย ตรงกันข้ามกลับทุรนทุรายจนเหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดและไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงแม้แต่น้อย

“ว่าอย่างไงนะ! เจ้าต้องการกู้เงินห้าหมื่นตำลึงทองจากข้าอย่างงั้นเหรอ!!!!”เสียงทุ้มห้าวเอ่ยถามน้ำเสียงเย็นยะเยียบกับชายชราตรงหน้า

บุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีบรรดาศักดิ์อยู่ในราชสำนักต้าหมิง ซึ่งได้รับพระราชทานปูนบำเหน็จรางวัลจากจักรพรรดิหยงเล่อ ในฐานะที่สามารถนำกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรล้างบางกลุ่มกบฏที่ต้องการล้มล้างราชบัลลังก์ขององค์พระจักรพรรดิได้เป็นผลสำเร็จ อิ๋งชวนโหวบรรดาศักดิ์ของรองผู้บัญชาการหน่วยองค์รักษ์เสื้อแพรผู้มีนามว่าจางหยุนฟ่าน ท่านโหววัยหนุ่มแน่น อายุ 25 ปี ซึ่งมีมารดาที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นหญิงงามที่สุดของเมืองลั่วหยาง

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านโหวหนุ่มเป็นบุรุษรูปงามยิ่งนัก เป็นชายในฝันที่บรรดาสตรีเพศทั้งหลาย ที่อยู่ในแวดวงสังคมชนชั้นสูงตั้งแต่ระดับเชื้อพระวงศ์จนไปถึงชนชั้นขุนนางและคหบดีผู้มั่งคั่งต่างหมายปองอิ๋งชวนโหวกันทั้งสิ้น แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าภายใต้ใบหน้าอันหล่อเหลานี้กลับเย็นชาและเลือดเย็นเต็มไปด้วยความอำมหิตอย่างยิ่งยวด นอกจากจะเป็นขุนนางระดับสูงและมีบรรดาศักดิ์ขั้นโหวแล้ว

จางหยุนฟ่านยังมีฐานะมั่งคั่งเต็มไปด้วยทรัพย์สินมากมายที่ตกทอดมาจากตระกูลสวี่ของจางเล่าฮูหยินซึ่งเป็นท่านย่าแท้ๆ ของอิ๋งชวนโหว มีหอฟางหรงจำหน่ายเครื่องหอมของสตรีและบุรุษซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดในแผ่นดินต้าหมิง

นอกจากนี้ยังมีหอลู่เสียนสถานที่จำหน่ายเครื่องประดับหยกสูงค่าและอัญมณีมากมายที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากเหนือกว่าหออื่นใดในแผ่นดินต้าหมิงเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นท่านโหวที่นอกจากจะสูงศักดิ์แล้วยังมีฐานะมั่งคั่งเป็นยิ่งนัก และเพราะความมั่งคั่งของอิ๋งชวนโหวจึงทำให้ตระกูลชั้นสูงต่างหมายปองหวังจะได้ร่วมเป็นทองแผ่นเดียวกัน หากแต่สมญานามอันเลื่องลือของโหวหนุ่ม กลับทำให้น่าประหวั่นพรั่นพรึงเป็นยิ่งนัก จอมอำมหิตแห่งกู้กง สมญานามที่บ่งบอกตัวตนโหวหนุ่มรูปงามผู้นี้เป็นอย่างดี เลื่องลือไปทั่วหล้า

นอกจากสมญานามที่ได้รับแล้ว อิ๋งชวนโหวยังเจนจัดในการทำการค้าควบคู่ไปด้วยกันอีกด้วย เป็นการยากยิ่งนักที่จะมีพ่อค้าวาณิชผู้ใดย้อมแมวหรือแต่งเรื่องเพื่อหาประโยชน์ ด้วยความมั่งคั่งของอิ๋งชวนโหวที่ขึ้นชื่อดังกล่าว

จึงมักให้ความช่วยเหลือกลุ่มพ่อค้าวาณิชที่ต้องการเงินทุนทำการค้าเพื่อขยับขยายกิจการ หากแต่ไม่ใช่เสียทุกคนไปที่จะได้รับโอกาส เพราะอิ๋งชวนโหวไม่ได้ทำการค้าปล่อยเงินกู้ หากแต่ช่วยเหลือเท่าที่จำเป็นจริงๆ และต้องก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน แม้นไม่มีผลประโยชน์ร่วมแล้วไซร้มีหรือที่คนอย่างเช่นอิ๋งชวนโหวจะยอมเสียเวลาแลกเปลี่ยนหรือแม้กระทั่งเสียเวลาเพื่อสนทนากับอีกฝ่าย

ดวงตาสีสนิมเหล็กยาวรี หรี่ตามองชายสูงวัยที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าในเวลานี้ บุรุษผู้อ่อนวัยกว่านั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ถูกแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรงดงาม มือที่กำลังใช้ผ้าเช็ดดาบซิ่วชุนคู่กายอยู่ในเวลานั้น ยังคงทำหน้าที่ต่อไปอย่างเชื่องช้าราวกับว่าหากอีกฝ่ายพูดไม่ถูกหู ดูท่าคงต้องได้ถูกเชือดคอตายหรือต้องถูกสังหารภายใต้คมดาบดังกล่าวเป็นแม่นมั่น

ดวงตาคมกล้าจับจ้องแขกผู้มาเยือนที่พอจะได้เห็นหน้าค่าตาในแวดวงสังคมในฐานะเจ้าของสำนักคุ้มกันที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และยังเป็นเจ้าของสำนักการสังคีตที่ขึ้นชื่อลือชาของเมืองหลวงอยู่ในเวลานี้ ซึ่งล้วนเป็นกิจการของตระกูลหวางทั้งหมด

หากแต่วันนี้ไม่เหมือนเช่นดั่งทุกครั้งที่เขาพบเจอ เพราะทั้งแววตาและสีหน้าไร้ทางออกของชายแก่ตรงหน้าที่มาพูดขอความช่วยเหลือเรื่องเงินกู้หวังจะนำเอาไปช่วยกิจการของตนซึ่งกำลังจะล้มอย่างไม่เป็นท่า ใครเล่าจะหน้าโง่ให้เงินก้อนโต เพราะถึงให้ไปก็คงจะเปล่าประโยชน์เกินเยียวยามิหนำซ้ำเงินของท่านโหวหนุ่มอาจจะกลายเป็นหนี้สูญก็ได้

“ใต้เท้าช่วยพิจารณาเรื่องเงินกู้ของข้าน้อยด้วยเถอะขอรับ อันตัวข้าแบกหนักหน้าไปขอกู้เงินกับมิตรสหายและญาติมิตรวงศ์วาน รวมไปถึงสำนักแลกเปลี่ยนเงินตรามาแทบจะทุกที่ แต่ไม่มีที่ไหนสามารถให้ข้าน้อยกู้เงินจำนวนนี้ได้ และใต้เท้าคือความหวังสุดท้ายของข้าน้อยแล้วขอรับ แม้จะรู้ว่าโอกาสที่จะเป็นไปได้น้อยมากแต่ก็จะอยากขอโอกาสจากท่านได้โปรดเมตตาตระกูลหวางของข้าด้วยเถิด เพื่อรักษาทุกชีวิตของตระกูลหวางให้อยู่รอดต่อไป ”

“จวนของข้าไม่ได้เปิดเป็นโรงทานให้กับผู้ใด จู่ๆ จะมาขอกู้เงินห้าหมื่นตำลึงทอง เงินมากมายเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แม้แต่น้อย”โหวหนุ่มพูดพลางเหลือบสายตามองสิ่งที่นำมาเป็นหลักประกันในการขอกู้เงินครั้งนี้ ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า

“หลักประกันมีเพียงแค่สำนักคุ้มกันและจวนตระกูลหวาง กับตั๋วเงินของราชสำนักที่ยังไม่ถึงกำหนดการขึ้นเงินอีกสามหมื่นตำลึงทอง เพียงเท่านี้ยังไม่พอหรอกนะที่จะนำมาเป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากข้า มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิดเอาไว้หรอกนะหวางเจี้ยนเฉิง ดูท่าเจ้าและทุกชีวิตของผู้คนภายในตระกูลหวางยากยิ่งนักที่จะหลีกเลี่ยงหายนะในครั้งนี้ได้ กลับไปเสียเถอะ!!!...ข้าช่วยเจ้าไม่ได้!!!” น้ำเสียงดุดันกล่าวตัดปัญหา

“ได้โปรดให้โอกาสข้าน้อยสักครั้งด้วยเถิดขอรับใต้เท้า” ชายชราพยายามอ้อนวอนเพราะนี่เป็นความหวังเดียวสุดท้ายของเขาแล้ว พลางคิดถึงใบหน้าของบุตรีเพียงคนเดียวขึ้นมา ด้วยเป็นห่วงในชีวิตของนางเป็นยิ่งนัก

บุตรีเพียงคนเดียวที่กำลังอยู่ในวัยออกเรือน แทนที่จะได้เตรียมตัวแต่งงานออกเรือนไปกับบุรุษชั้นสูงที่มีฐานะทางสังคมเสมอกัน นางกลับต้องมาตรากตรำออกไปทำงานแทนบิดาอยู่ภายในสำนักการสังคีต ซึ่งเป็นกิจการของตระกูลหวาง

นางทำหน้าที่เป็นเจ้าหอคอยดูแลความเรียบร้อย รวมไปถึงยังต้องทำหน้าที่บรรเลงเพลงพิณและใช้เสียงร้องของนางขับกล่อมแขกที่มาเยือนสถานที่ดังกล่าว เพื่อลดค่าใช้จ่ายของนางรำและนักดนตรีที่จะได้รับจากสำนักการสังคีตของตระกูลหวาง ทั้งนี้เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่ตระกูลหวางจะต้องแบกรับอย่างหนักอึ้ง

ด้วยเพราะในเวลานี้หวางเจี้ยนเฉิงระดมหากู้เงินและขายของมีค่าทุกอย่างภายในจวนออกไปจนหมดสิ้นเพื่อรวบรวมนำเงินมาสมทบส่งคืนให้กับทางราชสำนักที่สูญหายไปจากสำนักคุ้มกันของตระกูลหวาง หัวใจของคนเป็นพ่อมิอาจทำใจเห็นบุตรีของตัวเองต้องลำบากออกไปทำงานเช่นนั้นได้

นางควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้และจะต้องไม่จบชีวิตลงด้วยโทษประหารทั้งตระกูลที่กำลังเผชิญ หากยังไม่สามารถนำเงินห้าหมื่นตำลึงทองที่ได้รับมาจากโรงหล่อผลิตเงินตราส่งมอบให้กับท้องพระคลังหลวง ซึ่งสำนักคุ้มกันของตระกูลหวางมีหน้าที่คุ้มกันเงินห้าหมื่นตำลึงทองนี้ส่งมอบให้กับท้องพระคลัง

“เจ้าจงกลับไปเสียเถอะ อย่าให้ข้าต้องพูดอะไรซ้ำซากอยู่ร่ำไป เสียเวลาเปล่าอย่าให้ข้าต้องให้เหล่าองครักษ์เสื้อแพรลากเจ้าออกไปจากจวน” โหวหนุ่มพูดพลางแสยะยิ้มยะเยือกจนอีกฝ่ายถึงกับต้องหลบสายตา

“หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ทำไมตระกูลหวางต้องมาจบสิ้นที่รุ่นของข้าด้วยเล่า” หวางเจี้ยนเฉิงคิดในใจพลางถอนหายใจออกมาอย่างหมดอาลัยตายยาก

ในที่สุดนอกจากสำนักคุ้มกันของตระกูลหวางจะต้องปิดตัวลงเพราะทำเงินของราชสำนักสูญหายไปทั้งที่อยู่ภายในสำนักคุ้มกันของตัวเอง มิหนำซ้ำยังต้องมีโทษตายล้างตระกูลตามติดมาด้วย สวรรค์เบื้องบนเหตุใดจึงลิขิตโชคชะตาให้เป็นเช่นนี้ หัวขโมยตัวจริงยังคงลอยนวล ในขณะผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบกลับต้องมาเผชิญกับหายนะอันน่ากลัวที่กำลังเกิดขึ้นในครั้งนี้แทน

หวางเจี้ยนเฉิงลุกขึ้นยืนด้วยความท้อแท้อย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิตเป็นที่สุด พลางหันหลังก้าวเดินออกไปจากห้องหนังสือของอิ๋งชวนโหว ก่อนจะมีร่างสูงโปร่งขององครักษ์เสื้อแพรสวมอาภรณ์สีน้ำเงินบ่งบอกลำดับขั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเดินสวนเข้าไปภายในห้องหนังสือดังกล่าว

และทันทีที่องครักษ์ผู้นั้นก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ ร่างสูงดังกล่าวเดินตรงดิ่งเข้าไปหาท่านโหวหนุ่ม ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร และเป็นผู้บังคับบัญชาของตนด้วยเช่นกัน

“ใต้เท้า...สายข่าวที่ส่งให้ไปสืบรายงานกลับมาแล้วขอรับ”เสียงดังกล่าวเอ่ยรายงานขึ้นทันใดครั้นมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอิ๋งชวนโหว ที่กำลังจับจ้องร่างตรงหน้าอยู่ในเวลานี้

“มีอะไรก็รีบว่ามา”เสียงตอบรับห้วนสั้นบ่งบอกอารมณ์ท่านโหวได้เป็นอย่างดี

“สายข่าวสืบค้นหาได้ทุกอย่างที่ต้องการล่วงรู้จนหมดสิ้นแล้วพร้อมส่งรายงานมาให้ใต้เท้า ทุกอย่างล้วนปรากฏอยู่ในสาสน์นี้เรียบร้อยแล้วขอรับ”องครักษ์เสื้อแพรคนดังกล่าวพูดพลางล้วงเข้าไปภายในอกเสื้อเครื่องแบบก่อนจะดึงสาสน์ลับดังกล่าวออกมายื่นส่งให้

“ดีมาก! ได้ข่าวรวดเร็วทันใจดี”ท่านโหวหนุ่มกล่าวอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอื้อมมือรับสาสน์ลับดังกล่าวมาจากมือขององครักษ์เสื้อแพรซึ่งเป็นคนสนิท พลางดึงกระดาษที่อยู่ในซองจดหมายคลี่สาสน์ลับที่สายข่าวรายงานกลับมานำออกมาอ่านอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่ได้อ่านสาสน์ลับดังกล่าว ดวงตาสีนิลคมกล้าคู่สวยแปรเปลี่ยนไปโดยพลันพร้อมเหลือบสายตามองตามหลังร่างของหวางเจี้ยนเฉิงที่เดินออกจากประตูห้องหนังสือไปแล้ว หากแต่ความคิดบางอย่างพลันผุดพรายขึ้นมาทันที

“เดี๋ยว!”

อ่านต่อ

สารบัญ ทาสพิศวาสจวนโหวอำมหิต

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบ

นิยายมาใหม่

ภาพปกนิยายเรื่อง หลังเธอทำลายคำโกหก ทุกคนก็คุกเข่าขออภัย
9.8
ในคืนที่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ ลิซ่าถูกพี่ชายและสามีทอดทิ้งอย่างไม่ไยดีเพื่อไปช่วยอลิซ จนทำให้เธอต้องประสบอุบัติเหตุขาหัก ซ้ำร้ายอลิซยังกุเรื่องใส่ร้ายว่าลิซ่าพยายามฆ่าเธอท่ามกลางกระแสน้ำ ส่งผลให้ชายทั้งสองโกรธแค้นจนขาดสติ พวกเขาลงทัณฑ์ลิซ่าอย่างทารุณด้วยการใช้ก้อนหินทุบซ้ำลงบนบาดแผลที่ขาเพื่อสั่งสอนให้เข็ดจำ เหตุการณ์นี้ทำให้ลิซ่าได้ตระหนักถึงโฉมหน้าอันโหดเหี้ยมและเย็นชาของคนที่เธอเคยรักอย่างหมดใจ ท่ามกลางความเจ็บปวดเจียนตาย เธอจึงตั้งมั่นว่าจะต้องหลบหนีไปจากขุมนรกแห่งนี้ให้ได้สำเร็จ
ภาพปกนิยายเรื่อง ขอโทษ และขอบคุณนะ
9.3
อดีตหญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่ใครต่างริษยา บัดนี้กลายเป็นเพียงภรรยาที่สามีไม่เคยเห็นค่า ในสายตาเขา เธอคือจอมลวงโลกที่ตีสองหน้าได้อย่างแนบเนียน เขาจึงจงใจสาดถ้อยคำถากถางรุนแรงและเหยียดหยามศักดิ์ศรีสารพัดเพื่อหวังให้เธอเจ็บปวด ทว่าความพยายามนั้นกลับสูญเปล่า เมื่อสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความสงบนิ่งและท่าทีเมินเฉย เธอซ่อนความรู้สึกไว้มิดชิด ราวกับว่าอาวุธวาจาอันโหดร้ายเหล่านั้นไม่อาจทะลวงผ่านกำแพงเข้ามาสร้างรอยร้าวในจิตใจของเธอได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ภาพปกนิยายเรื่อง เจ้าหัวใจนายปิศาจ
8.0
ตลอดสิบสี่วันบนเรือสำราญกลางมหาสมุทร ปวีนุชต้องใช้ชีวิตร่วมกับลายไม้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรยากาศสุดโรแมนติกนำพาให้ทั้งสองได้ชิดใกล้และเปิดใจเรียนรู้กัน แต่ตัวตนของชายหนุ่มกลับเต็มไปด้วยเล่ห์กลและเสน่ห์อันเย้ายวนใจ จนเธอเปรียบเขาเป็นดั่งปิศาจร้ายที่พรากหัวใจเธอไป แม้ความรักจะก่อตัวขึ้นอย่างลึกซึ้ง ทว่าความหวาดกลัวในความแตกต่างและบาดแผลจากอดีตทำให้หญิงสาวตัดสินใจหอบความทรงจำหนีไปจากเขา โดยในใจลึกๆ ของเธอยังคงปรารถนาและเฝ้ารอให้เขาออกเดินทางตามหาเธอ เพื่อพิสูจน์ว่ารักแท้ครั้งนี้แข็งแกร่งพอที่จะทลายทุกอุปสรรคลงได้
ภาพปกนิยายเรื่อง พลาดรักพ่อหนุ่มไอที
8.8
เมื่อชีวิตอันแสนจืดชืดทำให้หญิงสาวคนหนึ่งเริ่มมองหาความตื่นเต้นใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารการกินทั่วไป ความปรารถนาลึกๆ ในใจจึงนำพาเธอให้มาพบกับหนุ่มไอทีสุดเนิร์ดคนหนึ่ง จนเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์สุดเร่าร้อนที่ยากจะต้านทานไหว เธอไม่ได้เป็นคนมักมากในกามารมณ์ แต่เพียงแค่อยากลิ้มลองรสชาติชีวิตและสัมผัสแปลกใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เตรียมพบกับเรื่องราวความรักยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกปนความแสบสัน เมื่อหัวใจของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่ความอิ่มท้อง แต่กลับเรียกร้องอยากลองลิ้มชิมรสชาติอื่นที่น่าเย้ายวนใจยิ่งกว่า
ภาพปกนิยายเรื่อง ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
ภาพปกนิยายเรื่อง น้องเมีย
9.3
หลังค่ำคืนอันเร่าร้อนสิ้นสุดลง ชติรสพยายามปกปิดร่างกายจากสายตาคมกริบของชายหนุ่มผู้จำใจต้องลาจากเพื่อรักษาคำมั่นสัญญา แม้ในใจจะเปี่ยมด้วยความเสน่หา ข้อตกลงลับระหว่างสองคนระบุว่าเธอต้องยอมเป็นตัวแทนของลิก้าผู้เป็นพี่สาว แลกกับการที่เขาต้องตัดขาดและเลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่สาวของเธออย่างเด็ดขาด ชติรสยอมใช้ตัวเองเข้าแลกเพื่อปกป้องคนที่รัก พร้อมเอ่ยปากข่มขู่ว่าหากเขาตระบัดสัตย์เธอจะไม่ละเว้นแน่ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยแรงดึงดูดทางกายและความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ใน
รายชื่อตอน
อ่านเลย
แชร์