APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง หมาป่าในกำมือนายแสนดี ภาค 2

หมาป่าในกำมือนายแสนดี ภาค 2

เมื่อขีดจำกัดความอดทนของชายหนุ่มแสนดีหมดลง เขาจึงเลือกที่จะประจันหน้ากับเรย์ หญิงสาวที่คอยปั่นหัวและเล่นกับความรู้สึกของเขามาโดยตลอด ในภาคต่อนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและอารมณ์อันคุกรุ่น เขาได้เอ่ยปากเตือนเธออย่างจริงจังว่า หากเธอยังไม่ยอมหยุดพฤติกรรมดื้อรั้นและเลิกเล่นสนุกกับหัวใจของเขาเช่นนี้ เธออาจต้องพบกับบทลงโทษอันแสนเร่าร้อนที่เขาเตรียมไว้จัดการ จนกว่าเธอจะไร้เรี่ยวแรงและไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อต้านเขาได้อีกต่อไป ท่ามกลางโลกของเหล่าหมาป่าที่ซ่อนเร้นจากสายตาผู้
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 3

ปราสาทโบราณแห่งหนึ่ง

“กูถามว่า ไอ้ลูคัสมันไปไหน!?” ประโยคที่ไม่ใช่เพียงการพูดคุย ถูกตะเบ็งถามเสียงดังลั่นปราสาท ตามมาด้วยเสียงตุบตับที่ดังระงมและมีคนร้องโอดครวญเป็นระยะ

วิลเลียมโดนหมัดกระทุ้งเข้าที่ท้องไปหลายครั้ง ไลแคนร่างใหญ่อีกสองตัวจับล็อกแขนทั้งสองข้างของเขาให้อยู่ในท่าคล้ายกับการถูกแขวนอยู่บนไม้กางเขน เลือดสีแดงสดไหลล้นออกมาจากปากของชายผมสีทอง

“กูบอกแล้วไง...ไม่รู้เว้ย” เพราะลูคัสเป็นเพื่อนสนิทของเขา เมื่อแผนการก่อนหน้าไม่สำเร็จเขาเลยโดนบทลงโทษไปด้วย คนเจ็บเงยหน้าขึ้นตอบเขายังคงยืนยันคำเดิม ทั้งสีหน้าและแววตาที่ไม่ยอมอ่อนข้อของวิลเลียมทำให้ไลแคนตัวนั้นโมโหกว่าเดิม

“ไม่รู้งั้นเหรอ” มันยังคงปล่อยหมัดใส่หน้าและท้องของวิลเลียมไม่ยั้งมือ

พลั่ก

ก่อนที่หมัดจะถูกปล่อยใส่หน้าของวิลเลียมอีกครั้ง คนที่ทุกคนถามหาก็ปรากฏตัวออกมา มือหนากำหมัดแน่นซัดเข้าไปยังใบหน้าของคนที่กำลังทำร้ายเพื่อนของเขาจนมันกระเด็นไถลออกไปไกล แล้วรีบเข้าพยุงเพื่อนของตน

“ทรยศแล้วยังมีหน้ากลับมาอีกงั้นเหรอ” แวมไพร์ตัวอื่นพูดขึ้น ทุกสายตาจับจ้องมาที่ลูคัส

“พูดให้มันดี ๆ” ลูคัสปล่อยมือจากวิลเลียม หันไปตอบแวมไพร์ด้วยกันเองที่ชอบจับผิดเขา

“ลูคัสนายไปโดนอะไรมา” วิลเลียมไม่ได้สนใจเสียงรอบข้างแต่กลับจ้องมองบาดแผลบนแขนขวาของลูคัส มันเป็นรูเหวอะและรอบ ๆ บาดแผลนั้นยังถูกเผาไหม้ เขาถามลูคัสด้วยความห่วงใยทั้งที่ตัวเองก็เจ็บหนักเช่นเดียวกัน

“ไอ้นี่น่ะเหรอที่ต้องการ” ลูคัสเองก็ไม่ได้สนใจสิ่งที่วิลเลียมถาม เขาหันไปมองคนด้านบนบัลลังก์ เธอคือสตรีวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สีทองอร่าม สวมใส่ชุดคลุมสีดำยาว ใบหน้าของเธอมีรอยเส้นสีทมิฬยาวดูน่ากลัว ลูคัสหยิบผ้าสีดำที่คลุมทาบสิ่งของบางอย่างก่อนจะสะบัดโยนของในมือให้ลอยตัวบนอากาศ ทุกสายตาในห้องโถงมืดต่างตื่นเต้นกับสิ่งของหน้าตาแปลกประหลาดสีเทา มันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเหลือล้น

ญาณิณดึงเครื่องรางลอยเข้าหาตัวเองด้วยเพียงยกปลายนิ้วมือขึ้น มันเคลื่อนเข้าหาเธออย่างเชื่อฟัง เธอพิจารณามองดูก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพอใจ

“ฮ่า ๆ ๆ พอใจยิ่งนัก บุรุษรูปงามของข้า เจ้าไม่เคยทำให้ข้าผิดหวังแม้แต่น้อย” เพียงเสี้ยววินาทีในการเคลื่อนที่อันรวดเร็วของเธอ ทำเอาลูคัสหลบไม่พ้น หญิงบนบัลลังก์โฉบตัวลอยลงมาอยู่ตรงหน้าของลูคัส มือของเธอลูบจับปลายคางของลูคัสอย่างเบามือ

“ดูท่าเจ้าจะเจ็บตัวไม่น้อย โดนสิ่งใดมาเล่า” เธอกล่าวต่อ พลางหางตาก็เลื่อนมองบาดแผลที่แขนของชายร่างสูง

“ไม่มีอะไร” ลูคัสตอบกลับเสียงเรียบ ยกมือซ้ายขึ้นปิดบาดแผลไว้

“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร” เพราะความเอ็นดูในตัวของลูคัสเธอจึงไม่อยากทำให้เขารู้สึกอึดอัด

“ฉันว่าแกตั้งใจพาไอ้เด็กนั่นหนีมากกว่าสิท่า ตอนนี้มันตายหรือยังล่ะ” โจนาธาน หนึ่งในคนที่ร่วมทำภารกิจกล่าวถามพร้อมมองหน้าลูคัสอย่างเอาเรื่อง วิลเลียมเห็นลูคัสเงียบไป ในตอนแรกเขาเองก็คิดว่ามีเพียงตนเองเห็นเหตุการณ์ที่ลูคัสตัดสินใจพาเด็กผู้ชายคนนั้นหนีไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากให้ลูคัสเดือดร้อน

“ยังไงก็ได้ของมาแล้ว ฉันว่าควรไปตามของชิ้นอื่นเถอะ อย่ามาแขวะกันเลยจะดีกว่า”

“มึงก็เข้าข้างมันตลอดไงวิลเลียม สักวันมันก็จะหักหลังมึง กูจะรอหัวเราะสมน้ำหน้า ดูก็รู้แล้วว่ามันเห็นไอ้เด็กมนุษย์นั่นสำคัญ” เมื่อฟังคำของโจนาธาน วิลเลียมหันไปสบตากับเพื่อนสนิทของตนเองทั้งที่เขาก็รู้ว่ามันคือความจริง และเป็นความจริงที่เขาไม่อยากยอมรับมากที่สุด ลูคัสนิ่งเงียบ เขากำหมัดแน่นไม่ตอบอะไรแต่มันกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนจนทำให้วิลเลียมรู้สึกไม่พอใจ

“ช่างเถิด ไม่ว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีใดเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ข้าต้องการมา ข้าล้วนพอใจ แต่ว่าครานี้กลับเป็นหนุ่มรูปงามของข้าที่ทำภารกิจสำเร็จ เห็นทีข้าคงจะต้องลงโทษพวกเจ้าที่เหลือสักหน่อยแล้ว” เธอเบนสายตาจากลูคัสแล้วหันไปพูดข่มลูกน้องตรงหน้า

“ไว้ชีวิตพวกมันเถิด คราหน้าข้าจะลงสนามเอง” ธีโอดอร์กล่าวขึ้นเมื่อเห็นทุกคนก้มหน้าตัวสั่นเครือด้วยความกลัวตาย

“ทำให้ได้...ดังที่เจ้าพูดเล่า ข้าจะรอเครื่องรางอีกสองชิ้นจากพวกเจ้า อย่าทำให้ข้าหมดความอดทน” ญาณิณหันไปตอบรับธีโอดอร์ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวัง และความบ้าอำนาจซึ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจน เธอพูดออกคำสั่งกับทุกคนก่อนที่จะลอยตัวกลับไปนั่งบนแท่นบัลลังก์สูงสุด

ลูคัสมองตามคนตรงหน้า ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเธอมีพลังเหนือกว่าแวมไพร์ เขาเองก็ไม่มีทางทำมัน ไม่มีทางทำผิดต่อเรย์ ไม่มีวันทอดทิ้งเรย์ให้อยู่เพียงลำพังในสภาวะที่เขาอ่อนแอ บาดแผลเป็นรูทะลวงบนแขนจากกระสุนปืนของเรย์ ทำให้เลือดไหลออกมาท่วมแขน มันเผาไหม้จนแขนของผมแทบสลายไป

‘ความทรมานนี้มันเทียบไม่ได้กับความรู้สึกผิดของผมที่มีต่อเรย์เลยด้วยซ้ำ’

21.00น.

“ไม่ได้สิ” เรย์ลืมตาตื่นขึ้นมองดูนาฬิกาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้ว เขาจึงรีบตัดสินใจทำบางอย่าง

ครืด

เรย์ดีดตัวคว้าจับโทรศัพท์กดโทรออก

“ว่าไง” เสียงรอสายดังเพียงหนึ่งครั้ง คนปลายสายก็ตอบรับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเหมือนทุกครั้ง

“นายช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม”

“อืม ว่ามา” ในตอนนี้เรย์ไม่รู้จะพึ่งพาใครแล้ว เห็นจะมีเพียงเพื่อนของเขา

บ้านของเรย์

รถสปอร์ตคันสีแดงหรูจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ผมปิดบ้านเสร็จพอดี เลยรีบเดินไปที่รถคันนั้น

“รีบขึ้นมา” แปลกที่วันนี้เป็นเขาที่ขับรถมาด้วยตัวเอง ผู้ชายในชุดสีดำทั้งตัวเปิดกระจกรถเลื่อนลง ผมจึงรีบขึ้นไปบนรถคันสวยของเขาอย่างระมัดระวัง

“เกร็งทำไม” เมื่อผมขึ้นมาบนรถ คนข้าง ๆ ก็เอ่ยถาม

“ก็รถนายมันแพง” ผมตอบกลับในขณะที่เวเฟียสขับรถออกไป

“เวเฟียส...ฉันอยากถามอะไรหน่อย ครั้งนั้นที่ฉันโดนลักพาตัว นอกจากนายกับพี่เจคแล้วยังมีใคร...”

“ลูคัส” ผมยังถามไม่จบประโยคเวเฟียสก็ตอบกลับมา ทำเอาผมคิ้วย่นเข้าหากัน ผมไม่อยากเชื่อและกำลังสับสน แต่เพราะเวเฟียสไม่เคยโกหกผม

‘น้ำเสียงที่คุ้นเคย และมือใหญ่สัมผัสวางบนไหล่ของผมในตอนนั้นอาจจะเป็นลูคัสจริง ๆ’

แวมไพร์กับนักล่าแวมไพร์เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว แต่ทำไมลูคัสต้องมาช่วยผมทั้งที่เขามีโอกาสฆ่าพ่อกับผม ทำไมเขาไม่ทำมันซะ มันช่างต่างกับตอนนี้ ความคิดของผมกำลังตีกัน แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมแน่ใจคือทุกอย่างเป็นแผนการ พวกมันพยายามล่อพ่อของผมมาฆ่าตั้งแต่แรกโดยใช้ผมเป็นเหยื่อล่อ

จุดเกิดเหตุ

สถานที่แห่งความเลวร้าย ร้านอาหารสภาพพังเละเทะ พื้นที่ตรงนี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมไว้แน่น ผมรีบวิ่งลงจากรถเข้าไปดู

มันมีกลิ่นเลือด...กลิ่นน้ำขังเหม็นโชยไปทั่วบริเวณ ผมวิ่งเข้าไปใกล้รถพยาบาลที่เจ้าหน้าที่กำลังเข็นร่างผู้เสียชีวิตขึ้นบนรถ

“พ่อ!”

“คุณพยาบาลครับ ผมขอดูศพได้ไหมครับ” ผมจับข้างรถเข็นหันไปถามเจ้าหน้าที่

“ตอนนี้ยังแตะต้องศพไม่ได้นะครับ” เสียงของนายตำรวจท่านหนึ่งดังมาจากข้างหลังของผม เขากำลังห้ามผม

“แต่ว่าพ่อของผม...” นายตำรวจมองมาด้วยสีหน้าแปลกใจ และคล้ายจะสงสัยในตัวผม

“เธออีกแล้วงั้นเหรอ ผู้ตายอายุไล่เลี่ยกับเธอ เพราะฉะนั้นไม่มีทางเป็นพ่อของเธอหรอก” คุณตำรวจท่านนี้ ผมคุ้นหน้าและนึกขึ้นได้ว่าเคยเจอเขาครั้งหนึ่ง เมื่อตอนคดีป้าเจ้าของร้านขายของเก่าเสียชีวิต

“พ่อของผมเขาถูกทำร้ายตรงนี้จริง ๆ นะครับ ไม่เห็นเขาเลยงั้นเหรอ” ผมยังคงพูดถึงพ่อเสียงสั่นเครือ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดโทรออก

ครืด ครืด ครืด~ เสียงโทรศัพท์พ่อนี่

ต้นตอของเสียงดังมาจากกองไม้ด้านในพื้นที่กั้นเขต ทุกคนมองตามเสียงสั่นและแสงวูบวาบบริเวณนั้น

ตำรวจสวมถุงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ตรงจุดที่มีกองเลือด

Missed a call 365 times

‘สามร้อยกว่าสายที่เขาพยายามโทรหาพ่อ คงไม่ได้โกหกสินะ’ คุณตำรวจมองหน้าจอโทรศัพท์ของพ่อ ก่อนจะหันมาพูดกับผม

“ยังไงฉันจะเก็บมันไว้เป็นหลักฐานก่อน อาจเป็นคดีเดียวกัน” คุณตำรวจเก็บโทรศัพท์พ่อของผมลงในถุงปลอดเชื้อสีขาวขุ่น ความรู้สึกเศร้าใจกว่าเดิมก็พลันเกิดขึ้นในใจ ผมไม่มีวิธีติดต่อพ่ออีกแล้วงั้นเหรอ เขาหายไปได้ยังไง ผมไม่พร้อมยอมรับ

“ถ้าเธอสะดวกพรุ่งนี้ก็มาพบฉันที่สถานีตำรวจ” ผมพยักหน้าตอบรับ

“ฉันยังมีความหวังใช่ไหม พ่อของฉันเขายังไม่ตายใช่ไหม” ผมหันมาพูดกับเพื่อนสนิท

‘แม้จะพูดแบบนั้นแต่แววตาของเขามันดูสิ้นหวังมาก’ เวเฟียสสบตากับเรย์ก็พอมองออกว่าเรย์พยายามแสดงออกตรงข้ามกับความรู้สึก

“อืม” เวเฟียสเองก็ปลอบใจคนไม่เก่ง พูดตอบพร้อมเดินตามหลังเรย์ออกไปจากจุดนี้ หางตาของเวเฟียสยังคงมองจ้องไปทางศพที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวเหล่านั้นด้วยความสงสัย

23.00น.

[Talk Jake]

ผมแอบออกจากบ้านกลางดึกโดยไม่ให้ทั้งสองคนรู้ตัว รีบบิดคันเร่งมุ่งตรงมาหาเรย์ ตอนนี้ผมอยู่ที่หน้าบ้านของเรย์แต่มันถูกปิดไฟมืด และเงียบสงัดคล้ายกับไม่มีคนอยู่ แต่รถของพ่อเรย์ยังจอดสนิท ผมกดโทรหาเรย์...แต่เขาก็ไม่รับสาย เลยคิดว่าอาจจะหลับไปแล้ว แต่เพราะผมทนไม่ไหวถึงได้มาที่นี่เพื่อดูว่าเรย์ปลอดภัยจริง ๆ ก่อนจะตัดสินใจกระโดดข้ามรั้วเข้าไปในบริเวณบ้านของเขา

...รู้ตัวอีกทีผมก็ย่องเข้าบ้านของเรย์แล้ว...

ตั้งแต่ผมก้าวเข้าบ้านมาผมก็รู้สึกถึงกลิ่นที่ผมเกลียดมาก

ไอ้ลูคัส มันมาทำอะไรที่นี่

รอยเลือดหยดเป็นทาง เป็นกลิ่นเลือดของลูคัส ผมมองตามเลือดนั้นจนเห็นว่ามันหยุดลงที่หน้าต่าง ก่อนจะได้ยินเสียงของเรย์จากด้านนอกตัวบ้าน

“ขอบใจนายมากนะ”

เสียงรถสปอร์ตคันหรูสีแดงเคลื่อนมาจอดที่หน้าบ้านของเรย์ ผมส่องมองจากหน้าต่างก็เห็นเรย์เดินลงจากรถคันนั้น เรย์พูดอะไรบางอย่างกับคนขับซึ่งผมเห็นหน้าของมันไม่ชัด ก่อนที่เรย์จะเดินเข้าบ้าน เรย์ไปกับใคร ทำไมถึงกลับบ้านมืดขนาดนี้

คนตัวเล็กหมุนกลอนประตูเปิดเข้ามา กลับเห็นถึงความผิดปกติภายในบ้าน กระจกชั้นลอยถูกเปิดออก แสงไฟจากเสาไฟหน้าบ้านส่องลอดทะลุเข้ามาในตัวบ้านคล้ายมันถูกงัดเข้ามา สัญชาตญาณบางอย่างทำให้เขารู้สึกว่าในบ้านไม่ได้มีแค่ตัวเอง

“พ่อ ทำไมไม่เปิดไฟล่ะครับ” ไม่มีเสียงตอบรับกลับ เรย์เดินย่องเบาก้าวเท้าขึ้นบันไดไปทีละขั้นภายใต้ความมืดมิด

“มาทำอะไรเหรอครับ...พี่เจค” ผมที่ต้องการหลบอยู่ด้านหลังของเรย์แต่กลายเป็นว่า...ผมรู้สึกถึงจิตสังหารบางอย่างมาอยู่ด้านหลังของผมแทน เสียงของชายหนุ่มที่คุ้นเคยทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง เราทั้งสองยืนประจันหน้ากันที่บันไดบ้าน

“ระ...เรย์” เรย์ทำผมตกใจมาก เป็นเขาที่ควักปืนขึ้นจ่อมาทางผม

เรย์เก็บปืนแนบไว้ที่ข้างเอว เขาใช้มันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทั้งที่ผมไม่เคยสอนเขาใช้ปืนเลยสักครั้ง ผมมองสำรวจคนตรงหน้า เรย์มีส่วนสูงที่ดูแปลกตาไป ตาบวมเป่ง บนแขนมีผ้าก๊อซแปะพันไว้ คอและใบหน้าของเขามีรอยช้ำแดง

“ทำไมแอบเข้ามาแบบนี้ล่ะครับ ผมคิดว่าเป็นคนร้ายซะอีก” เรย์เดินกลับลงไปด้านล่าง ไล่เปิดไฟในบ้านให้สว่าง

“พี่เป็นห่วง ทำไมเราถึงอยู่คนเดียว แล้วพ่อล่ะ” สิ่งที่ผมแปลกใจคือมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตั้งแต่ผมเข้ามาในบ้านก็ไม่ได้กลิ่นพ่อของเรย์แต่กลับเป็นกลิ่นของไอ้ลูคัสมาแทนที่ แล้วเรย์ยังออกไปข้างนอกกับคนอื่นอีก

“สนใจเรื่องของผมด้วยเหรอครับ” คนตัวเล็กหันกลับมาตอบนอกจากรูปร่างที่เปลี่ยนไป คำพูดของเขาก็เปลี่ยนไปด้วย สายตาที่มองมามันเศร้าหมองเกินไป

“สนใจดิ ทำไมเรากลับบ้านดึก ไปไหนกับใครมา” สายตาของผมยังคงจดจ้องกับรอยที่คอของคนร่างบาง

“ผมต้องตอบคำถามไหนก่อนครับ ผมไปธุระ” คนตัวเล็กรู้สึกตัวที่ผมจ้องมองที่คอของเขา เรย์ตอบกลับพร้อมดึงคอเสื้อขึ้นปิดรอยจ้ำแดง แล้วยิ่งเขาทำแบบนี้ผมยิ่งสงสัยในการกระทำของเขา

“ธุระอะไร ทำไมไม่บอกพี่” เรย์พยายามเบี่ยงตัวหลบจากผม แต่ผมก็จับข้อมือของคนตัวเล็กไว้

“บอกแล้วพี่จะว่างงั้นเหรอครับ” เรย์ตอบกลับเสียงเรียบ จ้องหน้าผมด้วยสายตาผิดหวัง ปรายตามองมือที่ถูกผมกุมไว้มิด

“ปล่อยผมได้แล้ว” เรย์พยายามดึงแขนกลับ

“พี่ไม่ปล่อยจนกว่าเราจะคุยกันรู้เรื่อง ใครทำร้ายเรา แล้วรอยที่คอฝีมือใคร” มืออีกข้างของเจคจับดูที่บาดแผลบนต้นแขนของเรย์ และรอยช้ำที่คอ

‘เรย์เอาแต่เก็บเงียบไม่พูดออกมา เขาปิดบังอะไรผมอยู่ ผมไม่มีสิทธิ์เป็นห่วงเขางั้นเหรอ’

รอยบนคอ! กลิ่นไอ้ลูคัสบนตัวของเรย์! ผมเกลียด!

“ตอบ!”

[Talk Ray]

“ทำไมต้องตะคอกใส่ผมด้วย!” ผมตวาดถามกลับด้วยความไม่พอใจ ผมไม่ชอบท่าทีแบบนี้ของพี่เจคเลย ขึ้นเสียงใส่ผมทำไมกัน

“ไอ้ลูคัสใช่ไหม!” เขารู้ได้ยังไง ผมไม่คิดว่าพี่เจคจะรู้เรื่องที่ผมยังไม่ได้บอก ผมทำได้เพียงมองสบตาคนร่างสูงด้วยความสับสน

“หึ ตั้งใจปิดบังพี่สินะ เรย์รู้ไหมว่ากำลังทำให้พี่หงุดหงิด” พี่เจคพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นกว่าเดิม นี่เขาเป็นอะไรไปอีกคน บุกเข้าบ้านคนอื่นแล้วยังมาอารมณ์เสียใส่ผมอีก

“อะไรของพี่ ปล่อยสิผมเจ็บ” เขากำลังทำให้ผมเจ็บ มือหนาบีบแขนของผมแน่น ผมทำได้เพียงพยายามสะบัดออกเท่านั้น

“พะ...พี่เจค พี่จะทำอะไร ปล่อยผมนะ” คนร่างสูงดึงผมเข้ากอด ก่อนจะช้อนตัวผมกดลงบนโซฟา สองแขนของผมถูกล็อกแน่นโดนจับยกขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเดียวของพี่เจค เขากำลังจะขึ้นคร่อมบนตัวของผม แม้ผมพยายามจะถีบคนตรงหน้าและดิ้นจนสุดแรงแค่ไหนแต่แรงเกาะกุมของอีกคนมันแน่นจนผมขยับเขยื้อนไม่ได้

“พี่ชอบเรา เราก็รู้ แต่ยังปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้มัน ไม่ใช่เด็กดีแบบที่พี่คิดสินะ ถ้าอย่างนั้นพี่จะบอกให้...สิ่งที่พี่ไม่ชอบมากที่สุดก็คือ การโดนทับที่ เรย์ต้องเป็นของพี่คนเดียว” พี่เจคปล่อยมือของผมให้เป็นอิสระ เขาถอดเสื้อของตนเองเผยแผ่นอกแน่นเปลือยเปล่า ผมตกใจมาก รีบลุกขึ้นหาจังหวะจะวิ่งหนีแต่กลับถูกล็อกตัวกดลงบนโซฟาอีกครั้งด้วยมือใหญ่ของคนตรงหน้า

“พูดอะไรของพี่น่ะ ถะ...ถอดเสื้อทำไม พี่บ้าไปแล้วเหรอ” เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังทำให้ผมกลัว

“เออ พี่บ้า!!! ก็เพราะใครล่ะ”

“ปล่อย!!! ปล่อยผม!!!” คนร่างบางยังคงขึ้นเสียงใส่คนบนร่าง ปมคิ้วขมวดแน่น แววตาของเรย์แข็งกร้าวขึ้นมาทันที

“ทำไม!? พี่จับตัวเราไม่ได้งั้นเหรอ แต่กับไอ้ลูคัสเรย์ยอมมัน!!!” คนร่างสูงมีสีหน้าไม่พอใจก่อนจะยกมุมปากกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตาดุดันนั้นจ้องมองผมก่อนที่คนร่างสูงจะโน้มตัวลง ใบหน้าหล่อมุดซอกไซ้คอของผม พร้อมทั้งขบเม้มทับรอยที่ลูคัสทำไว้ทั้งบนใบหน้าและลำคออย่างคนหื่นกระหายจนผิวของผมบอบช้ำไปกว่าเดิม

“อื้อ ผมไม่ได้ยอม! ผมเจ็บ” เรย์ดิ้นไม่หยุด น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้

“ฮึก ฮึก ปล่อยผมเถอะนะ” พี่เจคเสียสติไปแล้ว เขาไม่สนใจคำพูดของผมเลย ผมทำได้เพียงร้องไห้ปล่อยไปตามความรู้สึก ตอนนี้ผมเหนื่อย และรู้สึกแย่มาก ๆ

คนร่างสูงตกใจเสียงร้องไห้ของเรย์ ก่อนจะผละตัวออกมาสบตาของคนตัวเล็ก เรย์กำลังจะร้องไห้ออกมาจริง ๆ เมื่อได้สติเจคจึงรีบปล่อยเรย์ให้เป็นอิสระ เรย์ลุกขึ้นนั่งหันหลังให้กับคนร่างสูง ตัวของเรย์สั่นเครือด้วยความโกรธ

“ระ...เรย์...” เจคเอ่ยเรียกเรย์เสียงแผ่วเบา ยื่นมือไปสัมผัสตัวของเรย์ช้า ๆ

“ออกไป! ผมอยากอยู่คนเดียว” เรย์ปัดมือของเจคออกพร้อมจะลุกหนี

เจคตัดสินใจรวบกอดเรย์ไว้แน่นแล้วดึงคนร่างบางให้นั่งลงบนตักกว้างของเขา เรย์ยังคงทุบตีและผลักไสเขาไม่หยุด

คนร่างสูงทนความดื้อดึงของคนตัวเล็กต่อไปไม่ไหว มือหนาเลยจับกรอบหน้าเรียวมนให้เชิดขึ้นลูบจับริมฝีปากเล็กไม่ให้หลบหนีได้ เมื่อดวงตาทั้งสองประสานกัน เรย์ก็รู้ตัวว่าอาจถูกจูบแต่เบือนหน้าหลบหนีจากแรงบนมือใหญ่ไม่ได้ ริมฝีปากกระจับสวยจึงถูกสัมผัสจูบจากคนร่างสูงในทันที

ปากเล็กนิ่มถูกกดทับ คนปากหนาขบริมฝีปากเล็กบนล่างอย่างรุนแรง เขาไม่ยอมผละริมฝีฝากออกแม้คนตัวเล็กจะยังคงดิ้นและขัดขืนเขาอยู่ มือเรียวจับลูบพยายามผลักแผ่นอกแน่นกว้างที่เปลือยเปล่าของเจคแต่ยิ่งผลักก็ยิ่งถูกกอดรัดมากขึ้น

‘ทำไมพี่เจคชอบทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ เขาบ้าไปแล้วจริง ๆ แต่ผมก็ยอมรับว่าจูบจากเขามักทำให้ผมอ่อนแรงอยู่เสมอ ผมรู้ดีว่าหากไม่หยุดและยังขัดขืน เขาก็จะไม่หยุดริมฝีปากที่กำลังรุกล้ำเข้ามาเช่นกัน’

เจคเห็นคนร่างบางนิ่งไปในอ้อมกอด เรย์เม้มริมฝีปากแน่นสนิทไม่ยอมให้เจคจูบลึกซึ้งไปมากกว่านี้ เขาจึงค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออก

“ได้ ถ้าไม่พูดความจริงออกมา พี่ไม่กลับ” เจคทำสีหน้าจริงจังพร้อมน้ำเสียงดุ แขนหนารวบกอดคนตัวบางที่นั่งอยู่บนตักด้วยตัวที่แข็งทื่อ

[Talk Jake]

ผมไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมเรย์ถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ เขาเก็บงำเรื่องราวอะไรไว้กันแน่ ผมค่อย ๆ ปล่อยเรย์ให้เป็นอิสระ เรย์นั่งนิ่งไม่ได้ขยับลงจากขาของผม ดวงตาสีน้ำเงินมีน้ำตาคลอออกมาจนผมเองก็ทำตัวไม่ถูก คล้ายกับว่าผมรังแกให้เรย์ร้องไห้

“พ่อของผมหายตัวไป ฮึก ผมกลัว แวมไพร์พวกนั้นฆ่าพ่อของผม ลูคัสบอกว่าพ่อของผมตายแล้ว ฮึก ฮือ” เรย์ร้องไห้ออกมา คนร่างบางโน้มตัวเข้าหาผม แขนเรียวกอดเอวหนาของผมไว้แน่น ใบหน้าละมุนเล็กซุกลงบนอกกว้างที่เปลือยเปล่าของผม ทำเอาผมตั้งตัวไม่ถูก

“ฮึก ๆ ตอนนี้ผมไม่เหลือใครแล้ว” น้ำตาของเรย์เปียกชุ่มลงบนแผ่นอกจนผมรู้สึกได้

เรย์พูดออกมาแบบนั้นทำให้ผมรู้สึกผิดมากกว่าเดิม ผมห่างจากเรย์เพียงสองวันแต่กลับเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับเขา เป็นผมเองที่เข้าใจผิด แล้วยังรังแกเขาได้ลงคอ

“พ่อต้องปลอดภัย เราจะช่วยกันตามหาพ่อให้เจอ พี่ขอโทษที่ทำรุนแรงกับเรานะ” ผมได้แต่โทษตัวเอง ถ้าผมไม่ห่างจากเรย์เลยคงจะดีกว่านี้ คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นสบตาอย่างมีความหวัง มือหนาสัมผัสลูบไล้แก้มที่เปื้อนน้ำตา เลื่อนผ่านใบหน้าบอบช้ำลงมาที่ลำคอขาวจ้ำแดงจนม่วงคล้ำที่ตัวเองได้ทำซ้ำลงไป

ดวงตาสีน้ำเงินหม่นเศร้า ผมไม่เคยเห็นเรย์เป็นแบบนี้มาก่อน เขากำลังหลงทาง เขากำลังสับสน เขาต้องการกำลังใจ เขาต้องการคนอยู่เคียงข้าง

'ใครที่ทำร้ายเขา ผมจะเก็บมันให้หมด'

แขนหนารวบกอดคนตัวเล็ก อีกมือหนึ่งจับลูบศีรษะของเรย์อย่างเบามือ พรมจูบบนหน้าผากอย่างอ่อนโยน

“ฮึก ฮึก ผมไม่ได้อยากอ่อนแอ ผมไม่ได้อยากร้องไห้...ฮือ ตอนนี้ผมไม่ไหวจริง ๆ พี่อย่าเพิ่งทิ้งผมไปได้หรือเปล่า” เรย์หลั่งน้ำตาออกมาอย่างหนัก น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นสั่นและฟังดูเศร้ามาก มันบีบรัดหัวใจของผมให้เจ็บปวดไปพร้อมเขา

“พี่จะอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ เรา ร้องไห้ออกมาเถอะนะ”

ติดตามชมต่อ!
เนื้อหากำลังเข้มข้น! สลับไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง รอยรักหัวใจทมิฬ
9.5
สิงโตยืนจังก้าน่ากลัวดักรอหญิงสาวอยู่ที่ข้างรั้วประตูบ้านหลังใหญ่ ใบหน้าของเขาดูดุร้าย สายตาดวงเข้มแดงก่ำมันอาจลุกเป็นไฟเผาผลาญร่างอวบอั๋นนั่นได้ถ้าขืนเขามองนานๆ แค้นใจยิ่งนัก เธอกล้าดีอย่างไรไปหาและขอร้องให้น้ำผึ้งทำแบบนั้น ชายหนุ่มขบกรามเข้าหากันแน่นจนเกิดเป็นสันตามแนวคาง ยามได้เห็นใบหน้าระรื่นระริกระรี้ของเธอ “มารยา!!... เลว เห็นแก่ตัวที่สุด” เสียงเข้มเปล่งออกมาทำให้หญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาเปิดประตูรั้วบ้านหยุดชะงัก “พิ พี่...โต !!” พรพรรณสะดุ้งตกใจ เสียงสั่นๆ เปรยถามชายหนุ่ม เธอหมดสภาพไร้ความดีงามติดตัว ยามไปพบเจอน้ำผึ้ง นึกแล้วก็น่าใจหาย เธอกลายเป็นผู้หญิงร้ายกาจในสายตาของน้ำผึ้ง ทำเรื่องเลวร้ายแต่กลับมีหน้าไปขอร้องให้หญิงสาวเดินออกไปจากชีวิตสิงโต เสียงอันดุดันของชายหนุ่มทำให้เธอต้องรีบห่อตัว ร่างบางสั่นเล็กน้อย “ใช่!! ฉันเอง” คนตัวโตก้าวเดินย่างสามขุมเข้าไปหาเธออย่างช้าๆ ตาดวงเข้มดุดันจ้องมองเธอไม่วางตา รวมทั้งใบหน้าของเขาถมึงทึงน่ากลัวเหลือเกิน “พิ...พี่โต มาหาพรมีอะไรหรือเปล่าคะ?” เปรยเสียงสั่นเอ่ยถามเขา กลัวสายตาของคนร่างโตเหลือเกิน แต่เธอก็ทำใจกล้า ทำเป็นไม่เกรงกลัว เธอต้องเข้มแข็ง “หึ หึ... มีหน้ามาถามฉันนะ ร้ายกาจที่สุด...” “พี่โตพูดเรื่องอะไรคะ?” “เธอรู้อยู่แก่ใจยังมีหน้ามาถามฉันนะ พรพรรณ” ชายหนุ่มเดินเข้าไปหยุดดักหน้าของเธอไว้ ไม่ให้หญิงสาวเข้าบ้านไปได้ง่ายๆ “หลีกค่ะ… พรจะเข้าบ้าน” พรพรรณยกมือขึ้นผลักคนร่างหนาให้หลีกทางให้ แต่ก็ไม่ทำให้คนร่างโตขยับเขยื้อนเลย เขายังยืนจ้องหน้าของเธออยู่ “เธอนี่ร้ายยิ่งกว่าที่ฉันคิดเสียอีกนะ คงอยากได้มากสินะ ผัวน่ะ ถึงสั่นระริกๆ ไปสั่งคนนั่นคนนี้ให้เดินออกไปจากฉัน” สิงโตเปล่งเสียงกระซิบลอดออกมาตามไรฟัน เขาเอ่ยวาจาเหยียดหยัน มุมปากหนากระตุกยิ้มเยือกเย็น “พี่โต...มันจะมากไปแล้วนะ” พรพรรณเปล่งเสียงอันสั่นเครือ ดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา เธอแหงนใบหน้าอันขาวซีดมองคนตัวโต “เธอนี่จิตใจทำด้วยอะไร ?” “แล้วใครล่ะที่ทำให้พรเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะพี่โตเหรอ... คนเห็นแก่ตัว เลวที่สุด” พรพรรณเปรยเสียงไหวหวั่นกระซิบ “เธอนี่กล้านะ ถ้าฉันไม่เมาคงกินเธอไม่ลงแน่…” “แต่พรก็เป็นเมียพี่โตแล้ว เมียที่ท้องด้วย ลูกของพี่โตอยู่ในนี้ไง” พรพรรณแหงนมองคนที่ตัวสูงกว่าเธอมาก แล้วก้มหน้าลงชี้นิ้วไปตรงท้องที่ยังโหนกนูน สื่อให้เขารับรู้ไว้ว่าสามเดือนแล้ว “เธอแน่ใจหรือว่าไอ้เด็กในท้องของเธอน่ะ มันเป็นลูกของฉัน” สิงโตเอ่ยเสียงเยาะเย้ย “คนทุเรศ ถึงพรจะไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ พรก็ไม่ได้มั่วนะ หลีกไป…” มือบางยกขึ้นผลักคนร่างหนาที่ยังกักเธอไว้ “เธอกล้าดีอย่างไรไปขอร้องน้ำผึ้งแบบนั้น” สิงโตอยากจะหักคอคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นกางออกคล้ายๆ จะจับลำคอระหงนั้นขย้ำบีบให้แหลกคามือ แต่เขาก็ต้องหยุดชะงัก “พรทำไปเพราะลูก พรผิดด้วยเหรอคะ?” “ลูกของเธอคนเดียว ไอ้มารหัวขนในนั้นมันไม่ใช่ลูกฉัน” คนร่างสูงก้มมองหน้าท้องโตเล็กน้อย เปล่งออกมาด้วยความแค้น พร้อมทั้งกางมือออกทั้งสองข้างหวังจะบีบขย้ำลำคอระหงนั่น “เอาสิคะ... การที่พรไปขอร้องน้ำผึ้งมันทำให้พี่โตเป็นบ้าก็เอาสิคะ ฆ่าพรเลย บีบสิคะ บีบเลย... เลวที่สุด” เธอยืดขยับลำคอให้ชายหนุ่ม ท้าทายเขาตรงหน้า ใบหน้าที่มีน้ำตาไหลอาบแก้มนวลก็แหงนมองหน้าของคนเห็นแก่ตัว “เธออย่าท้าทายฉันนะพรพรรณ” สิงโตแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม มือยกขึ้นชี้หน้าหญิงสาว “พรไม่ได้ท้า... บีบเลยค่ะ จะได้หายแค้นไง” หญิงสาวตัวสั่นเทา ยามได้เห็นแววตาเข้มส่องแสงประกายสีแดงก่ำพิโรธมายังเธอ “หึหึ!! เธอได้ตายสมใจแน่ ฉันจะทำให้เธอตายทั้งเป็น มานี่!! นางมารร้าย” สิงโตเหลืออด เขากระชากร่างอวบอั๋นนั่นเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด จนทำให้ใบหน้าของหญิงสาวกระทบอกแกร่ง “โอ๊ยย!!...พรเจ็บนะ คนบ้า” สาวร่างอวบพยายามดิ้นให้ออกจากการรัดกุมของชายหนุ่ม เธอแหงนใบหน้ามองเขา ส่วนชายหนุ่มก็ก้มมองเธออยู่เช่นกัน สองสายตาจ้องมองกัน “หยุดดิ้น!! และไปกับฉันเดี๋ยวนี้” สิงโตฉุดกระชากลากดึงหญิงสาวให้เดินตามเขาไปยังรถที่จอดอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนใหญ่ “กรี๊ดดด!! ปล่อยพรนะ” พรพรรณทั้งรั้งทั้งทุบตีข้อมือใหญ่ที่จับกุมข้อมือของเธอ “หยุดกรี๊ดสักที ถ้าเธอมีปากเสียงกับฉัน เธอได้ตายเป็นศพไม่สวยแน่” สิงโตเปลี่ยนจากการฉุดกระชาก เขาใช้แขนอันทรงพลังโอบกอดรอบช่วงอกอิ่ม กึ่งอุ้มกึ่งลากหญิงสาวพาเดินข้ามถนนใหญ่ มือใหญ่อีกข้างก็ประกบปิดเรียวปากของเธอไว้ ไม่ยอมให้เสียงกรี๊ดร้องของเธอเล็ดลอดออกมาให้ใครต่อใครได้ยิน
ภาพปกนิยายเรื่อง พิชญ์รัก
9.2
...เหตุเพราะน้องชายตัวดี ไปมีความสัมพันธ์ต้องห้าม กับศัตรู หัวเด็ดตีนขาด “เธอ” ก็ไม่มีวันยอมให้น้องชายลงเอยกับลูกสาวของตระกูลที่เคยดูถูกเธออย่างไม่มีดี . ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่เธอวางไว้ หากไม่เพราะ “เขา” ทายาทหนุ่มเสเพลของบ้านนั้น ที่ซ้อนแผนเอาคืนเธอ ทำเอางานนี้ เจ้าหล่อนจะต้องเลือกว่าจะยอมให้น้องชายได้ลงเอยในเรื่องความสัมพันธ์ หรือจะจนมุมไปกับจอมวางแผนที่ตนก็เพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้ว.... เขาช่างเจ้าคิดเจ้าแค้น และต้องการเอาชนะเธอมาตั้งแต่ต้น โดยมี “เรือนร่าง” เธอเป็นเดิมพัน +++++++++++++++++++++++++++++++ “ปล่อยฉันไปนะ นี่คุณเล่นบ้าอะไร?” “เล่นบ้าอะไรงั้นเหรอ... ก็เล่นผัวเมียกันยังไงล่ะ” “คนบ้า! มันใช่เวลามาล้อเล่นแบบนี้มั้ย ปล่อยฉันไปนะ!” “เล่นผัวเมียกันจริงๆ มีลูกด้วยกันจริงๆ สักคนสองคน” “คนบ้า เล่นไปคนเดียวเถอะ” “มีลูกกับผม คุณจะได้รู้... ความรู้สึกที่โดนพรากลูกพรากแม่มันเป็นยังไง” “เลว! นรกขุมไหนส่งคุณมาเกิดกัน คนบ้า!” สิ้นเสียงเล็ก จูบร้อนแรงถูกบดขยี้ลงมาอย่างร้ายกาจ เชลยในอ้อมกอดไม่อาจขัดขืนเขาได้แม้แต่น้อย หญิงสาวรู้ตัวดีว่า จุมพิตนี้หาใช่เกิดจากความรัก หากเขาต้องการแค่เพียงลงทัณฑ์เธอ... “คุณ... ไม่นะ พราวไม่อยากท้อง!” หญิงสาวบ่ายหน้าหนีจนหลุดพ้นพันธนาการจุมพิตร้าย ก่อนวอนขอ... “ไม่ทันแล้วครับ คุณต้องท้องและรับรู้ความเจ็บปวดว่าการถูกพรากลูกมันเป็นยังไง” “คนเลว... ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!” “ถ้าปล่อย... ก็ยังไม่หายแค้นน่ะสิครับ” ถ้อยคำนั้นแสนธรรมดา หากเจือแววเยือกเย็นพร่าผลาญใจ ส่งให้เชลยสาวในอ้อมกอดรู้สึกหนาวยะเยือกกับสิ่งที่ต้องเจอนับจากนี้....
ภาพปกนิยายเรื่อง อ้อนรักวิศวะร้าย (Kyle & Queen)
8.7
เมื่อ ‘ควีน’ ตกหลุมรัก ‘ไคล์’ เพื่อนสนิทของพี่ชายตั้งแต่แรกเจอ เธอจึงไม่คิดจะยอมแพ้แม้จะรู้ว่าเขามีใจให้เพื่อนผู้หญิงอีกคนในกลุ่มวิศวะมาโดยตลอด ในเมื่อรักของเขาเป็นเพียงการแอบรักข้างเดียวที่ไม่มีวันสมหวัง ควีนจึงตั้งมั่นที่จะเดินหน้าจีบเขาอย่างสุดกำลัง เพื่อเปลี่ยนสถานะจากเพียงแค่น้องสาวของเพื่อนไปสู่การเป็นคนรักตัวจริง เธอพร้อมพิสูจน์ให้ไคล์เห็นว่า ความรักอันมั่นคงของเธอนั้นมีค่ามากกว่าการจมปลักอยู่กับคนที่ไม่เคยมีใจให้ และต่อให้เขาจะร้ายกาจใส่เธอแค่ไหน ควีนก็มั่นใจว่าจะใช้วิธีอ้อนจนคว้าหัวใจของเขามาครองได้สำเร็จ
ภาพปกนิยายเรื่อง เล่ห์รักเพลิงรัญจวน
8.8
วิชญ์ พ่อหม้ายหนุ่มผู้เก็บงำความรู้สึกแอบรักลูกสาวของเพื่อนสนิทมาตั้งแต่เธอยังเด็ก เมื่อสบโอกาสเขาจึงพร้อมใช้ทุกกลเม็ดเด็ดพรายเพื่อครอบครองทั้งร่างกายและหัวใจของเธอ ขณะที่ จิรดา บัณฑิตจบใหม่ในวัยยี่สิบสองปีที่กำลังเริ่มต้นชีวิตทำงาน ต้องเดินทางไปฝึกงานภายใต้การดูแลของเพื่อนสนิทผู้เป็นพ่อ โดยที่เธอไม่เคยล่วงรู้เลยว่า การก้าวเข้าสู่บ้านหลังนี้คือการเดินเข้าสู่กับดักเสน่หาที่ชายหนุ่มผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนตั้งใจขุดล่อไว้เพื่อกักขังและตีตราจองเธอไว้เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวตลอดกาล
ภาพปกนิยายเรื่อง ร้ายเริ่มรัก
8.3
ความเกลียดชังอันแรงกล้าที่ฝังลึกในใจชายหนุ่ม ทำให้เขาเลือกที่จะประกาศสงครามความแค้นกับปิ่นและมารดาอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเดียวคือการทำลายล้างความสุขทุกอย่างในชีวิตของเธอให้หมดสิ้นไป คำข่มขู่ที่แฝงไปด้วยความโกรธแค้นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการจองเวรที่เขาเตรียมการไว้ ปิ่นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับและเผชิญหน้ากับพายุความเกลียดชังที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อเขาตั้งมั่นว่าจะบดขยี้ชีวิตของเธอให้จมดิ่งอยู่กับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส และฝากรอยแผลเป็นแห่งความแค้นครั้งนี้ไว้ในใจของเธอไปจนวันตาย
ภาพปกนิยายเรื่อง Bad Friend สัญญาสองรักนิรันดร์
8.3
เมื่อความผิดหวังซ้ำซากสร้างบาดแผลลึกในใจจนยากจะเยียวยา ประตูแห่งความรักจึงเกือบถูกปิดตายลงอย่างถาวร ทว่าความรู้สึกที่มีต่อใครคนหนึ่งกลับไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา แต่มันกลับยิ่งฝังรากลึกอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าที่ไม่มีวันลบเลือน แม้ว่าวันเวลาจะล่วงเลยและชีวิตต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แต่ความผูกพันและรักแท้นั้นจะยังคงสถิตอยู่ตราบนิรันดร์โดยไม่มีวันลืมเลือน