APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง เด็กมันยั่ว เลยหลวมตัวหลงรัก

เด็กมันยั่ว เลยหลวมตัวหลงรัก

"โตขึ้นหนูจะเป็นเจ้าสาวของอาหมอค่ะ" คำสัญญาในวัยเยาว์ของเด็กหญิงจอมแก่น เปลี่ยนบทบาทของเขื่อน คุณหมอหนุ่มผู้ใจดี ผู้เฝ้ามองเธอเติบโตขึ้นมาอยู่ข้างๆ กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอนเมื่อเธอกลายเป็นสาวเต็มตัว ความไร้เดียงสาของเธอเริ่มมีเลศนัย หยอกล้อเขาเกินคำว่าอาหมอ จนเขื่อนต้องพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ก้าวข้ามเส้นที่เคยขีดไว้ แต่ยิ่งเขาหักห้าม เธอก็ยิ่งเดินหน้าท้าทายความอดทนของเขา กลางดึก ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เสียงกระซิบที่ร้อนแรงผลักให้ทั้งคู่เข้าใกล้จุดที่ไม่มีทางหันกลับ นี่คือนิยายรักต้องห้ามที่จะทำให้หัวใจคุณเต้นแรงทุกบรรทัด
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 2

“ขอบคุณค่ะ” ดารินยกมือไหว้อย่างน่ารัก รติรสจึงให้ทางโรงเรียนโทร. ไปแจ้งทางบ้านของดารินเรื่องที่ไม่ได้เดินทางกลับกับรถโรงเรียน ซึ่งประภพเองก็ไม่ได้ว่าอะไร

พงศ์อินทร์และรติรสขับรถไปจอดหน้าบ้านของประภพ ทั้งสองเอ่ยขออนุญาตพาดารินไปที่บ้าน ประภพเอ่ยอนุญาตเพราะเห็นว่าสองสามีภรรยาเป็นคนอัธยาศัยดีและมีน้ำใจเสมอมา

“เดี๋ยวจะพามาส่งนะคะ” รติรสเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ฝากยายรินด้วยนะครับ” ประภพฝากฝัง

“ได้ค่ะ” รติรสพาเด็กหญิงทั้งสองขึ้นรถ ก่อนที่สามีจะมุ่งหน้ากลับบ้าน

พอถึงบ้าน เจ้าของบ้านตัวน้อยรีบดึงมือเพื่อนวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วโดยมีเสียงมารดาพูดไล่หลังมาว่าให้เดินดีๆ อย่าวิ่งเดี๋ยวสะดุดหกล้มเอา

“นี่ห้องนอนของเราเอง” มาหยาอวดห้องนอนสีโอลด์โรสให้เพื่อนดู

“ห้องน่ารักจังเลยจ้ะ” ดารินวางกระเป๋าเป้ลายการ์ตูนลงบนเตียงนอนน่ารักของเพื่อน ด้านในมีชุดที่นำมาเปลี่ยนด้วย

“แม่ของเราทำกับข้าวอร่อยที่หนึ่งเลย”

“อิจฉาคนมีแม่จัง เราไม่มีแม่ พ่อก็ไม่เคยทำกับข้าวให้กิน” ดารินพูดตามที่คิด

“ไม่ต้องอิจฉาหรอก เดี๋ยวเราแบ่งแม่เราให้เป็นแม่ของดารินด้วยดีไหม”

“จริงเหรอ” ดารินเขย่ามือเพื่อนอย่างดีใจ

“จริงสิ เราไม่มีพี่น้อง ถ้ารินมาเป็นลูกของแม่เรา เราก็จะได้เป็นพี่น้องกันไง” มาหยารู้สึกถูกชะตากับเพื่อนตัวน้อยวัยเดียวกันเป็นอันมาก

“ดีจัง”

“ไปอาบน้ำกันเถอะจ้ะเด็กๆ” เสียงของรติรสเดินเข้ามาในห้องก่อนจะต้อนเด็กน้อยทั้งสองไปอาบน้ำ

“คุณแม่ขาเป็นแม่ของดารินด้วยนะคะ ดารินอยากมีแม่” มาหยาเอ่ยขึ้นขณะที่มารดาฟอกสบู่ให้

“ได้สิจ๊ะ”

“คุณแม่” ดารินเรียกอย่างดีใจ มีความสุขที่รติรสช่วยอาบน้ำให้ ตอนอยู่บ้านพี่เลี้ยงหรือสาวใช้ที่บิดาจ้างมาเป็นคนอาบน้ำให้ แต่คนพวกนั้นไม่ได้มีท่าทีรักเธอเหมือนอย่างที่รติรสผู้เป็นมารดาของมาหยาทำเลยสักนิด นั่นทำให้เด็กน้อยคิดเปรียบเทียบอยู่ในใจ

“ขอบคุณนะคะ” ดารินยกมือไหว้หลังจากที่รติรสเช็ดเนื้อเช็ดตัวและสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้

“ขอบคุณอะไรแม่จ๊ะ”

“ที่ยอมเป็นแม่ของหนูน่ะค่ะ หยาใจดีจังแบ่งแม่ให้เราด้วย”

“แม่เรากอดได้ด้วยนะ กอดอุ่นด้วย” มาหยาอวดแม่ โผเข้ากอดให้ดู ดารินมองอย่างอิจฉานิดๆ รติรสดึงเด็กน้อยมากอดด้วยเช่นกัน ดารินหลับตาพริ้มรู้สึกว่าอ้อมแขนนี้ช่างอบอุ่นเหลือกำลัง

อาหารเย็นที่บ้านของมาหยาทำให้ดารินมีความสุขเป็นอันมาก ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แม้แต่เขตต์ที่ชอบแกล้งเพื่อนก็ยังเล่นกับมาหยาอย่างสนุกสนานเหมือนกับว่าทั้งสองไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน

คนสอนการบ้านไม่ใช่ใครอื่น พงศ์อินทร์กับรติรสยกให้เป็นหน้าที่ของเขื่อน นักศึกษาปีสุดท้ายคณะแพทย์ศาสตร์วัยยี่สิบสี่ที่ค่อนข้างเอ็นดูเด็กๆ

การเรียนอนุบาลสามนั้นมีการเรียนภาษาไทยผ่านนิทานกับเพลง เริ่มเขียนคำที่มีสระ จับคู่คำโดยเชื่อมโยงภาพเข้ากับคำและใจความ ส่วนวิชาคณิตศาสตร์นั้นเด็กจะเริ่มรู้จักค่าและเปรียบเทียบความมากน้อยตั้งแต่ 1-50 การบวกลบหนึ่งถึงสองหลัก จากสิ่งของและรูปภาพต่างๆ

“เราจะทำการบ้านวิชาอะไรกันก่อนครับ” เขื่อนเอ่ยถามเด็กๆ

“ทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ก่อนค่ะ” มาหยาเป็นคนตอบ เด็กๆ ทั้งสามนั่งล้อมหน้าล้อมหลังเขื่อนอยู่

“เปิดสมุดการบ้านเลยครับ” การบ้านวิชาคณิตศาสตร์คือการบวกลบตัวเลข ซึ่งจะมีรูปภาพต่างๆ ทั้งผลไม้บ้าง ผักบ้าง สัตว์บ้างอยู่ด้านหนึ่ง มีเครื่องหมายเท่ากับอยู่ตรงกลางให้แปลงรูปภาพเป็นตัวเลขแล้วนำมาบวกลบกัน จะได้ผลลัพธ์ในช่องสุดท้าย

“ข้อที่หนึ่งนี่ลูกอะไรครับ” เขื่อนชี้ไปที่สมุดการบ้านเด็กๆ พลางเอ่ยถาม

“หนูตอบค่ะ หนูตอบ ผมตอบ”

“ตอบทีละคนครับ เขตต์ตอบก่อนแล้วกัน”

“ชมพู่ครับ”

“เก่งมาก” เขื่อนหอมแก้มหลานชายฟอดใหญ่ เขตต์ อมยิ้มแก้มพองที่ได้รับคำชม

“นี่เครื่องหมายอะไรครับ”

“มาหยาหรือดารินตอบดี”

“รินตอบได้ไหมคะ” ดารินเอ่ยถามเหมือนไม่แน่ใจ

“ได้ครับ” เขื่อนพูดอย่างใจดีโยกศีรษะเล็กๆ อย่างเอ็นดู

“เครื่องหมายบวกค่ะ”

“เก่งมากครับ” เขื่อนเอ่ยชม

“แล้วนี่ผลไม้อะไรครับ” เขาชี้รูปผลไม้สองภาพหลังเครื่องหมายบวก

“แอปเปิ้ลค่ะอาหมอก็จะได้สามบวกสองค่ะ” มาหยาตอบเสียงดังฟังชัดเขียนเลขสามบวกเลขสองลงในช่องถัดไป มาหยาติดเรียกเขื่อนว่าอาหมอเพราะบิดามารดาบอกว่าเขื่อนเป็นหมอ

“เก่งมากครับ” เขื่อนเอ่ยชม

“หอมแก้มหยาด้วย” มาหยาเอ่ยขอเพราะเห็นว่าเขตต์ตอบถูกเขื่อนก็หอมแก้ม

“เค้าไม่ให้อาของเค้าหอมแก้มตัวหรอก” เขตต์ขึ้นไปนั่งตักอย่างหวงๆ

ตอนนั่งมาในรถมารดาสอนมาหยาว่าให้เห็นใจเขตต์เพราะเขตต์ไม่มีพ่อแม่ พ่อแม่ตายหมดก็เลยเกเร มาหยาเลยขยับไปหอมแก้มเขื่อนแทน เขื่อนหน้าแดงเล็กน้อยที่โดนเด็กหอมแก้ม

“ตัวมาหอมแก้มอาเขื่อนของเค้าได้ยังไง”

“ทำไมล่ะ เค้าจะหอมแก้มอาของตัว” มาหยายิ้มยิงฟันให้เพื่อน

“งั้นรินก็หอมแก้มอาหมอได้ใช่ไหมคะ รินไม่เคยหอมแก้มคุณพ่อเลย อยากหอมจะแย่” ดารินมองแก้มใสๆ ของเขื่อนไม่วาง

“เค้าไม่ให้ใครหอมแก้มอาเขื่อนของเขานะ” เด็กชายอ้วนตุ๊บขี้หวงพูดขึ้น

“ขี้หวงจริง ถ้านายให้รินหอมแก้มอาหมอ พรุ่งนี้เราจะแบ่งหมูปิ้งให้ก็ได้ แม่เราจะทำหมูปิ้งด้วยแหละ” มาหยาสงสารดารินเพราะอยากหอมแก้มเขื่อนบ้าง เลยเอาของกินมาหลอกล่อเขตต์

“ก็ได้ๆ แต่ให้หอมทีเดียวนะ” คนขี้หวงยังไม่ยอมง่ายๆ แต่นึกถึงหมูปิ้งก็เลยยอมใจอ่อน มาหยาแอบขำเพราะรู้จุดอ่อนของเพื่อนตัวอ้วนเห็นแก่กิน

ดารินหอมแก้มเขื่อนฟอดใหญ่แล้วเริ่มทำการบ้านต่ออย่างมีความสุข

“สามบวกกับห้าได้เท่าไหร่ครับ” เขื่อนเอ่ยถามเด็กทั้งสาม

“สามบวกกับห้า” มาหยายกนิ้วขึ้นนับ

“แปดค่ะ”

“เก่งครับ” เขื่อนขยับเข้าไปหอมแก้มเด็กน้อยยิ้มๆ มาหยาคุ้นชินกับโดนอาหมอหอมแก้มในขณะที่นั่งก้มหน้าก้มตาเขียนเลขแปดลงไปในเส้นประสุดท้ายซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการบวกเลข

“ข้อต่อไปเป็นอะไร”

“เป็นลบค่ะ” ดารินเอ่ยตอบ เขื่อนนึกชมอยู่ในใจว่าเด็กทั้งสามนั้นหัวดี

“ม้าห้าตัวลบไก่สองตัวเหลือสามตัวครับอาเขื่อน” เขตต์รีบเอ่ยตอบ

“เก่งมากครับ” เขตต์ก้มลงไปหอมแก้มป่องๆ ของหลานชาย ตอนนี้เขตต์ยอมให้ผู้เป็นอาหอมแก้มเพื่อนทั้งสองเพราะเห็นแก่หมูปิ้งแสนอร่อยในวันพรุ่ง

หลังจากจบวิชาคณิตศาสตร์ก็ทำการบ้านวิชาภาษาไทยต่อ โดยให้โยงเส้นจับคู่ภาพ นิ้วเล็กๆ ป้อมๆ ของเด็กๆ รีบชี้ไปยังรูปภาพ

“อันนี้กาค่ะ ถูกไหมคะอาหมอ” มาหยาจิ้มนิ้วเล็กๆ จับคู่ภาพในสมุดการบ้าน

“ถูกครับ เก่งมากเลยครับ” แก้มใสๆ ของเด็กน้อยโดนหอมอีกฟอดใหญ่

“อันนี้ม้าครับ” เขตต์เบียดเข้าไปหาผู้เป็นอาอยากให้ผู้เป็นอาหมอแก้มบ้าง

“ใช่ครับ” เขื่อนใจดีแจกการหอมแก้มให้เด็กน้อยทั้งสามไม่อั้น

“อันนี้ตาค่ะ”

“ใช่ครับ ตออาตา” เขื่อนให้เด็กๆ หัดสะกดคำด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นพยัญชนะและสระง่ายๆ

“เหลือการบ้านวิชาศิลปะเป็นวิชาสุดท้ายใช่ไหมครับ” เขื่อนเอ่ยถามหลังจากทำการบ้านวิชาภาษาไทยเสร็จแล้ว

“ใช่ค่ะอาหมอ คุณครูให้วาดภาพระบายสีค่ะ”

“ใช้สีอะไรครับ” เขื่อนเอ่ยถาม

“สีไม้ค่ะ”

“งั้นจัดเลยครับ หยาจะวาดภาพอะไร” เขื่อนเอ่ยถามเด็กน้อย

“ภาพบ้านค่ะ แล้วก็มีภูเขา มีต้นไม้ มีไก่ตัวเล็กๆ ด้วยค่ะ” มาหยาอยากวาดภาพธรรมชาติ จัดการวาดรูปภูเขาที่มีน้ำตกไหลลงมา มีที่นาเป็นสี่เหลี่ยมผืนเล็กๆ มีต้นไม้ มีไก่ และต้นมะพร้าวที่มีลิงปีนขึ้นไปเก็บลูกมะพร้าวอย่างสนุกสนาน

“รินวาดรูปอะไรครับ” เขื่อนเอ่ยถามดารินบ้าง

“รูปพ่อแม่ลูกค่ะ มีเพื่อนใหม่ด้วย หยากับเขตต์” สำหรับดารินแล้วการมีเพื่อนใหม่ มีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นความปรารถนาสูงสุดของเธอ เธอวาดรูปพ่อแม่จับมือกัน เธออยู่ตรงกลาง มีเขื่อน มาหยาและเขตต์อยู่ในภาพด้วย

“นี่อาหมอค่ะ นี่หยาแล้วก็เขตต์” ดารินชี้ให้เขื่อนดู เขื่อนโยกศีรษะเล็กๆ ของดารินอย่างเอ็นดู เด็กน้อยมีแววเศร้าในดวงตาอย่างเห็นได้ชัด

มาหยาใส่ใจเพื่อนในทุกๆ เรื่อง แม้จะเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ แต่กลับมีน้ำใจต่อเพื่อนเสมอ เขานึกนิยมชมชอบพงศ์อินทร์กับรติรสที่เลี้ยงลูกได้น่ารักเช่นนี้ สอนให้ลูกมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น สอนให้กล้าแสดงออกและมีความเป็นผู้นำ

“นายเขตต์วาดรูปอะไร” มาหยาชะโงกหน้าไปดูก่อนจะร้องว้าว

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง แม่สามีหวังฮุบสินสอด ข้าเปลี่ยนเจ้าบ่าวทันที
8.4
ชะตากรรมของหญิงสาวที่ยอมทุ่มเททรัพย์สินเพื่อส่งเสียให้สามีได้เป็นขุนนางกลับจบลงด้วยความตายอันน่าเวทนา เมื่อเขาตอบแทนความรักด้วยการพาสตรีอื่นเข้าเรือน ทว่าเมื่อหลินรุ่นรุ่นได้ข้ามภพมาสวมร่างนี้ เธอจะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้แม่สามีจอมงกที่คอยจ้องจะปอกลอกสินสอดและจิกหัวใช้เธอเยี่ยงทาสอีกต่อไป หญิงสาวผู้มีน้องชายคอยเคียงข้างได้ลุกขึ้นสู้และตัดสัมพันธ์กับครอบครัวจอมเนรคุณอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งสร้างตำนานหน้าใหม่ด้วยการเลือกกู้ชิงจื่อ ชายหนุ่มผู้มีสง่าราศีและกำลังจะก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่มาเป็นสามีคนใหม่ แม้จะถูกอดีตครอบครัวสามีหยามเหยียดว่าลดตัวไปคว้าคนจากตระกูลพ่อค้าต่ำต้อย แต่เวลาจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้คือการตบหน้าพวกคนจองหองอย่างเจ็บแสบที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วพวกหน้าไหว้หลังหลอกจะต้องพบกับความสูญเสียและร้องไห้คร่ำครวญให้กับความโง่เขลาของตนเอง
ภาพปกนิยายเรื่อง ความลับที่ไม่เป็นความลับ
9.4
โลกของฉีโย่วพังทลายเมื่อถูกคนรักและเพื่อนสนิทหักหลัง เธอจึงออกไปดื่มเพื่อเยียวยาจิตใจ ค่ำคืนที่ขาดสติชักนำให้เธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับชายแปลกหน้า หญิงสาวแอบหนีมาในตอนเช้าโดยคิดว่าทุกอย่างจะจบลง ทว่าความจริงกลับโหดร้าย เมื่อผู้ชายคนนั้นคือเหยาซี เจ้านายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลของเธอเอง การคลายเศร้าชั่วคราวกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาใหญ่ที่ลากเธอเข้าสู่วังวนความวุ่นวาย เธอพยายามหนีจากความสัมพันธ์นี้ แต่ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งถูกผูกมัด จนสูญเสียความสงบสุขในชีวิตไปตลอดกาล
ภาพปกนิยายเรื่อง ข้ามีสามีคือสมุหนายกใหญ่
9.5
สายลับสาวฟื้นขึ้นในร่าง กู้เจียว หญิงอัปลักษณ์สติฟั่นเฟือนที่บังคับ เซียวลิ่วหลัง ชายหนุ่มรูปงามให้แต่งงานด้วยหลังช่วยชีวิตเขาไว้ ทำให้สามีเกลียดชังนางเข้ากระดูกดำ ทว่าความฝันบอกเหตุกลับเผยอนาคตว่าชายผู้นี้จะกลายเป็นขุนนางใหญ่ผู้กุมอำนาจสูงสุด เพื่อสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคง นางจึงลุกขึ้นมาพลิกโฉมตนเอง ทิ้งคราบสตรีบ้าคลั่ง แล้วใช้ทักษะที่มีคุ้มครองเขาจากทุกภยันตราย เป้าหมายเดียวคือกำจัดอุปสรรคและสนับสนุนสามีให้ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่บนจุดสูงสุดของอำนาจตามลิขิต
ภาพปกนิยายเรื่อง แผนเอาตัวเข้าแลก
9.5
หญิงสาวถูกครอบครัวบังคับวิวาห์กับทายาทตระกูลวี่ผู้บกพร่องทางสติปัญญา ซ้ำยังมีอดีตภรรยาถึงห้าคนที่ตายอย่างปริศนา เพื่อหนีการแต่งงาน เธอร่วมมือกับเหมียนเหมียนวางแผนสร้างเรื่องอื้อฉาวกับแฟนเก่า ทว่าความผิดพลาดทำให้เธอพลาดพลั้งไปมีความสัมพันธ์กับชายแปลกหน้าแทน สุดท้ายเธอก็ไม่อาจหนีพ้นการแต่งงานได้ แต่เพียงหนึ่งเดือนต่อมา ความจริงที่น่าตกใจก็ปรากฏ เธอตั้งครรภ์กับชายปริศนาคนนั้น ไม่ใช่ลูกของสามี ชีวิตใหม่ของเธอจึงต้องเอาตัวรอดท่ามกลางความลับและอันตรายที่ซ่อนอยู่ในตระกูลใหญ่แห่งนี้
ภาพปกนิยายเรื่อง สาวน้ำพริก
9.7
สภาพของอาเรียตอนนี้น่าเวทนายิ่งนัก ผมสีทองที่เคยงดงามกลับชุ่มโชกด้วยเลือดและหลุดลุ่ยจากเงื้อมมืออันรุนแรงของเคน เขาเค้นให้เธอสารภาพบาป แต่ร่างบอบช้ำไม่อาจเปล่งเสียงใดได้ เพราะลิ้นถูกตัดขาดแถมยังถูกทรมานซ้ำด้วยเกลือจนปวดร้าวแทบขาดใจ นัยน์ตาสีมรกตที่เคยสะกดทุกสายตาบัดนี้บวมช้ำและไร้ซึ่งประกายความหวัง อาเรียหมดโอกาสแม้แต่จะเอ่ยคำสำนึกผิด เธอทำได้เพียงหลับตายอมรับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทว่าในวินาทีสุดท้ายบนลานประหาร หญิงสาวแสนดีที่เคยถูกเธอรังแกได้ก้าวออกมาเบื้องหน้า เพื่อเอ่ยคำอำลาครั้งสุดท้ายแก่นางมารร้ายที่กำลังจะสิ้นลมหายใจ
ภาพปกนิยายเรื่อง ภรรยาของศัตรู
7.6
ซูเจี๋ยนวาดฝันถึงการก้าวเข้าสู่ดินแดนสุขาวดีอันแสนงดงามและสงบสุขหลังความตาย แต่เมื่อสติสัมปชัญญะฟื้นคืนมา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับทำลายความคาดหวังนั้นลงอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นสรวงสวรรค์ตามอุดมคติ เขากลับพบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางความขาวโพลนที่จืดชืดและว่างเปล่าจนน่าใจหาย ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำในใจ เพราะสภาพแวดล้อมที่อ้างว้างนี้ดูห่างไกลจากคำว่าสวรรค์ ทว่ากลับคล้ายคลึงกับสภาพของโรงพยาบาลอย่างน่าประหลาด ความเป็นจริงที่ผิดเพี้ยนไปจากจินตนาการทำให้เขาตกอยู่ในความสับสนอย่างหนัก