APKDock Logo
ภาพปกนิยายเรื่อง เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

9.4 / 10.0
เมื่ออดีตยมทูตผู้ทรงอิทธิพลได้กลับชาติมาเกิดใหม่เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียสุดขีดขั้ว เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับภารกิจสุดแปลกในการแผ่ขยายอำนาจเพื่อครอบครองดินแดนกะลาแลนด์ ผ่านการใช้แผนการสุดเพี้ยนที่ยากจะคาดเดา นี่คือผลงานภาคต่อจากเรื่อง 'เมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต' ที่นำเสนอเส้นทางบทใหม่แบบจบในตอน ซึ่งจะพาทุกคนไปสัมผัสความตื่นเต้นเร้าใจจากการต่อสู้และกลยุทธ์สุดพิสดารในการสถาปนาจักรวรรดิใต้ดินที่เหนือล้ำกว่าจินตนาการ โดยผู้อ่านสามารถเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวการผจญภัยที่เต็มไปด้วยความฮาและแอ็กชันสุดมันส์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะไม่เคยติดตามเนื้อหาในภาคแรกมาก่อนก็ตาม

เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ตอนที่ 1

บทนำ

"ยมทูตเจนเก่ากำลังจะไปเกิด ข้าอยากให้เจ้ามาเป็นยมทูตเจนใหม่ คอยรับดวงวิญญาณมาส่งที่ยมโลก และนำตัวพวกมารมาตัดสินโทษ"

สิ่งที่ท่านยมตรัสบอก ทำให้ผมชะงักไปด้วยอาการนิ่วหน้า เพราะไม่เคยรู้จักมาร รวมทั้งไม่เคยรู้ว่ายมทูตต้องรับผิดชอบถึงสองหน้าที่

"พวกมารคือใครขอรับ?" ผมทูลถามทันทีโดยไม่เก็บไว้ ในเมื่อมันคือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างผมควรต้องรู้

"เหล่าคนชั่วที่หลบหนีไปตั้งกลุ่ม โดยอ้างว่าพวกตนทำความดีมาตลอดชีวิต" คำตอบที่ได้ยินทำเอาผมนิ่งเงียบไปหลายวินาที

...ผมเคยสงสัยว่าคนอย่างผมเกิดมาทำไม เรื่องราวของผม ชีวิตของผม และลมหายใจของผม เคยถูกทำให้เลือนหายไปในเรือนจำของประเทศที่ผมเรียกมันว่า 'กะลาแลนด์'

อาจโชคดีกว่าคนอื่นนิดหน่อย ที่ผมได้คืนชีพอีกครั้งในฐานะยมทูต เหล่าคนชั่วผู้เคลือบเปลือกนอกด้วยความดีในกะลาแลนด์ ถูกผมส่งลงไปรับโทษในนรกคนแล้วคนเล่า แต่นั่นก็ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนพวกมัน... ทำยังไงพวกมันถึงจะพ้นหูพ้นตาผมไปเสียที!!

...สักวัน... ถ้าผมมีโอกาสได้ไปเกิดใหม่อีกครั้ง และมีอำนาจในมือมากพอจะทำให้พวกมันหายไปจากโลกล่ะก็

"ข้าจะส่งเจ้าขึ้นไปสะสางเรื่องหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์"

และแล้วคำบัญชาล่าสุดของท่านยม ก็เป็นเหมือนแสงแห่งความหวังตรงปลายอุโมงค์ โชคชะตากำลังนำพาผมไปสู่อำนาจ ที่ผมมั่นใจว่าจะเอามาใช้ส่งคนพวกนั้นไปสู่นรกบนดินได้ เหล่าอมนุษย์ในคราบมนุษย์ทั้งหลาย เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ นรกของพวกแก... กำลังจะเริ่มต้น!!

บทที่ 1

ผู้คนในนรกต่างรู้จักผมในนาม 'ยมทูตไมเคิล' แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ชื่อจริงจากบัตรประชาชนตอนเป็นมนุษย์ แต่ก็ไม่มีใครข้องใจว่าเหตุใดผมจึงเปลี่ยนชื่อ พวกเขารู้แค่ว่า ใครที่มันบังอาจเรียกชื่อเก่าของผม เสี้ยววินาทีนั้นคือเวลาตายของมัน

"ข้าให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งที่ร้อยแล้วล่ะมั้ง... มานะ จงจำไว้ให้ดีว่า เมื่อไหร่ที่ข้าเห็นเจ้าทำเกินกว่าเหตุ เจ้าจะไม่ได้รับการให้อภัยอีก"

ผมลืมบอกไปว่าที่พูดนั่น ไม่ได้หมายรวมท่านยม หรือถ้าใครคิดว่าไม่เห็นเป็นไร บอสไม่ใช่พ่อ ก็ลองไปทำกันดู

"กระหม่อมให้สัตย์สาบานว่า มันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วขอรับ" ผมทูลสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พูด ไม่ใช่เพราะเกิดสำนึกผิด แต่เพราะนี่คือวันสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ชีวิตยมทูต

"ยูพูดอย่างกับว่า จบภารกิจนี้แล้ว ยูจะไม่กลับมาเป็นยมทูตอีกอย่างงั้นแหละ" หัวหน้านับเงิน หนึ่งในคนที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้นของผม ถามขึ้นหลังจากที่ผมถอยออกมาจากหน้าบัลลังก์

...เธอเป็นหัวหน้ายมทูตโซนกะลาแลนด์ เอ่อ... ผมหมายถึงประเทศไทย และเป็นยมทูตเพียงคนเดียวในยมโลกที่สวมเชิ้ตดำสูทดำรัดรูป กับปล่อยผมยาวถึงก้น เป็นสัญลักษณ์ที่แค่มองไกลๆ จากระยะร้อยเมตร ก็รู้ว่าต้องทำตัวยังไงเวลามีชนักติดหลัง

"ไอพูดเผื่อไว้เฉยๆ" ผมทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ความจริงแล้วคำพูดที่ว่านั่น มีความหมายอื่นแฝงอยู่

"คนอย่างยูเนี่ยนะจะพูดเผื่อไว้ เดี๋ยวๆ แล้วนี่อะไร ภารกิจใหญ่พรุ่งนี้แล้ว จะปล่อยพวกมารสูทขาวให้คนอื่นจัดการบ้างไม่ได้เลยรึไง ยูพึ่งให้สัตย์สาบานกับท่านยมเมื่อกี๊เองนะ ว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก" มือซ้ายของหัวหน้านับเงินเอื้อมมาตะปบไหล่ผม และถ้าสั่งให้เล็บมือเล็บเท้างอกยาวได้ดั่งใจ เธอคงผลิตเล็บออกมากระซวกร่างผมตรึงไว้กับพื้นนรกไปแล้ว

"ไอก็แค่อยากไปดูว่าหมอนั่นจะจัดการพวกมารยังไง" ผมตอบด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะถึงแม้จะสวมแว่นดำอยู่ แต่ถ้าอีกฝ่ายจับได้ว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในดวงตาของผมล่ะก็...

"งั้นไอจะไปด้วย ไอก็อยากรู้เหมือนกัน" หัวหน้านับเงินยื่นหน้าเข้ามาจ้องหน้าผม แม้เธอจะสวมแว่นดำที่เป็น 1 ในแอสเซสเซอรี่ของยมทูตเจนใหม่อยู่เหมือนกัน แต่นั่นไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความปลอดภัยว่าความลับของผมจะไม่รั่วไหลผ่านลูกนัยน์ตา

"เอาที่ยูสบายใจเลย" ผมยักไหล่ แล้วเบี่ยงตัวเดินนำออกไปด้วยท่าทางปกติ โดยมีหัวหน้านับเงินจ้ำตามมาติดๆ เหมือนกลัวลูกน้องจะหลบหนี

"วันนี้เคสใครนะ นายหิวแสงตาตี่หูกางอะไรนั่นใช่มะ?" หัวหน้านับเงินพูดเหมือนกำลังบอกใบ้เหยื่อรายใหญ่ของพวกเรา ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอแค่จำชื่อหมอนั่นไม่ได้

"นายสีสดตลอดวันธรรมดา" ผมบอกชื่อที่เธอจำไม่ได้ชื่อนั้น

"คนบ้าอะไรชื่อสีสดตลอดวันธรรมดา!?"

เสียงทะลุทะลวงแก้วหูของหัวหน้าที่ดังสวนกลับมา ทำให้ผมต้องนึกทบทวนใหม่ว่า เหยื่อรายนี้ชื่ออะไรกันแน่

"ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง" ผมไม่สารภาพตรงๆ ว่าคิดไม่ออก แต่ตีเนียนไปตลอดทางที่เราวาร์ปจากนรกขึ้นมายังโลกมนุษย์

...เวลานี้ผมและหัวหน้ากำลังยืนอยู่ตรงทางเข้าตึกแลนด์มาร์คหลังคารั่วแห่งหนึ่ง ที่มักเป็นข่าวว่าเจ้าหน้าที่ต้องเอาถังมารองน้ำฝน ทั้งที่สร้างด้วยเงินหลักหมื่นล้าน... ช่างน่าสมเพช

"พวกมารยังไม่มากันเลย หมอนั่นก็ยังไม่มา" กิริยาเหลียวซ้ายแลขวามองหาเป้าหมายของหัวหน้า ทำเอาผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้

"ยังไม่มาหรอก อีกตั้งชั่วโมง กว่าจะถึงเวลาส่งวิญญาณ" คำตอบของผมทำเอาคนฟังหันขวับมาจ้องหน้า แถมยังถลึงตาใส่ชนิดที่มีรังสีอำมหิตส่งผ่านแว่นดำออกมาด้วย

"แล้วยูพาไอมารอตั้งแต่ตอนนี้ทำไมมิทราบยะ!!" เสียงนั้นดังทะลุทะลวงกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อไหร่เธอจะรู้ตัวสักทีว่าถูกผมปั่นหัว

"ยูตามมาเองนะ ไอแค่อยากมาซึมซับความทรงจำเก่าๆ ในประเทศนี้... ก็แค่นั้น" ผมนั่งลงบนสนามหญ้าให้เหมือนกับว่า กำลังพาตัวเองมาพักผ่อนในวันสุดท้ายของการเป็นยมทูต

"คนอย่างยูเนี่ยนะ มาซึมซับความทรงจำเก่าๆ" เธอก้มตัวลงมาดึงแว่นตาดำของผมออก พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาจ้องตา

"เสียใจด้วยนะ ไอไม่หวั่นไหวกับผู้หญิงหรอก" ผมจ้องตอบด้วยแววตาว่างเปล่า เป็น 1 ในวิธีเก็บซ่อนความลับดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้ และแน่นอนว่ายังไม่เคยมีใครล้วงเอามันออกไปได้

"โอ๊ย!! รู้แล้วล่ะย่ะ อย่าให้ไอจับได้แล้วกันว่ายูตั้งใจจะมาทำอย่างอื่น นอกจากมาดูนายก้อนหินจับพวกมารสูทขาว ไม่งั้นล่ะก็..." หัวหน้าหยุดคำพูดไว้แค่นั้น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็รู้ดีว่าประโยคต่อท้ายของมันคืออะไร

"เอาที่ยูสบายใจนั่นแหละ" ผมตัดบทด้วยการเอนตัวลงนอนบนพื้นหญ้า แม้ไม่อาจรับรู้ได้ถึงความชื้นเย็นของดินและหยดน้ำบนยอดหญ้า กลิ่นเขียวๆ ของใบหญ้า หรือความอ่อนนุ่มของต้นหญ้า แต่ผมก็รู้ดีว่ากว่าจะมาเป็นสนามหญ้าสวยๆ แบบนี้ คงมีเรื่องราวมากมายระหว่างทาง

...ว่ากันว่าบางครั้งก็ไม่สำคัญว่าปลายทางจะเป็นยังไง เพราะถ้าระหว่างทางมีเงินหกเจ็ดหลักให้สูบเอาไป ก็ถือว่าคุ้มแล้วที่เราตัดสินใจออกเดินทาง

"ยูต้องกลับมานะ กัมพูชาไม่มีอะไรให้ไปลั้นลาหรอก" จู่ๆ หัวหน้าก็พูดเหมือนจะอ่านอะไรบางอย่างจากข้างในดวงตาของผมออก

"ไอก็ไม่ได้ไปลั้นลานี่ ไปทำงานต่างหาก" ผมพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด พร้อมกับสะกดจิตตัวเองไปด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะทำหลังจากวันพรุ่งนี้ มัน... คือการทำงาน

ใช่! ก็แค่... เปลี่ยนสถานที่ทำงานในการจัดการพวกอมนุษย์ในคราบมนุษย์

"สังหรณ์ไอบอกว่ายูจะไปทำมากกว่านั้น"

สิ่งที่หัวหน้านับเงินพูดสวนขึ้น ทำเอาผมนิ่งอึ้งไปนิดหนึ่ง และเพื่อไม่ให้เธอนึกสงสัย การเนียนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มเมฆสีเทาแก่ คือวิธีที่ผมใช้กลบเกลื่อน

"ยูจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ ไมเคิล?"

นี่ถ้าเป็นพวกรุ่นน้อง คงโดนผมเอ็ดโทษฐานเซ้าซี้เรื่องที่ผมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดไปแล้ว แต่เพราะเป็นหัวหน้า...

"เดี๋ยวฝนก็ตกแล้ว แล้วหลังคานั่น... ก็จะรั่ว" ผมเบนสายตาไปตรงแลนด์มาร์คอลังการงานสร้างชิ้นนั้น โชคดีที่นายสีสดตลอดวันอะไรนั่น กำลังเดินนำบรรดานักข่าวเข้าไปภายในอาคาร เป็นโอกาสให้ผมเปลี่ยนเรื่องพูด

"เหยื่อมาแล้ว อีกเดี๋ยวพวกมันก็คงมา" ผมผุดลุกขึ้นคว้าแว่นดำจากมือหัวหน้ากลับมาสวม ในขณะที่สีหน้าท่าทางของเธอดูจะยังติดค้างอยู่กับคำพูดเรื่องหลังคารั่วของผม

"เป็นอะไร นอนน้อยเหรอ" ผมตัดสินใจหาคำพูดมาเรียกสติเธอ แทนการปล่อยให้เธอยืนครุ่นคิดเรื่องหลังคารั่วอยู่ตรงนี้

"ยมทูตที่ไหนเค้านอนกันล่ะ ยูนั่นแหละ มีเวลาอ่านข่าวหรือไง ถึงได้รู้ว่าหลังคามันรั่ว?" ในที่สุดเธอก็หลุดปากถามออกมาจนได้ ดีแล้ว... ผมเองก็คงไม่สบายใจสักเท่าไหร่ ถ้าหัวหน้าจะไม่เป็นอันทำอะไรด้วยเรื่องนี้

"เปล่า... ประสบการณ์ตรง ไอมารับเหยื่อที่นี่บ่อยจะตาย เข้าไปรอพวกมารข้างในก็ได้ ถ้ายูอยากเห็นเหมือนที่ไอเห็น" ผมไม่พูดเปล่า แต่วาร์ปนำหน้าหัวหน้านับเงินเข้าไปภายในแลนด์มาร์คแห่งนั้น

แน่นอน... ต้องเป็นตรงที่หลังคารั่วอยู่แล้ว ผมจำมันได้ดีทุกจุด

ซ่าาาาาา... ซ่าาาาาา...

ดูฝนฟ้าจะเป็นใจในการอวดโฉมผลงานแลนด์มาร์คหมื่นล้าน เพราะทันทีที่เราเข้ามาภายในอาคาร สายฝนก็ตกกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา ราวกับอยากให้หลังคารีบสำแดงอภินิหารให้หัวหน้ายมทูตได้เห็นเป็นอัปมงคลลูกตา

ซ่าาาาาาา...

คราวนี้ไม่ใช่เสียงฝนด้านนอก แต่เป็นเสียงน้ำตกจากฝ้าเพดาน... ผมหมายถึงน้ำฝนที่รั่วลงมาเป็นน้ำตกนั่นแหละ

"นะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!?" หัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทยยืนอ้าปากค้างให้กับภาพตรงหน้า ราวกับพึ่งได้เปิดหูเปิดตาเห็นอะไรใหม่ๆ ทั้งที่ตัวเธอเองก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า... อะไรก็เกิดขึ้นได้ในไทยแลนด์แดนสนธยา

"เรื่องธรรมดาต่างหาก ยูเองก็อยู่ยมโลกมานานกว่าไอ น่าจะชินได้แล้วมั้ง" ผมยืนมองน้ำตกในร่มที่กำลังเพิ่มปริมาณน้ำบนพื้น จนมันไหลนองใกล้เข้ามาถึงจุดที่ผมยืน เป็นเวลาเดียวกับที่ใครคนหนึ่งเดินใกล้เข้ามา

"ผมไม่ห่วงหรอกครับ เรื่องรถทัวร์จะมาลงผม ทำไมผมจะต้องแคร์ ในเมื่อสิ่งที่ผมทำมันถูกต้องแล้ว" คนคนนั้นเดินยิ้มกริ่มนำหน้านักข่าว ผ่านผมกับหัวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และถึงแม้จะพยายามเบี่ยงตัวหลบน้ำฝนที่รั่วลงมา แต่ทั้งเส้นผม แขนเสื้อ และรองเท้าของเขาก็ยังถูกน้ำฝนกระเซ็นใส่

...หึ! ไม่ต้องแคร์ใครเพราะสิ่งที่ทำมันถูกต้องงั้นเหรอ ทั้งๆ ที่เรื่องน่าสมเพชเกิดขึ้นตำตาตรงหน้า ยังไม่เป็นเดือดเป็นร้อน แกมันก็แค่พวกตาชั่งเอียง แค่คนบาปในคราบนักบุญที่พยายามชุบตัวด้วยคุณธรรมจอมปลอม

"คุณไมเคิล มารอตรวจงานผมเหรอครับเนี่ย?"

เสียงของใครอีกคนเบนความสนใจของผมกับหัวหน้าให้หันไปมอง ผู้ชายตัวสูงผิวเข้มในชุดสูทดำแบบยมทูตเจนใหม่ เจ้าของใบหน้าทรงสามเหลี่ยม คางหนา จมูกโด่ง ปากรูปกระจับบาง กับดวงตากลมโตทรงพลังภายใต้กรอบแว่น หมอนั่นคือก้อนหิน ยมทูตที่ผมวางตัวให้มาจัดการพวกมารสูทขาวแทน

"ก็... ทำนองนั้น" ผมตอบสั้นๆ แล้วเหลือบตามองอีกคนที่พึ่งวาร์ปตามมาติดๆ

"รุ่นพี่ไมเคิล เอ่อ... สวัสดีครับ" ยมทูตฝึกหัดดาวเหนือ เจ้าของร่างเล็กกับผิวขาวซีดตัดกับสูทดำที่สวม ยิ้มเจื่อนๆ ให้ผม ก่อนที่ปากเล็กๆ จะกระตุกเป็นเส้นตรง คิ้วหนาปานกลางบนใบหน้ารูปไข่ขมวดเข้าหากันนิดหนึ่ง จมูกเล็กย่นขึ้นอัตโนมัติ ประกายในดวงตาเรียวยาวภายใต้แว่นดำหายไปแทบจะในทันที บ่งบอกความรู้สึกอึดอัดที่ต้องเจอผม

"อืม..." ผมพยักหน้า แล้วเบนสายตากลับไปมองทางนายสีสดตลอดวัน ไม่ใช่เพราะอยากให้คนตรงหน้าหายอึดอัด แต่เพราะไม่อยากพลาดตอนจบของเหยื่อรายสุดท้ายในชีวิตการเป็นยมทูต

"อ๊ากกกกก!!"

เสียงร้องลั่นของคนคนนั้นเรียกให้ทั้งหัวหน้านับเงิน ก้อนหิน และดาวเหนือ หันขวับมามองต้นเสียงตามผมกันเป็นตาเดียว หมายรวมถึงบรรดานักข่าวที่ต่างยืนชะงักตาค้างไปกับภาพคนโดนไฟดูดที่กำลังชักดิ้นชักงออยู่ตรงหน้าด้วย

"ทะ... ทำไงดี ทะ... ท่านสีสดโดนไฟดูด!!"

"ตะ... ตัดไฟ ต้องรีบตัดไฟก่อน!!"

"คัทเอาท์อยู่ไหน ระบบตัดไฟไม่ทำงานเหรอ!?"

เสียงโหวกเหวกโวยวายดังประสานกับเสียงฝีเท้า รอบข้างเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง วุ่นวาย สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง และกว่าที่ทุกอย่างจะเรียบร้อย คนที่เคยนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นอันเจิ่งนองไปด้วยน้ำ... ก็หัวใจวาย สิ้นชีพในสภาพใบหน้าบิดเบี้ยว บ่งบอกความทรมาน

แต่... ไม่ทันที่ก้อนหินจะพาเหยื่อในความรับผิดชอบของผมลงไปรับการพิจารณาโทษในนรก

"ถึงจะมากันเยอะ ข้าก็ไม่กลัวหรอกจะบอกให้ พวกหมาหมู่!" ผู้ชายผิวเข้มหัวเกรียนวัยยี่สิบต้นๆ ในชุดสูทขาววาร์ปมาขวางหน้าพวกเราไม่ให้เข้าไปควบคุมตัวดวงวิญญาณที่กำลังหลุดจากร่างของนายสีสด ในมือของมันถือเลื่อยยนต์ที่ยังไม่ได้สตาร์ท แทนที่จะถือดาบหรือหอกเหมือนอย่างทุกที

ไม่แน่... เจอกันคราวหน้าพวกมันอาจจะเปลี่ยนมาถือเครื่องตัดหญ้า หรือไม่ก็แส้สายยางสีเขียวก็เป็นได้

"อะไรๆ อย่างนาย... แค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว" ก้อนหินเรียกเคียวออกมาควง พร้อมกับพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายแบบไม่พูดพร่ำทำเพลงนาน ตรงข้ามกับหัวเกรียนสูทขาวที่ยังยืนสตาร์ทเลื่อยยนต์

"บัดซบล้าว... ลืมเติมน้ำมัน" มันเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะขำเหมือนไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเท่าไหร่ ซ้ำยังตั้งท่าจะวิ่งหนี ทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มสู้ อ้อ... พวกมือใหม่สินะ ถึงลืมว่าตัวเองวาร์ปได้

"จะไปไหนไม่ทราบครับ!!" ดาวเหนือวาร์ปไปยืนดักหน้า ทำเอามันชะงักที่มีคนรู้ทัน เปล่าหรอก... แค่ยมทูตฝึกหัดนั่นเคยลืมว่าตัวเองวาร์ปได้เหมือนกันก็เท่านั้น

"ถอยไปนะเฟ้ย!! ยังไงข้าก็ต้องพาวิญญาณนี่กลับฐานตามคำสั่ง" หัวเกรียนยกเลื่อยขึ้นบังหน้าเหมือนจะใช้ป้องกันตัวเฉยๆ ดูเหมือนหลังการกวาดล้างแก๊งมารสูทขาว พวกมันจะหาสมาชิกรุ่นใหม่ไม่ได้ ถึงขั้นที่ต้องเที่ยวว่าจ้างให้ดวงวิญญาณเร่ร่อนมาเป็นสมัครพรรคพวก ผลที่ได้เลยออกมาเป็นแบบนี้

...แก๊งมารสูทขาวคือใคร? พวกมันก็คือเหล่าคนชั่วที่หลบหนีการส่งวิญญาณของยมทูต ไปตั้งกลุ่มโดยอ้างว่าพวกตนทำความดีมาตลอดชีวิตยังไงล่ะ

"นายไม่กลัวเหรอ ว่าทำแบบนี้แล้วบัญชีหนังหมาของตัวเอง มันจะบันทึกกรรมชั่วยาวเป็นหางว่าวหนักขึ้น อาจจะต้องใช้กรรมในนรกไม่ได้ผุดได้เกิดเลยก็ได้ โทษฐานขัดขวางยมทูตในการปฏิบัติหน้าที่"

คราวนี้คำพูดของก้อนหินทำเอามันชะงัก

"จะ... จะ... จริงดิ!?" ชายหัวเกรียนย้อนถามตะกุกตะกัก พลางหันรีหันขวางมองผมที มองก้อนหินที มองดาวเหนือที มองหัวหน้านับเงินที แต่ไม่ทันที่ใครจะได้ตอบอะไร

"เจ้าโง่! ปล่อยให้พวกมันหลอกอยู่ได้ แกกำลังทำความดี ช่วยวิญญาณคนดีให้หลุดพ้นจากนรก จะไปตกนรกได้ยังไง"

แสงสีรุ้งสว่างวาบขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของป้าหน้ากลมผมหยักศก ในชุดสูทขาวแบบของผู้หญิง นางคือ 1 ในสมาชิกแถวหน้าของพวกมารสูทขาวที่ยังหลงเหลือ ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเกิดวิกฤตขาดแคลนกำลังคนจริงๆ ก็จะยังคงทำหน้าที่ปลุกระดมเหล่าคนเขลาผู้หลงผิดอยู่เบื้องหลังเท่านั้น

"คนดีจะไปตกนรกได้ยังไงล่ะครับคุณป้า เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?" ดาวเหนือโพล่งสวนขึ้นเหมือนทนไม่ได้ที่จะต้องฟังคำพูดที่กลั่นออกมาจากตรรกะวิปริต

"ใครเป็นป้าแก ไอ้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!!" ยัยป้าสูทขาวสวนกลับทันควัน นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงลงสนามไปด้วยอีกคนแล้ว

"ยูจะไปไหน?" หัวหน้านับเงินหันขวับมาถาม ทันทีที่สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของผม

"หาที่นั่งดู" ผมตอบสั้นๆ แล้วเดินไปหลบมุมรอชมผลงานของรุ่นน้องยมทูตที่จะมาเป็นตัวตายตัวแทนในวันที่ผมไม่อยู่

"ยูเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย" เธอยังอุตส่าห์เดินตามมายืนทำตาโตใส่ผม เหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่พึ่งได้ยินกับหู

"ก็แล้วแต่จะคิด" ผมตอบยิ้มๆ และยังคงมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปเลย... แม้แต่นิดเดียว

"ตรงนี้ฉันจัดการเอง นายเตรียมส่งวิญญาณตาลุงนั่นได้เลย" ก้อนหินร้องบอกดาวเหนือ เหมือนจงใจยั่วโมโหยัยป้าสูทขาว ซึ่งก็ดูจะได้ผล

"ข้ามศพฉันไปให้ได้ก่อนเถอะไอ้พวกเด็กเวร!" ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างคนที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ดูตัดกับชุดที่ใส่ดี

"งั้นป้าก็เตรียมตัวตายทั้งเป็นในนรกได้เลยครับ" ก้อนหินฉีกยิ้มปิดท้ายประโยค ขณะที่ดาวเหนือวาร์ปเข้าประชิดวิญญาณของนายสีสดที่ยังนั่งมึนงงกับการโดนไฟดูดตายไม่หาย

"ไอ้ดำ! มัวทำอะไรอยู่ จัดการมันสิ!" ยัยป้าหันไปตวาดใส่ลูกน้องหัวเกรียนที่ยังยืนงงอยู่กลางดงยมทูต นี่คือตัวอย่างบอสที่ควรหมดไปจากโลก

"ผมลืมเติมน้ำมันเลื่อยยนต์ครับ" ชายหัวเกรียนยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับสตาร์ทเครื่องให้ดูเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าที่ตนพูดนั้นเป็นความจริง

"แกนี่มันโง่ซ้ำโง่ซาก โง่ไม่มีแผ่วเลย!" เสียงตวาดของนางทะลวงแก้วหูยิ่งกว่าเสียงของหัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทยหลายเท่า

"ขอโทษครับป้า" คนใต้บัญชาเกาหัวหน้ามึน มิหนำซ้ำยังเผลอใช้สรรพนามตามพวกยมทูต ยิ่งทำให้นางโกรธจัดแผดเสียงอาละวาด

"ใครเป็นป้าแก!! ไปเลย! จะไปไหนก็ไป ฉันจะจัดการเอง ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก กลับไปเป็นวิญญาณเร่ร่อนอย่าง ดะ..."

"โป๊กกกกก!!"

ด้ามเคียวยมทูตในมือก้อนหินหมุนคว้างลอยมากระแทกหน้าเจ้าของเสียงหนวกหู ทำเอายัยป้าภาพตัด ล้มลงไปนอนสลบอยู่กับพื้น ที่มีวงเวทย์สำหรับเคลื่อนย้ายร่างลงสู่ปรโลกรออยู่แล้ว

"คอนเฟิร์มเคส"

เสียงของยมทูตฝึกหัดดาวเหนือที่ดังแว่วมาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การส่งวิญญาณนายสีสดลงไปรับโทษในนรกเรียบร้อยดี

"อยากชำระความอะไรกันก่อนไหมครับ เผื่อเคยมีความแค้นส่วนตัว?" ก้อนหินหันมาถามผมกับหัวหน้า ก่อนจะเบนสายตาไปทางชายสูทขาวหัวเกรียน คล้ายจะเป็นเชิงบอกกล่าวเชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วย

"ไม่" ผมกับหัวหน้าตอบสั้นๆ พร้อมกัน ยกเว้นก็แต่คนคนนึงที่ให้คำตอบต่างออกไป

"เอ่อ... ได้เหรอ บัญชีหนังหมาข้าจะยาวเพิ่มหรือเปล่า?" นายหัวเกรียนถามขึ้นอย่างหวาดระแวง เหมือนกลัวจะถูกยมทูตต้มตุ๋นให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกนานขึ้น

"ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะต่อให้ป้าแกจะไม่มีบุญคุณอะไรกับนาย แต่มันก็เป็นการทำร้ายสัตว์โลกน่ะนะ" ก้อนหินอธิบายระหว่างที่เขียนวงเวทย์พันธนาการทับลงไปบนร่างสัตว์โลกที่ว่าอีกครั้ง

"เซ็งเลย งั้นก็รีบๆ จับข้าไปเหอะ กลับฐานไปมีหวังถูกส่งไปเกิดเป็นเหลือบไรแหงๆ" อดีตสูทขาวกลับใจทรุดนั่งลงด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก

"เป็นไง... ผ่านไหมล่ะ เด็กปั้นของยูน่ะ?" หัวหน้านับเงินเขยิบเข้ามากระซิบถาม ท่าทางเหมือนอยากลากผมกลับนรกเต็มแก่แล้ว

"ยูให้ผ่านไหมล่ะ?" ผมย้อนถามแทนคำตอบ แล้วเดินนำออกมาจากจุดที่เคยยืน

"จัดการคนเดียวได้ใช่ไหม?"

คำถามของผมเรียกให้ทั้งก้อนหินและนายหัวเกรียนหันขวับมาหา

"สบายครับ" หมอนั่นฉีกยิ้มให้ผมที่จงใจเดินผ่านไปตรงนั้น... ตรงที่มั่นใจว่าจะมีแค่ทั้งคู่ที่ได้ยินมัน

"ถ้าให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ จนกวาดล้างพวกสูทขาวสิ้นซาก โทษหนักอาจจะเบาลง" คำพูดที่ผ่านการวางแผนและไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีของผม ทำเอาเป้าหมายตาลุกวาวตามคาด

ใช่... ไม่ว่าเมื่อไหร่ จุดหมายของผมก็คือการถอนรากถอนโคนพวกมันให้หมดไปจากกะลาแลนด์!!

อ่านต่อ

สารบัญ เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบ

นิยายมาใหม่

ภาพปกนิยายเรื่อง ไอ้เสือ-ของผม
6.8
ชีวิตของเด็กกำพร้าพลิกผันเมื่อมาเฟียรับอุปการะเป็นน้องชาย ความใกล้ชิดก่อเกิดเป็นความรักจนตกลงสร้างครอบครัวและมีลูกด้วยกัน ทว่าความสุขกลับพังทลายเมื่อชายที่เขารักที่สุดใช้ความรุนแรงและนอกใจอย่างไร้ความปรานี เขาจึงตัดสินใจอุ้มลูกน้อยหนีออกจากกรงทองเพื่อแสวงหาอิสรภาพและเริ่มต้นชีวิตใหม่ ท่ามกลางหัวใจที่บอบช้ำ โชคชะตากลับนำพานายแบบภาพเปลือยชื่อดังเข้ามาพัวพัน การพบกันครั้งนี้ได้สั่นคลอนหัวใจที่เคยปิดตายและเปิดประตูสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
ภาพปกนิยายเรื่อง นักตกสาว
6.9
ชีวิตจืดชืดของหนุ่มอ้วนเตี้ยผู้เก็บตัวต้องจบลง เมื่อเขาถูกเลือกโดยระบบประหลาดที่มาพร้อมเงื่อนไขสุดโหด เสียงหญิงสาวลึกลับในหัวคอยบงการให้เขาต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก ภารกิจหลักคือการหว่านเสน่ห์และล่อลวงหญิงสาวให้สำเร็จในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ความท้าทายนี้ไม่ใช่แค่การสร้างเสน่ห์ที่เขาไม่เคยมี แต่คือการดิ้นรนเพื่อรักษาลมหายใจ หากทำตามคำสั่งไม่ทันเวลา บทลงโทษเดียวคือความตาย เขาจึงไร้ทางเลือกนอกจากต้องปฏิวัติตัวเอง งัดทักษะการจีบสาวเพื่อก้าวเป็นสุดยอดนักรัก และเอาชนะเกมมรณะจากระบบ
ภาพปกนิยายเรื่อง คุณเหยามาจีบฉัน
7.0
บาดแผลจากการถูกหักหลังโดยคนรักและเพื่อนสนิทที่แอบคบชู้กัน ผลักดันให้ฉีโย่วก้าวเข้าสู่สถานเริงรมย์เพื่อลืมความเจ็บปวด ทว่าความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนกับชายแปลกหน้ากลับทำให้ชีวิตของเธอพลิกผัน หญิงสาวหลบหนีออกมาในตอนเช้าโดยไม่คาดคิดเลยว่า ชายหนุ่มในค่ำคืนนั้นคือเหยาซี ผู้บริหารหนุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจในหน้าที่การงานของเธอ ความผิดพลาดจากอารมณ์ชั่ววูบบีบบังคับให้เธอตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การทำงานแต่ละวันเต็มไปด้วยความอึดอัด เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับเจ้านายที่เคยแนบชิดกันมาก่อน
ภาพปกนิยายเรื่อง คุณหนูของข้า
7.6
การเดินทางข้ามมิติสู่โลกแปลกตาได้พลิกผันชีวิตเธอให้กลายเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ แม้ฐานะใหม่จะดูหรูหราแต่ความจริงกลับไม่ได้สวยงามเช่นนั้น ความปรารถนาที่จะมีชีวิตสงบสุขพังทลายลงเมื่อเธอต้องพบกับวิกฤตการณ์ที่ย่ำแย่กว่าเดิม ซ้ำร้ายยังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลและถูกประณามอย่างรุนแรงว่าเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ คำวิจารณ์ถึงความล้มเหลวคอยทิ่มแทงจิตใจอยู่เสมอ ในดินแดนที่เต็มไปด้วยขวากหนามและความขัดแย้งนี้ เธอจำต้องหาทางเอาตัวรอดและก้าวผ่านอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องให้จงได้
ภาพปกนิยายเรื่อง คนคุ้นเคย
7.0
หัวใจของวาดฝันมีเพียงต้นกล้าผู้เป็นรักแรกเสมอมา เธอเฝ้ารอการกลับมาของเขาด้วยความหวัง โดยเชื่อมั่นว่าความรู้สึกระหว่างกันจะไม่เลือนหาย ทว่าหญิงสาวไม่เคยล่วงรู้เลยว่าอดีตอันแสนหวานได้จบสิ้นลงแล้ว เมื่อความจริงปรากฏว่าบิดาของเธอคือฆาตกรที่พรากชีวิตครอบครัวของชายหนุ่มไป บาดแผลฉกรรจ์ครั้งนั้นแปรเปลี่ยนความรักของเขาให้กลายเป็นความเคียดแค้น การหวนคืนมาของเขาจึงไม่ใช่เพื่อทวงสัญญารัก แต่เป็นการสาดเทความเกลียดชังและคำบอกลาอันเย็นชา สิ่งที่เธอฟูมฟักมาเนิ่นนานจึงถูกบดขยี้อย่างไร้ความปรานี
ภาพปกนิยายเรื่อง กาลเวลาไร้เสียงแบกหัวใจของผม
8.1
หยินเหลียงเช็งต้องทำเด็กหลอดแก้วเป็นครั้งที่สาม ซึ่งนำเธอไปสู่ช่วงเวลาอันทุกข์ทรมาน เธอต้องเผชิญสภาพแวดล้อมที่ปราศจากความเห็นใจ ท่าทีเย็นชาจากแพทย์บีบบังคับให้ต้องกล้ำกลืนความอับอายทางสรีระ สิ่งที่สร้างความปวดร้าวที่สุดไม่ใช่การผ่าตัด แต่เป็นขั้นตอนเตรียมตัวที่เต็มไปด้วยเข็มฉีดยาอันแสนทารุณ ซึ่งกลายเป็นบททดสอบที่กัดกินจิตใจอย่างรุนแรง เรื่องราวนี้ถ่ายทอดบาดแผลและความพยายามของหญิงสาวที่จำต้องแบกรับความเจ็บปวดทางกายและอารมณ์ไว้เพียงลำพัง ขณะที่กาลเวลายังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไร้สุ้มเสียง
รายชื่อตอน
อ่านเลย
แชร์