APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง Black Boy, Bad Boy จับพ่อหนุ่มตัวร้ายมาติวรัก

Black Boy, Bad Boy จับพ่อหนุ่มตัวร้ายมาติวรัก

เมื่อชีวิตของละอองฟองมาถึงทางตันเพราะครอบครัวตัดหางปล่อยวัดเรื่องเงินทองจนแทบไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ แถมยังต้องมาตกงานและโดนทวงค่าห้องในวันเดียวกัน โชคชะตาที่มืดมนกลับยื่นข้อเสนอให้เธอมารับหน้าที่เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ทว่างานนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เมื่อมีกฎเหล็กสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เธอเผลอใจไปรักลูกศิษย์ของตัวเอง หากละเมิดข้อตกลงนี้เธอจะไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว และยังต้องจ่ายค่าปรับคืนสูงถึงสิบเท่าตัว ละอองฟองจึงต้องทำทุกทางเพื่อควบคุมหัวใจตัวเองไม่ให้หวั่นไหวในเกมเดิมพันที่มีอนาคตเป็นเดิมพันครั้งนี้
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 3

บทที่ 3

จากเหตุการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งหลายทั้งปวง ทำให้ฉันต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดคาบเรียนในวันนี้ จนเพื่อนสนิทอย่างยัยใบเฟิร์นต้องเหลียวมามองแล้วมองอีก ด้วยเห็นว่าสีหน้าฉันนั้นแลดูไม่สบอารมณ์ยิ่ง แน่นอนว่ายัยนี่ก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากปากฉันเรียบร้อย กระทั่งเลิกคลาส เธอจึงเริ่มเอ่ยปากสนทนากับฉันเป็นประโยคแรกหลังจากเงียบกันมานานกว่าสองชั่วโมง

“แกจะทำหน้าอมส้วมตลอดไปทำไมวะไอ้อองฟอง เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะน่า จะมาคิดให้ปวดหัวทำไมอีก”

เดาได้ทันทีว่ายัยใบเฟิร์นต้องหมายถึงเรื่องที่อีตาธามเกือบจะจูบฉันเป็นแน่ =_= ฉันรีบยกมือขึ้นเป็นปางห้ามญาตินัยปฏิเสธว่าสิ่งที่ฉันคิดหาได้ใช่เรื่องนั้นแต่อย่างใด

“อ๋อ ไม่ใช่เรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องค่าหอใช่มั้ยที่แกคิดไม่ตก”

ใบเฟิร์นเลิกคิ้วสูง เดาคำตอบถัดไปได้อย่างแม่นยำราวกับเข้ามาในสมองของฉันได้ยังไงยังงั้น ฉันพยักหน้ารับน้อยๆ แล้วลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยอมรับเลยว่าเรื่องเงินนี่เป็นปัญหาที่คิดไม่ตกจริงๆ เฮ้อออ =3=

“ฉันก็บอกแกแล้วไงว่ายืมฉันก่อนก็ได้ มีแล้วค่อยคืน จะคิดแล้วคิดอีกให้มันรกสมองทำไมวะแก”

“เงินมันไม่ใช่น้อยๆ นะใบเฟิร์น ยืมแกมา แล้วแกจะเอาเงินที่ไหนใช้”

“เยอะแยะ แกไม่ต้องห่วงหรอก เงินแค่หมื่นหน่อยๆ แค่นี้จิ๊บๆ มีเมื่อไหร่ค่อยคืน”

“อือ ขอบใจนะ”

“โอ๊ย ขอบจงขอบใจอะไร เพื่อนกัน ช่วยได้ก็ช่วย ฉันไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรนักหรอก”

ใบเฟิร์นว่าพลางล้วงเอาตลับแป้งพัฟออกจากกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงหูฉี่มาตบๆ บนใบหน้าเบาๆ ราวไม่สนใจเท่าไหร่นัก

ความจริงฉันเองก็ว่าไปตามมารยาทอย่างนั้นแหละ =_= ฉันรู้ดีว่าบ้านยัยนี่รวยแค่ไหน เรียกว่าเกิดมาบนกองเงินกองทองเลยดีกว่า เนื้อตัวมีแต่ของแบรนด์เนมที่ราคามากกว่ารายจ่ายของฉันแต่ละเดือนหลายเท่า ก็เป็นไฮโซนี่ จะมีตังค์เยอะกว่าชาวบ้านชาวช่องก็ไม่แปลก และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันรบกวนเพื่อนคนนี้เรื่องเงินๆ ทองๆ ซึ่งเธอก็เข้าใจปัญหาของฉันและช่วยเหลือมาตลอดตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะปฏิเสธไม่ช่วยเหลือฉัน

“แล้วแกจะไปไหนต่อล่ะ ฉันว่าจะไปหาอะไรกินสักหน่อย ถ้าแกว่างก็ไปด้วยกัน เดี๋ยวฉันเลี้ยง”

พลันใบเฟิร์นก็เอ่ยถาม ฉันเหลือบไปมองใบหน้าสวยคมที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจัดจ้าน เดาได้ว่าที่ที่หล่อนจะไปก็คงไม่พ้นร้านอาหารห้างไฮโซดังๆ เป็นแน่ ก่อนจะปฏิเสธออกไป

“แกไปเหอะ ฉันว่าจะไปหางานใหม่ทำ เพิ่งโดนเลิกจ้างไป ไม่หางานทำเดี๋ยวได้อดตายกันพอดี”

“เอางั้นก็แล้วแต่ จะออกไปเลยมั้ยล่ะ จะได้เดินไปพร้อมกัน วันนี้ฉันจอดรถไว้หน้ามอพอดี”

ฉันพยักหน้าตอบตกลง เท่านั้นใบเฟิร์นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เก็บอุปกรณ์แต่งหน้าทั้งหมดลงกระเป่าแล้วลุกผลุงเดินนำลิ่วๆ ออกจากคลาสไป ปล่อยให้ฉันเดินตามหลังราวกับลูกกะจ๊อกเดินตามเจ้านายก็ไม่ปาน -_-;;

เอาจริงๆ ฉันกับยัยนี่ค่อนข้างมีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันอยู่มากนะ ใบเฟิร์นเป็นประเภทคุณหนูที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง แม้เธอจะไม่ใช่สาวสวยขาวหมวยตามแบบฉบับความสวยยอดนิยม แต่ผิวสีน้ำผึ้งกับหน้าตาคมแบบไทยๆ บวกกับทรวดทรงองค์เอวที่ฮอตของเธอก็ทำให้มีหนุ่มๆ มาแจกขนมจีบไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ฝรั่ง = = เหมือนเธอจะเข้าข่ายสเป็กของหนุ่มๆ พวกนี้เข้าอย่างจัง ซ้ำยังหัวอินเตอร์ ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างจะต้องเป็นแบรนด์เนมเท่านั้น ในขณะที่ฉันใช้แต่ของตลาดนัด รูปร่างก็แลดูแบนแท่ดไปหมดทุกสัดส่วน หน้าตาก็หมวยๆ สเป็กหนุ่มไทยมากกว่า แถมยังมีชีวิตอนาถายากจนข้นแค้นผิดกับยัยนี่ราวฟ้ากับเหว -_- ยอมรับเลยก็ได้ว่าบางครั้งก็อดนึกอิจฉาไม่ได้กับความรวยของยัยนี่ คิดแล้วก็หมั่นไส้ ฮึ!

ไม่นานนักฉันกับยัยใบเฟิร์นก็มาถึงยังลานจอดรถหน้ามหาวิทยาลัย ยัยนั่นโยนข้าวของเข้าไปในรถแล้วหันมาถามฉันที่ยกมือป้องแดดกระทบหน้าท่ามกลางความร้อนระอุกว่าสามสิบองศาของประเทศไทย

“แน่ใจนะว่าจะไม่ให้ฉันไปส่ง วันนี้แดดมันร้อนนะแก กว่าจะขึ้นรถมงรถเมล์ได้ลมใส่ก่อนพอดี”

“ฉันชินแล้ว แกจะไปก็ไปเถอะ มัวแต่ยืดยาดอยู่ได้”

แล้วฉันก็โบกมือปฏิเสธอีกครั้งกับความหวังดีของยัยนี่ ใบเฟิร์นเองก็ไม่ใช่คนชอบตอแย จึงผลุบเข้าไปในรถเก๋งป้ายแดงของเธอก่อนสตาร์ทเครื่องพร้อมลดกระจกลง บอกลาฉันก่อนไปอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนนะ มีอะไรให้ช่วยก็โทรมาแล้วกัน เดี๋ยวฉันรีบบึ่งรถมาหา”

“ไปเหอะ ไม่ต้องห่วง”

ตัดบทโบกมือให้เพื่อนรักเสร็จสรรพ พอเห็นใบเฟิร์นเข้าเกียร์เตรียมถอยรถ ฉันก็หมุนตัวหมายจะเดินไปยังป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก

ทว่าออกเดินได้ไม่กี่ก้าว เสียงรถเบรกเอี๊ยดก็ดังลั่นพร้อมกับเสียงร้องโวยวายแหลมๆ ที่คุ้นหู ทำให้ฉันต้องหันกลับไปมองอย่างตกใจ

“เฮ้ย! พุ่งเข้ามานี่ไม่เห็นหรือไงว่ารถเค้ากำลังถอยอยู่น่ะ!”

ภาพที่เห็นคือยัยใบเฟิร์นชะโงกหน้าตะโกนใส่รถอีกคันที่พุ่งเข้ามาจอดสนิทอยู่ท้ายรถของเธอขณะที่เธอกำลังถอยรถ จนต้องเบรกกะทันหันด้วยสีหน้าหงุดหงิดสุดฤทธิ์ ก่อนจะกระชากประตูลงมายืนเท้าเอวโวยวายต่อโดยไม่เกรงสายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมายังหล่อนสักนิด

“เอ้าๆ ผิดแล้วยังเฉยอีก ขับรถแบบนี้รู้มั้ยว่าเค้าเรียกว่าไม่มีมารยาทน่ะคุณ! ดีนะที่ไม่ชน รถฉันเพิ่งจะถอยมาใหม่นะยะ!”

พอเห็นว่าเจ้าของรถคู่กรณีไม่มีท่าทีจะลงมาจากรถ ฉันก็รีบปรี่เข้าไปหาเพื่อนเพื่อปรามให้เธอสงบสติก่อนเรื่องจะบานปลายไปเป็นเรื่องใหญ่ เพราะดูแล้วยัยใบเฟิร์นคงโมโหอยู่ไม่น้อย

“ใบเฟิร์น... แกใจเย็นๆ ก่อน ไม่ชนก็ดีแล้ว อย่าเสียงดังนักเลย อายเค้า”

“อายก็อาย ใครจะสน ไอ้รถคันนี้ต่างหากที่ต้องอาย ดูสิ! ขับเมอร์เซเดซ-เบนซ์เสียเปล่า แต่กลับไม่มีมารยาท เฮอะ!”

เหมือนจะไม่ได้ผล -_-;; ยัยนั่นยังคงโวยวายซ้ำยังพาดพิงไปถึงเจ้ารถเบนซ์สีดำขลับด้วยความหมั่นไส้อีกต่างหาก ฉันจึงตัดสินใจลากยัยนี่ไปที่รถตัวเอง ก่อนจะหลอกล่อให้สงบอารมณ์อีกครั้ง

“เดี๋ยวฉันจัดการให้ แกใจเย็นๆ ก่อน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตซะหน่อย แค่ให้คนขับรถนั่นมาขอโทษก็พอใจใช่มั้ย”

ถึงใบเฟิร์นจะไม่ตอบ แต่ดูสายตาก็รู้ไปถึงตับไต ฉันได้แต่สายหัวน้อยๆ กับนิสัยของยัยนี่ ก่อนตรงไปยังรถคู่กรณีเพื่อสนองอารมณ์ยัยเพื่อนจอมวีนนี่ให้เสร็จสิ้น จะได้ไปหางงหางานทำสักที โดยไม่ทันได้ฉุกคิดเลยว่าสิ่งที่ฉันตัดสินใจทำนั้นมันจะนำพาปัญหามาสู่ตัวฉันเอง

ฉันยกมือขึ้นหมายจะเคาะกระจกให้รถคู่กรณีลดกระจกลงมาคุยกัน แต่ไม่ทันจะเดินไปใกล้ตัวรถดี กระจกรถด้านหน้าข้างคนขับก็ลดลงมาพร้อมกับปรากฏใบหน้าของชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ใส่แว่นดำในชุดสูท โดยที่คนขับซึ่งนั่งอยู่ข้างกันนั้นก็แต่งตัวไม่ได้ต่างกัน ดูประหนึ่งจับนักมวยปล้ำแชมป์โลกมาใส่สูทก็ไม่ปาน ทำเอาฉันชะงักกึก เสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที...

บอกฉันหน่อยเถอะว่านี่ไม่ใช่รถของเจ้าพ่อที่ไหนน่ะ! =O=;;

“ผู้หญิงคนนี้หรือครับที่บอก”

จู่ๆ หนึ่งในนั้นก็พูดขึ้น พลางหันไปถามใครบางคนที่นั่งอยู่ทางเบาะหลัง ซึ่งฉันเองก็ไม่เห็นหน้าเพราะรถคันนี้ปิดฟิล์มมืดทึบ ครู่เดียวเขาก็พยักหน้าน้อยๆ แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

“งั้นผมจัดการเลยนะครับ”

จัดการหรือ? จัดการอะไร -_-?;;

ไม่ทันได้สงสัยไปมากกว่านี้ นายคนที่นั่งข้างคนขับก็ก้าวลงจากรถมายืนตัวใหญ่กินพื้นที่โลกตรงหน้าฉัน ยิ่งเห็นขนาดตัวเต็มๆ แบบนี้ ความตั้งใจที่จะมาขอให้คนพวกนี้ไปขอโทษยัยใบเฟิร์นก็มลายหายไปสิ้น ฉันคิดว่าฉันสมควรจะถอยทัพอย่างเร่งด่วน มือหมอนั่นข้างเดียวบีบหัวฉันสมองกระจายได้ง่ายๆ เลยนะเนี่ย = =

“คุณครับ เชิญทางนี้หน่อยครับ เจ้านายผมมีธุระจะคุยด้วย”

สายไปแล้ว ยังไม่ได้แม้แต่จะขยับตัว อีตาร่างยักษ์นี่ก็กระดิกนิ้วเรียกฉันยิกๆ ฉันก็ได้แต่แกล้งซื่อ ชี้หน้าตัวเองเหมือนถามว่า ‘ฉันน่ะหรือ’ อะไรประมาณนี้ =_=;;

“คุณนั่นแหละครับ เชิญทางนี้หน่อย”

“=_=;;”

เอ่อ... ทำไมต้องทำหน้าดุใส่กันด้วย จนแล้วจนรอดฉันก็ตรงเข้าไปหาหมอนี่จนได้ พอหยุดยืนหน้าประตูฝั่งด้านหลัง นายยักษ์ก็ประกบข้างหลังฉันทันที พร้อมๆ กับกระจกหน้าต่างหลังลดลงช้าๆ ทำเอาใจฉันเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เสียวสันหลังตัวเองขึ้นมาวาบๆ โดยฉับพลัน

วีนใส่ใครไม่วีน ดันมาวีนใส่มาเฟีย ยัยใบเฟิร์นเอ๊ย! เห็นมั้ยเนี่ยว่าเพื่อนเดือดร้อนแทนแล้ว! TOT;;

แต่เมื่อกระจกลดลงมาจนเห็นใบหน้าของผู้อยู่ด้านใน ความคิดในตอนแรกเรื่องมาเฟียอะไรนี่ก็หายสิ้นไปจากสมองของฉันเมื่อประสบพบหน้าขาวๆ ของชายหนุ่มที่จดจำได้ขึ้นใจ ก่อนฉันจะร้องลั่นพลางชี้หน้าเขาราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน

...จะไม่จำขึ้นใจได้ไง ก็ไอ้คนที่อยู่ในรถนั่นมันเป็นคนเดียวกับคนที่พยายามจะจูบฉันเมื่อวานน่ะเซ่!

“อะ...อีตาเสี่ยธาม! =O=!”

“เสี่ยธงเสี่ยธามอะไรกันเล่าน้องอองฟอง ต้องเรียกพี่ธามถึงจะถูก” หมอนั่นส่งยิ้มมาให้ฉันพร้อมยักคิ้วใส่อย่างกวนๆ

“มะ...มาที่นี่ทำไม”

ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันถามคำถามนี้ออกไป แต่ฉันรู้สึกว่าการมาเจอเขาในวันนี้ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ก็โรงแรมแกรนด์เซบาสเตียนกับมหาวิทยาลัยของฉันอยู่ไกลกันตั้งเยอะ เขาคงไม่เผอิญผ่านมาทำธุระแล้วมาเจอฉันแน่ -_-;;

“เผอิญพี่มาทำธุระให้คุณหญิงปรางค์น่ะ บังเอิญจังเลยนะที่มาเจอน้องอองฟองที่นี่พอดี” ว่าพลางยักคิ้วให้อีกรอบ

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญไปทำธุระต่อให้เสร็จเถอะค่ะ ดิฉันขอตัว”

ฉันรีบเอี้ยวตัวหมายจะหมุนกลับ แต่ก็ถูกสกัดไว้ด้วยร่างใหญ่เบิ้มของนายยักษ์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ก่อนเขาจะถือวิสาสะจับบ่าฉันแล้วหมุนให้ฉันหันหน้ากลับมาทางอีตาพี่ธามตามเดิม

“เฮ้ย! อะไรเนี่ย” ฉันร้องโวยวายเบาๆ ขณะที่หมอนั่นแทรกขึ้น

“คุณหญิงปรางค์สั่งให้พี่มาตามหาใครบางคนน่ะ ตอนนี้ธุระของพี่เสร็จแล้วล่ะ”

ไม่ได้อยากรู้เลยย่ะ! ไม่ต้องมาบอก -*- เสร็จแล้วก็ไปๆ เสียทีสิยะ ไอ้เรื่องขอทงขอโทษยัยใบเฟิร์นนี่ไม่ต้องแล้วก็ได้ เมื่อกี้ฉันตั้งใจจะทำอะไรก็เป็นโมฆะไปแล้วกัน

“งั้นเราไปกันเถอะ ตากแดดนานๆ มันร้อนนะ”

เออ ไปซะได้ก็ดี... แต่เอ๊ะ! อะไรนะ? ใครคือเรา? ใครตากแดด? หมอนั่นก็นั่งอยู่ข้างในรถนี่ โดนแดดที่ไหนกัน...

และก็ไม่ทันได้ถามอีกครั้ง นายยักษ์พยักหน้ารับคำสั่งนายก่อนจะพุ่งเข้ามาหิ้วปีกฉันจนตัวลอย พร้อมเปิดประตูหลังแล้วยัดเข้าไปข้างในโดยมีอีตามนุษย์หื่นคอยรับอยู่ ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากจนฉันไม่อาจจับต้นชนปลายถูก รู้ตัวอีกทีก็ถูกล็อกตัว พร้อมกับรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าเป็นที่เรียบร้อย โดยมีเสียงจากคนข้างๆ ฉันดังขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีกับผลงานของตัวเอง ซึ่งนั่นก็คือการจับตัวฉันขึ้นรถอย่างไม่สมยอมนี่เอง!

“ไม่คิดเลยว่าจะเจอตัวเร็วขนาดนี้ ถ้าไม่ได้เจอยัยสาวปากตลาดนั่นโวยวายใส่ กว่าจะหาตัวเธอเจอคงเสียเวลาเป็นวันแน่ โชคดีจริงๆ เลยนะน้องอองฟอง ^-^”

อย่าบอกนะว่าที่เจอฉันนี่เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ อย่างที่ว่าน่ะ! อะไรจะซวยขนาดนี้! =O=!!

ติดตามชมต่อ!
เนื้อหากำลังเข้มข้น! สลับไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง ถูกทิ้งโดยอัลฟ่า หันไปแต่งกับศัตรู
9.3
เมื่อฉันตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู อัลฟ่าที่เคยเป็นคนรักกลับเลือกที่จะละทิ้งฉันอย่างไม่ใยดีเพียงเพื่อไปหาคู่แท้ของเขา คำพูดอันแสนเย็นชาผ่านสายโทรศัพท์ในนาทีชีวิตทำให้ฉันไม่มีทางเลือก นอกจากต้องยอมก้มหัวอ้อนวอนต่ออัลฟ่าฝ่ายตรงข้ามเพื่อเอาชีวิตรอดและยอมตกเป็นของเขา ทว่าในเวลาต่อมาเมื่ออดีตคนรักเกิดเปลี่ยนใจและคิดจะกลับมาทวงตัวฉันคืน ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะในตอนนี้ร่างกายและหัวใจของฉันได้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของศัตรูผู้ไร้ความปรานี และเขาจะไม่มีวันยอมปล่อยให้ฉันกลับไปหาใครหน้าไหนอีก
ภาพปกนิยายเรื่อง หลังจากถูกแย่งงานแต่งงาน ฉันกลายเป็นน้องเขยคนเก่าของแฟน
9.2
ในวันแต่งงานที่ควรจะมีความสุขที่สุด ฉันกลับถูกอดีตเพื่อนที่เคยกลั่นแกล้งแย่งชิงเจ้าบ่าวไปต่อหน้า โดยที่ชายคนนั้นเลือกที่จะทอดทิ้งฉันอย่างไร้เยื่อใย ทว่าเมื่อฉันลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรม เขากลับใช้กฎหมายฟ้องร้องข่มขู่จนฉันกลายเป็นตัวตลกของสังคม ทั้งยังเหยียดหยามว่าฉันไม่มีวันสู้เขาได้เพราะเขามีพี่เขยผู้ทรงอิทธิพลคอยหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง แต่แล้วในยามที่ไร้หนทาง ชายผู้เป็นตำนานคนนั้นกลับเข้ามาโอบกอดฉันไว้ พร้อมยื่นข้อเสนอที่จะส่งคนชั่วทั้งสองเข้าคุกเพื่อแลกกับหัวใจของฉัน
ภาพปกนิยายเรื่อง รักครั้งนี้ต้องทุ่มทั้งใจ
8.1
จากเพื่อนสนิทที่รู้ใจกลับกลายมาเป็นคนรักอย่างลึกซึ้ง ทว่าเส้นทางรักของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อบาดแผลในอดีตและมือที่สามเริ่มเข้ามาสั่นคลอนความเชื่อใจจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ซ้ำร้ายภาระหน้าที่อันแสนหนักอึ้งยังกลายมาเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่คอยขัดขวาง ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่การแตกหัก พวกเขาจะจับมือกันก้าวผ่านมรสุมชีวิตเพื่อรักษาความผูกพันนี้ไว้ได้สำเร็จ หรือจะต้องยอมปล่อยมือและยอมจำนนต่อความจริงอันแสนทรกร้ายในบดี
ภาพปกนิยายเรื่อง รักใสใส หัวใจ Virgin
8.8
อยากเล่าเรื่องราวของรักแรก และความรักในช่วงของวัยรุ่นวัยเรียน วัยมหาวิทยาลัย วัยที่น่ารัก ความรักที่ต้องลุ้น รักที่ต้องให้ใจ รักที่มันใสใส แต่แฝงไปด้วยความหื่น เรื่องนี้จะมีความใสใส... หรือเปล่าต้องลองอ่านดู การันตีความสนุก ความฟิน ให้ผู้อ่านได้จิกหมอนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคู่ของ มีมี่กับลีโอ คนแรกของกันและกัน เป็นคู่ที่มีอยู่ในเรื่อง Stumble Love รักสะดุดใจ น้องสาวของลินค่ะ ขนมผิงกับติ๊ดชึ่ง ทอมกับผู้ชายเนิร์ด พี่คีตากับหญิง รุ่นพี่ที่รักจริงหวังฟัน และคู่เกย์น่ารัก กุ้งเต้นกับตุ๊กตุ่น คู่วายในเรื่องที่คุณธิดาแต่ง พอไปวัดไปวาได้ไหม นักอ่านช่วยวิจารณ์หน่อยนะคะ ถ้าได้จะแต่งวายสักเรื่อง ++++++ สปอย “เอ่อ...ก็รู้แล้วลงจากตัวเขาได้ยัง” เธอผลักอกเขาเบา ๆ “ไปอาบน้ำด้วยกันนะ เดี๋ยวเขาอาบให้มี่เอง” เขาชักชวนเธอ เพราะรู้สึกตรงกลางร่างงามฉ่ำแฉะไปหมดแล้ว “มี่รู้ไหมเขามีความสุขที่สุดเลย” บอกเธอด้วยน้ำเสียงดีใจปนปลื้มสุด ๆ “อือ...” เธอยิ้มกลับส่งสายตาหวานให้ “แต่เดี๋ยวเขามีเรื่องจะถาม” ลีโอเอ่ยมาน้ำเสียงจริงจัง จ้องหน้าโดยใช้นิ้วมือของเขายึดใบหน้าเธอให้ตรึงอยู่กับที่ “เรื่องอะไร...” “ทำไมมี่ใส่ถุงยางอนามัยคล่องจัง เขายังไม่ค่อยเป็นเลย” เขาถามน้ำเสียงจับผิด เธอส่ายหน้าหน้าแดงไม่ยอมตอบ “บอกมาเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นเขาจะเอาตัวเองต่อ” พูดพลางขยับอัดแท่งลงร่องแน่น “บ้าเหรอลีโอเดี๋ยวถุงแตก” เธอร้องห้ามบิดตัวหลบปลายจมูกที่ซุกไซ้ลงมา “ไหนบอกมาก่อนเร็ว ๆ” เขาหยัดร่างใช้สองมือคร่อมหน้าเธอไม่ให้ขยับ “แหม...อยู่หอ ไอ้พวกเด็กหอมันไม่มีอะไรทำกัน ก็เลยซื้อมาลองหัดใส่ดูเผื่อได้ใช้” เธอตอบคำถามทำหน้าอาย ๆ “ผู้หญิงสมัยนี้มันจริง ๆ เลย” เขาพูดขึ้นก่อนจะก้มลงจุ๊บไปที่ปากที่กำลังจะเถียง “แต่ก็ได้ใช้เห็นไหม” “ครับที่รัก มีมี่ของลีโอเก่งไปทุกเรื่อง แต่เรื่องบนเตียงเราค่อยมาเรียนรู้พร้อมกันนะ พรุ่งนี้เขาจะหาท่าใหม่ ๆ มาบ้าง ตัวเองจะได้ไม่เบื่อ” พูดส่งเสียงทะเล้นปนทะลึ่ง “บ้า...ลีโอเนี่ย...” ว่าพลางทุบหน้าอกเขาอีกครั้ง “ไปอาบน้ำดีกว่า ดึกแล้วนะพรุ่งนี้ขอบตาเขาจะช้ำ” เธอรีบบอกเขา เพราะเลยเวลานอนมามากโขแล้ว “เขาว่าอย่างอื่นอาจจะช้ำมากกว่าขอบตาอีกนะ” พูดจบก็แกล้งกระแทกลำตัวเบา ๆ “ไอ้ลีโอ ไอ้ลามก...” “มี่เรียกเขาว่า ไอ้...ใช่ไหม ต้องลงโทษสถานเดียว” ลีโอกอดรัดมีมี่แน่น ซุกไซ้จมูกและปลายลิ้นไปทั่ว กว่าสองคนจะได้อาบน้ำนอนก็ใกล้รุ่งเต็มที...ฟ้าเหลืองเลยงานนี้
ภาพปกนิยายเรื่อง ซีรีส์ Alien's host-ลูกชายผมเป็นเอเลี่ยน
8.8
ในคืนที่ผมออกไปเที่ยวคลับตามปกติ สายตาพลันเหลือบไปเห็นชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างน่าประหลาด ทว่าเขากลับมีสภาพร่างกายที่ดูอ่อนแรงและทรุดโทรมคล้ายคนใกล้จะหมดลมหายใจ แม้ว่าในตอนนั้นความมึนเมาจะเริ่มเข้าครอบงำสติของผมแล้ว แต่ด้วยความรู้สึกเห็นใจและอยากช่วยเหลือ ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไปพยุงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเขาเอาไว้ ทันใดนั้นเอง ชายคนดังกล่าวกลับกระซิบคำขอร้องที่ทำให้ผมต้องตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเขาบอกว่าต้องการจะวางไข่ในร่างกายของผม คำพูดสุดพิลึกพิลั่นนี้ทำให้ผมสับสนอย่างหนักว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องล้อเล่นขำๆ หรือเป็นเรื่องจริงที่แสนเหลือเชื่อกันแน่
ภาพปกนิยายเรื่อง โอเมก้าผู้ถูกทอดทิ้ง  หายนะของจอมราชันอัลฟ่า
9.2
ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา ฉันทำหน้าที่เป็นคู่แท้และเป็นเสาหลักทางใจให้แก่อัลฟ่าดัสตินมาโดยตลอด ทว่าความซื่อสัตย์ทั้งหมดกลับมลายสิ้นเมื่อฉันได้เห็นหลักฐานการนอกใจของเขากับผู้ช่วยสาว ความเจ็บช้ำจากการโดนหักหลังครั้งนี้รุนแรงเสียจนร่างกายของฉันปฏิเสธพันธะแห่งจิตวิญญาณ และเมื่อชู้รักส่งรูปครรภ์มาเยาะเย้ย ฉันจึงเลือกที่จะเดินจากไปพร้อมตัดขาดทุกความสัมพันธ์โดยไม่ขอรับทรัพย์สินใดๆ ทั้งสิ้น ทว่าการก้าวเดินออกมาในครั้งนี้ไม่ใช่การยอมจำนนต่อโชคชะตา หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของแผนการล้างแค้นเพื่อทำลายล้างโลกทั้งใบของเขาด้วยน้ำมือของฉันเอง