APKDock Logo
รายชื่อตอน
แชร์
ภาพปกนิยายเรื่อง Like Daddy, Like Baby แด๊ดดี้ครับ...

Like Daddy, Like Baby แด๊ดดี้ครับ...

หลังสูญเสียมารดาอย่างกะทันหัน ชีวิตวัยสิบเจ็ดของกานต์ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อเขาได้รู้ความจริงเรื่องพ่อเลี้ยงอย่างออสติน สเวน นักธุรกิจชาวอเมริกันที่เข้ามาเสนอตัวเป็นผู้ดูแลจนกว่าเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ด้วยสถานการณ์ที่ไร้ทางเลือก กานต์จึงต้องยอมรับฐานะผู้อยู่ในปกครอง ทว่าความใกล้ชิดกับผู้ปกครองสุดเสน่ห์กลับค่อยๆ สั่นคลอนหัวใจของเด็กหนุ่ม จากความรู้สึกขอบคุณแปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ยากจะควบคุม จนทำให้เด็กแสนดีคนนี้คิดอยากจะเกเรเพื่อหวังพิชิตใจผู้เป็นเจ้าของชีวิตคนใหม่ของเขาให้สำเร็จ
รายชื่อตอน
แชร์

ตอน 3

บทที่ 3

กานต์พยายามปรับตัวให้เข้ากับบ้านใหม่และพ่อใหม่ให้เร็วที่สุดด้วยไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นปัญหาของออสติน แค่อีกฝ่ายเมตตาเขาถึงขนาดนี้ก็นับว่าดีมากพอแล้ว เด็กกำพร้าอย่างเขาไม่ควรทำให้ผู้มีพระคุณต้องหนักใจไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม

หลังจากมื้ออาหารเมื่อวาน เด็กหนุ่มขอบคุณเจ้าของบ้าน พูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย ก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่ห้องใครห้องมัน เขาไม่ลืมที่จะตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ตั้งใจว่าจะรีบตื่นก่อนออสติน อย่างน้อยจะได้แสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขาไม่ใช่คนขี้เกียจนอนตื่นสายจนอีกฝ่ายต้องลุกขึ้นมาทำอาหารให้ พูดก็พูด กานต์ตั้งใจจะเป็นฝ่ายทำอาหารให้นั่นแหละ ในหัวก่อนนอนมีเมนูอาหารฝรั่งแบบง่ายๆ ผุดพรายขึ้นมาอยู่สองสามเมนู

ขนมปังปิ้ง ไข่ดาว เบคอนหรือไส้กรอกทอด กับกาแฟ แค่นี้น่าจะเพียงพอ...

ทว่าพอถึงเวลาจริงๆ เขากลับไม่ตื่นตามเวลาที่คาดหวัง เพราะยังไม่คุ้นชินกับเวลาที่ดินแดนแห่งนี้ซึ่งแทบจะสลับกลางวันกลางคืนกับประเทศไทย รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนที่ตะวันโด่งแล้ว

กานต์รีบกระเด้งลงจากเตียงทันทีที่เห็นว่านาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาเกือบเที่ยง เขารีบวิ่งลงไปด้านล่างก่อนเป็นอันดับแรก ในใจคาดหวังว่าออสตินอาจจะยังไม่ตื่น แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งไขว่ห้างอ่านอะไรบางอย่างในแท็บเล็ตอยู่ที่โซฟาใต้บันได

“ตื่นแล้วเหรอ”

ได้ยินเสียงตึงตัง ออสตินก็ละสายตาจากหน้าจอหันมามอง กานต์พยักหน้ารับ ไม่แน่ใจนักว่าควรจะทำสีหน้าอย่างไรดี วันแรกก็ตื่นสายเสียขนาดนี้ จะโดนดุหรือเปล่านะ

“ล้างหน้าแล้วหรือยัง”

แทนที่จะดุ ออสตินกลับถาม กานต์ซึ่งยังยืนค้างอยู่บนบันไดบ้านส่ายหน้า เท่านั้นก็ถูกไล่

“ไปล้างหน้าแปรงฟันซะ จะได้ลงมากินมื้อเที่ยง อ้อ ไม่สิ มื้อเช้าของเธอสินะ”

เหมือนจะเป็นประโยคหยอกล้อ แต่กลับทำให้คนฟังหน้าม้าน

วันแรกก็ตื่นสายโด่งเสียแล้ว ถึงจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นเพราะเมื่อวานเขาเดินทางมาไกลเลยทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ แต่มันก็ยากที่จะเอ่ยปากแก้ตัวออกไปอย่างนั้น

“ไปสิ ฉันจะไปเตรียมอาหารให้”

แล้วความฟุ้งซ่านของกานต์ก็สิ้นสุดลงเมื่อออสตินตัดบทขึ้นมา สุดท้ายแล้วก็เป็นพ่อเลี้ยงของเขาที่เป็นคนทำอาหารให้ กานต์ละอายใจอยู่ไม่น้อยที่ต้องรบกวนเขาถึงขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร รีบวิ่งขึ้นไปข้างบนแล้วจัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อยในเวลาอันสั้น

ไม่นานนักก็กลับลงมาข้างล่างด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ออสตินเตรียมอาหารเสร็จแล้ว มื้อกลางวันของพวกเขาเป็นอาหารง่ายๆ อย่างแซนด์วิชและสลัดผัก กานต์ไม่ค่อยชอบกินอาหารฝรั่งพวกนี้หรอก เขาชอบกินอาหารไทยมากกว่า แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเลือกมากได้ ออสตินทำให้กินก็ดีแล้ว อีกอย่าง อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่าบรรยากาศที่โต๊ะอาหารในตอนนี้มันเงียบเสียเหลือเกิน ออสตินไม่ใช่คนพูดมาก เขาจะพูดก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น กานต์เองก็เช่นกัน ประกอบกับที่เขาไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองสักเท่าไรเลยทำให้การชวนใครคุยสักคนเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่สำหรับพ่อเลี้ยงของเขา...เพื่อความสนิทสนมและไม่ให้บรรยากาศเงียบจนเกินไป คงต้องชวนคุยสินะ

“คุณสเวนไม่ไปทำงานเหรอครับ”

ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าโพล่งออกมา ออสตินที่กำลังรินกาแฟดำใส่ถ้วยชะงัก เหลือบตามามองทันที

“คุณสเวน?”

แทนที่จะตอบ กลับพูดชื่อของตัวเองแทน กานต์เลยรีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน

“แด๊ดดี้...เอ่อ...ไม่ไปทำงานเหรอครับ”

นึกขึ้นมาได้ว่าจริงๆ แล้วต้องเรียกผู้ชายตรงหน้าว่าแด๊ดดี้ ซึ่งก็ใช่ ที่ออสตินทวนชื่อของตัวเองก็เพราะต้องการให้เด็กหนุ่มเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวนั่นแหละ

“ถามเหมือนไม่อยากให้ฉันอยู่บ้าน”

“เปล่าครับ พอดีผมเห็นว่าวันนี้เป็นวันจันทร์”

ออสตินหัวเราะเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเสีย

“ฉันจะเข้าบริษัทก็ต่อเมื่อมีประชุมหรือมีเอกสารสำคัญต้องจัดการเท่านั้น ซึ่งวันนี้ไม่มีอะไรสำคัญ อีกอย่าง ฉันควรจะอยู่บ้านเพราะต้องดูแลเธอ”

ได้ยินเหตุผลแล้ว คนฟังก็เกรงใจขึ้นมาทันที

“ขอโทษที่รบกวนนะครับ”

ออสตินเลิกคิ้วสูง “อย่าพูดอย่างนั้น ฉันรับปากเธอแล้วว่าจะดูแลก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด ฉันเป็นผู้ปกครองเธอนี่”

เรื่องนั้นกานต์รู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก แต่การที่ออสตินแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ในสถานะไหน มันทำให้กานต์ประหม่าขึ้นมาน้อยๆ

“แล้วก็รับปากแม่เธอแล้วด้วยว่าจะดูแลเธอเป็นอย่างดี จะปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่วันแรกที่มาถึงนิวยอร์กได้ยังไงกัน”

อันที่จริงแล้วการที่เขาอยู่บ้านเพื่อดูแลเด็กในอาณัติน่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้มากกว่า บ่งบอกชัดเจนเลยว่าเขาเป็นคนรักษาสัญญาอยู่ไม่น้อย

“ขอบคุณครับ”

กานต์ซาบซึ้งในบุญคุณนี้ แต่ออสตินไม่สนหรอกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะคิดอย่างไรกับเขา เอาแต่พูดสิ่งที่อยากจะพูดออกไป

“อยากถามอะไรฉันอีกไหม”

คนฟังเลิกคิ้วสูง...จริงๆ แล้วก็มีอยู่เหมือนกัน กานต์อยากรู้ว่าออสตินอายุเท่าไร เพราะเขายังดูหนุ่มเกินกว่าที่จะเป็นพ่อเลี้ยงของเด็กอายุสิบเจ็ด แต่ถามออกไปตอนนี้คงจะไม่เหมาะสักเท่าไรจึงได้แต่ส่ายหน้า

“ถ้าเธอไม่ถาม งั้นฉันจะถามแล้วกัน”

กลายเป็นว่าเปิดโอกาสให้ออสตินได้ซักไซ้เสียอย่างนั้น กานต์นั่งเหยียดหลังตรงขึ้นมาราวกับเตรียมพร้อมต่อการถูกซัก ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มของผู้เป็นเจ้าของบ้านจะดังขึ้น

“เธอคิดบ้างแล้วหรือยังว่าหลังจบไฮสกูลแล้ววางแผนยังไงต่อ”

จู่ๆ บทสนทนาก็กลายเป็นเรื่องนี้ กานต์ซึ่งไม่ทันจะได้เตรียมรับมือกับคำถามนี้นิ่งงันไปครู่

“แด๊ดดี้หมายถึง...”

“จะทำงานหรือเรียนต่อ หรือจะกลับไทย”

ออสตินขยายความให้ กานต์เลยเข้าใจขึ้นมาได้ ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ทำเอาออสตินเลิกคิ้วสูงขึ้นมาข้างหนึ่ง

“ไม่ได้คิดเลยเหรอ”

เด็กหนุ่มยังคงส่ายหน้าอีก

“ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันจะเป็นผู้ปกครองเธอแค่ปีเดียว เธอก็ยังไม่ได้วางแผนชีวิตตัวเองหลังจากนั้นเอาไว้?”

“ครับ”

กานต์ยอมรับอย่างจำนน ก็ก่อนหน้านั้นจนถึงตอนนี้ เขาเอาแต่คิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างไรกับผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งจะรู้จักกันไม่นานอย่างเดียวนี่นา ใครจะไปคิดกันล่ะว่าจะต้องคิดเรื่องนั้นเร็วขนาดนี้

ออสตินยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเล็กน้อย หลังจากวางมันลงบนโต๊ะ สายตาก็มองจ้องไปยังอีกฝ่ายเขม็ง

“ควรคิดได้แล้วนะ”

“แต่ผมเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้แค่วันเดียว”

ถ้านับวันนี้ด้วยก็เป็นวันที่สอง กานต์พยายามจะบอกเหตุผลเป็นนัยว่ามันไวเกินไปที่จะคิดเรื่องนั้น เขายังไม่รู้เลยว่าสังคมที่นี่เป็นอย่างไร เขาจะอยากเรียนต่อหรือทำงาน หรือจะกลับไทยก็ยังไม่รู้สักนิดเพราะเวลาที่ต้องเลือกมันยังมาไม่ถึง ออสตินไม่ใช่ว่าไม่รู้ เขารู้ แต่ว่ามันก็ควรต้องวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เหรอ

“เธอมาอยู่ที่นี่ได้แค่วันเดียวก็จริง แต่เธอก็รู้ตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่าเธอจะอยู่ที่นี่แค่ปีเดียว ดังนั้นก็ควรที่จะมีแผนรองรับอนาคตตัวเองคร่าวๆ เพราะพอเธออายุครบสิบแปด ความเป็นผู้ปกครองของฉันก็จะสิ้นสุดลง”

กานต์สบตาอีกฝ่าย ตอนนี้เรื่องที่เขารู้เกี่ยวกับออสตินอีกอย่างก็คือผู้ชายคนนี้นอกจากจะเป็นคนที่เพียบพร้อมไปทุกอย่างแล้ว ยังเป็นคนตรงไปตรงมาอีกด้วย ตรงเสียจนสร้างความกดดันให้กับเด็กหนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่กานต์จะออกปากถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“หมายความว่าพอครบหนึ่งปีตามกำหนดแล้ว ผมควรจะกลับไทยเหรอครับ”

“ฉันไม่ใช่คนตัดสินใจ คนตัดสินใจคือเธอต่างหากว่าหลังจากบรรลุนิติภาวะแล้วจะเลือกทางเดินชีวิตแบบไหน แล้วที่ฉันถามก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้เธอกลับไทย ทุกเรื่องหลังจากที่เธออายุครบสิบแปด เธอจะต้องตัดสินใจเอง ฉันถึงได้ถามไงว่าเธอวางแผนไว้ยังไง จะเรียนต่อ ทำงาน หรือกลับไทย”

“แสดงว่าผมไม่ต้องกลับไทยก็ได้ใช่ไหม”

“บอกแล้วไงว่าคนตัดสินใจคือเธอ”

ถึงออสตินจะไม่ได้ดุ น้ำเสียงและสีหน้าราบเรียบ กานต์ไม่กล้าจะถามต่อเมื่อถูกเขาจ้องนิ่งๆ และการที่นิ่งเงียบไปก็ทำให้ออสตินเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา

“ที่ฉันพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะย้ำเธอว่าเป้าหมายของฉันที่รับเธอมาอยู่ด้วยก็คือส่งเสียเธอเรียนให้จบไฮสกูล หลังจากนั้นเธอจะเรียนต่อ ฉันก็ยินดีสนับสนุน ถ้าอยากจะทำงาน ก็ไม่ว่ากัน อยากจะทำงานในบริษัทฉัน ฉันก็จะจัดคนมาดูแลให้ แต่ถ้าอยากจะไปจากที่นี่ มันก็สิทธิ์ของเธอ เพราะข้อตกลงของเรามันสิ้นสุดลงเมื่อเธออายุครบสิบแปดเท่านั้น” เขาว่ายาว พอเด็กหนุ่มสบตาก็เสริม “แต่ภายในหนึ่งปีที่ฉันเป็นผู้ปกครอง เธอจะต้องเชื่อฟังฉัน เข้าใจใช่ไหม ถึงจะเป็นพ่อเลี้ยงแต่ก็ให้คิดซะว่าฉันเป็นครอบครัวคนเดียวของเธอ”

ติดตามชมต่อ!
เนื้อหากำลังเข้มข้น! สลับไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

คุณอาจจะชอบ

ภาพปกนิยายเรื่อง คุณครับ...ผิดคิว
8.6
จากโปรดิวเซอร์สู่การเป็นศิลปินเบื้องหน้าตามฝัน คีย์ ได้กลับมาพบกับ เนย์ น้องชายคนสนิทวัยเยาว์ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นสเตจเมเนเจอร์ดูแลความเรียบร้อยในกองงาน การร่วมงานอย่างใกล้ชิดทำให้ความผูกพันแปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ลึกซึ้ง ทว่าอุปสรรคชิ้นใหญ่คือความต่างของสถานะระหว่างดาราดาวรุ่งผู้เจิดจรัสกับคนทำงานเบื้องหลังในเงามืด ทั้งคู่ต้องจับมือกันเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากสังคมและกระแสวิจารณ์ของแฟนคลับ เพื่อพิสูจน์ว่ารักแท้ครั้งนี้จะเอาชนะความต่างและได้รับการยอมรับหรือไม่ ร่วมติดตามบทสรุปชีวิตคู่สุดอบอุ่นในตอนพิเศษอีก 5 ตอน
ภาพปกนิยายเรื่อง เพื่อนที่แปลว่าเมีย
9.2
เมื่อเพื่อนสนิทคิดจะข้ามเส้นความเป็นเพื่อนเพื่อก้าวไปสู่สถานะสามี ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นจึงเริ่มสั่นคลอนอย่างหนัก แต่เมื่อถูกตั้งคำถามถึงความรู้สึกรัก เขากลับเลือกที่จะเงียบและตั้งคำถามสวนกลับว่า ความสัมพันธ์ทางกายที่ลึกซึ้งนั้นจำเป็นต้องมีความรักมาเกี่ยวข้องด้วยจริง ๆ หรือ คำตอบนั้นทำให้เธอเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งทันทีว่า สิ่งที่เขาต้องการจากเธอนั้นมีเพียงแค่เรื่องบนเตียงเท่านั้น โดยไม่มีความรู้สึกรักมอบให้เลยแม้แต่น้อย มิตรภาพที่ปราศจากความรักแต่กลับอบอวลไปด้วยความปรารถนาทางกายในครั้งนี้ จะนำพาพวกเขาทั้งสองคนไปสู่บทสรุปของความสัมพันธ์ในรูปแบบใดกันแน่
ภาพปกนิยายเรื่อง เทพสวรรค์บัญชา
8.6
เมื่อเส้นทางรักมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่บีบคั้นหัวใจ หญิงสาวผู้ติดอยู่ในวังวนแห่งความผูกพันอันลึกซึ้งต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกแสนยากลำบาก ท่ามกลางสองบุรุษผู้ทรงอิทธิพลและเปี่ยมด้วยอำนาจ นางกลับพบว่าหัวใจของตนไม่อาจตัดใจละทิ้งใครไปได้เลย เพราะทั้งคู่ต่างมีความสำคัญในใจนางอย่างเท่าเทียมกัน และในเมื่อความรักครั้งนี้ไม่อาจยอมให้เกิดความสูญเสียแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ข้อเสนอสุดท้ายที่ไม่มีใครคาดคิดจึงถูกหยิบยื่นขึ้นมา ในเมื่อเลือกคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ก็จงก้าวข้ามผ่านกรอบเกณฑ์เดิมๆ แล้วครองคู่ร่วมกันไปทั้งสามคน นี่คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่จะกลายเป็นตำนานบทสำคัญที่โลกต้องจารึกไว้ตลอดกาลเวลาจดึกไว้ตลอดไปตลอดไปตลอดไปตลอดจนผู้คนต้องจารึกไว้ไม่รู้กัน
ภาพปกนิยายเรื่อง บอกแล้วไงว่าจะไม่รัก
9.6
จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อความผิดปกติทางร่างกายนำพาอุปสรรคส่วนตัวมาให้ พร้อมกับข้อเสนอคุกคามที่ยากจะยอมรับได้ แม้สถานการณ์รอบตัวจะบีบคั้นและสร้างความสับสนในความรู้สึกอย่างที่สุด แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดปฏิเสธความสัมพันธ์อันน่าเหลือเชื่อนี้อย่างสุดกำลัง เพราะตระหนักดีว่าการยอมรับข้อเสนอดังกล่าวอาจนำพาหายนะครั้งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการมาสู่ชีวิต เขาจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและรักษาจุดยืนของตนเองเอาไว้ให้รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้
ภาพปกนิยายเรื่อง Black Boy, Bad Boy จับพ่อหนุ่มตัวร้ายมาติวรัก
9.8
เมื่อชีวิตของละอองฟองมาถึงทางตันเพราะครอบครัวตัดหางปล่อยวัดเรื่องเงินทองจนแทบไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ แถมยังต้องมาตกงานและโดนทวงค่าห้องในวันเดียวกัน โชคชะตาที่มืดมนกลับยื่นข้อเสนอให้เธอมารับหน้าที่เป็นติวเตอร์ส่วนตัว ทว่างานนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เมื่อมีกฎเหล็กสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เธอเผลอใจไปรักลูกศิษย์ของตัวเอง หากละเมิดข้อตกลงนี้เธอจะไม่ได้รับค่าจ้างแม้แต่บาทเดียว และยังต้องจ่ายค่าปรับคืนสูงถึงสิบเท่าตัว ละอองฟองจึงต้องทำทุกทางเพื่อควบคุมหัวใจตัวเองไม่ให้หวั่นไหวในเกมเดิมพันที่มีอนาคตเป็นเดิมพันครั้งนี้
ภาพปกนิยายเรื่อง รักนี้...ไม่จำกัดนิยาม
9.3
ความรักไม่ใช่เรื่องของเพศสภาพ แต่เป็นเรื่องของหัวใจที่ไม่มีใครสามารถมากำหนดขอบเขตได้ แม้ว่าเราจะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราทุกคนต่างมีอิสระเต็มที่ในการเลือกทางเดินชีวิตและโอบกอดความรักในแบบของตัวเอง เช่นเดียวกับสองชายหนุ่มผู้มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ความรักคือสิ่งที่มีคุณค่าและงดงามที่สุดในชีวิต พวกเขาจึงจับมือกันอย่างเหนียวแน่น พร้อมที่จะฝ่าฟันและก้าวข้ามทุกอุปสรรคขีดจำกัด เพื่อปกป้องความสัมพันธ์อันแสนพิเศษนี้ให้อยู่เคียงคู่กันตลอดไป