APKDock Logo
ภาพปกนิยายเรื่อง วุ่นรักมนตรา คำสาปบุปผา NC20+

วุ่นรักมนตรา คำสาปบุปผา NC20+

9.1 / 10.0
โชคชะตาเล่นตลกกับโจวเจ้าเว่ย องค์หญิงแสนงามแห่งเผ่าบุปผาผู้ต้องคำสาปร้าย หากนางริอาจมีความรักจะต้องเผชิญความตาย เพื่อทำลายคำสาปนี้ นางกับพี่ชายฝาแฝดจึงตัดสินใจข้ามมิติโดยใช้ขลุ่ยวิเศษเพื่อค้นหาหนทางรอด ทว่าโชคชะตากลับชักนำให้นางต้องเข้าพิธีสมรสทางการเมืองกับฝูจื่อหรง ฮ่องเต้หนุ่มผู้อ่อนแอในสายตาคนอื่นและถูกมองว่าเป็นเพียงหุ่นเชิด แม้จักรพรรดิผู้เย็นชาจะเห็นสตรีเป็นแค่เครื่องมือค้ำจุนอำนาจบัลลังก์ แต่ความลึกลับและเสน่ห์ของเจ้าเว่ยกลับค่อยๆ สั่นคลอนหัวใจของเขา ท่ามกลางเพลิงปรารถนาที่ก่อตัวและความลับอันตรายที่ต้องปิดบังเพื่อเอาชีวิตรอด

วุ่นรักมนตรา คำสาปบุปผา NC20+ ตอนที่ 1

ขลุ่ยเพรียกบุปผาเป็นของล้ำค่าของเผ่าบุปผาซึ่งเป็นลูกหลานของเผ่าสวรรค์ตั้งแต่ครั้งอดีต ขลุ่ยนี้สามารถควบคุมกองทัพผึ้งพิษดึกดำบรรพ์ให้เชื่อฟังคำสั่งจึงเป็นของวิเศษที่คนในใต้หล้าต่างค้นหาเพื่อครอบครอง

ว่ากันว่าขลุ่ยเพรียกบุปผาได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับเป็นเวลาถึงสิบแปดปีแล้วตั้งแต่ครั้งศึกชิงบัลลังก์ของแคว้นเหลียงจนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดตามหาพบ จนหลายคนคิดว่าขลุ่ยนี้ได้กลับสู่สรวงสวรรค์ไปแล้ว

โจวเจ้าเว่ยร่ายคาถาฉับพลันขลุ่ยเพรียกบุปผาในมือก็อันตรธานหายไป หญิงสาวมองไปยังพี่ชายแล้วหัวเราะเสียงดัง โจวเจี๋ยหลุนเดินขึ้นมาจากลำธารเสื้อผ้าเปียกปอน โจวเจี๋ยหลุนถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดออกจากตัว ก่อนจะบิดเสื้อแล้วสะบัดแรง ๆ หลายครั้งแล้วพับอย่างเรียบร้อยเก็บไว้ในกระเป๋าเป้กันน้ำสัมภาระที่เขาใช้เดินทางเป็นประจำ

การเดินทางย้อนเวลามาแคว้นเหลียงและกลับไปยังเวลาปัจจุบันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกสามเดือนแต่พวกเขาทั้งคู่ไม่อาจคาดเดาวันที่ชัดเจนได้ เมื่อถึงวันนั้นขลุ่ยจะปรากฏกายอยู่ตรงหน้าของโจวเจ้าเว่ยและเธอจะเป่าบทเพลงข้ามกาลเวลาโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าโจวเจี๋ยหลุนจะอยู่ที่ใดก็ตามเขาจะได้ยินเสียงขลุ่ยดังก้องในหูต้องแอบหลบผู้คนและย้อนเวลากลับมากับน้องสาวด้วยทุกครั้ง ครานี้ก็เช่นกัน

"เปียกเป็นลูกหมาตกน้ำเลยเจี๋ยหลุน" น้องสาวยังหัวเราะไม่หยุด

"บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกพี่"

พี่ชายส่ายหน้าให้กับอาการไม่เชื่อฟังของน้องสาวตัวน้อย

"เกิดห่างกันไม่กี่นาทีจะเรียกพี่ทำไม อีกอย่างทำแบบนี้จะได้คอยกันสาวๆพวกนั้นไม่ให้เข้าใกล้เจี๋ยหลุนไงล่ะ เห็นแล้วรำคาญลูกกะตาชะมัด" โจวเจ้าเว่ยเดินเข้าไปเกาะแขนพี่ชายอย่างออดอ้อน เธอยีผมยาวของพี่ชายแล้วช่วยเซตให้เข้าที่

"พอแล้ว"

โจวเจี๋ยหลุนปัดมือน้องสาวออก เขาไม่ชอบให้ใครแตะต้องตัว แต่ก็ยอมปล่อยให้โจวเจ้าเว่ยที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของร่างกายเขาอีกคนแตะต้องเขาได้โดยง่าย

"ที่นี่คือที่ไหนเหรอ ไม่คุ้นตาเลย" โจวเจ้าเว่ยมองไปรอบ ๆ บริเวณ แถวนี้ดูไม่คุ้นตา

"นั่นสิ ปกติเราไม่โผล่ที่วัง ก็ต้องไปโผล่ที่จวนนี่นา"

โจวเจี๋ยหลุนจับมือน้องสาวแน่น มองรอบข้างอย่างระวัง เมื่อมองไปโดยรอบเขาก็รู้สึกคุ้นเคยที่แห่งนี้ เขาลากน้องสาวให้เดินตาม แล้วจับข้อมือของเธอพากระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

เมื่อมาอยู่บนที่โจวสูงเจี๋ยหลุนมองเห็นรอบบริเวณได้ชัดเจนขึ้น โจวเจี๋ยหลุนเอากล้องส่องทางไกลออกมาจากกระเป๋าแล้วบอกน้องสาวเบา ๆ

“เราอยู่ใกล้กับสำนักคุณหลุน นี่ก็ใกล้มืดแล้วเราคืนนี้เราต้องไปค้างที่นั่น เว่ยเว่ยต้องปลอมกายหน่อย สำนักคุณหลุนมีกฎห้ามสตรีเข้าไปภายใน”

“อ้อโรงเรียนของตัวเองน่ะเหรอ แค่แต่งตัวเป็นผู้ชายก็เข้าไปได้แล้วเหรอ มันจะไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ” โจวเจ้าเว่ยส่ายหน้าทำท่าครุ่นคิด

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นพี่จะใช้วิชาพรางกายไม่ให้ใครรู้ว่าน้องเป็นผู้หญิง ทุกคนจะเห็นน้องเป็นเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง แถวนี้มีสัตว์เวทย์ที่สำนักร่ายไว้เพื่อป้องกันอันตรายจากพวกปีศาจในตอนกลางคืน แต่สัตว์เวทย์นี้ดุร้ายแม้แต่คนแปลกหน้าที่ไม่ใช่ศิษย์สำนักก็ไม่แน่ว่าพวกมันอาจทำร้าย ดังนั้นคืนนี้เราจะอยู่นอกสำนักไม่ได้ พรุ่งนี้ค่อยพี่จะขอยืมม้าเร็วจากอาจารย์เพื่อเดินทางกลับ”

“ปีศาจเหรอ”

“ใช่น้องอาจไม่รู้หลายปีมานี้มีสำนักมารเกิดขึ้นมากมาย จึงมีพวกเรียนวิชานอกรีตที่ต้องการครองใต้หล้าพยายามสร้างกองทัพภูติผีบ้างสำเร็จ บ้างปล่อยออกมาเร่ร่อนดังนั้นอยู่นอกวังและหมู่บ้านย่อมไม่ปลอดภัย”

“ทำไมเค้าไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้”

“ในวังและในหมู่บ้านล้วนถูกปกป้องด้วยอาคมเวทย์ขับไล่ปีศาจเว่ยเว่ยเลยไม่เคยพบยังไงล่ะ แต่ออกห่างหมู่บ้านเพียงห้าสิบลี้พลังเวทย์ไม่อาจคุ้มครองดังนั้นจึงมีปีศาจปะปนอยู่ไปทั่ว”

“น่ากลัวจัง”

“เช่นนั้นเราต้องรีบแล้ว”

กล่าวจบโจวเจี๋ยหลุนก็ดึงร่างน้องสาวกระโดดลงจากต้นไม้ ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแบบบุรุษที่อยู่ในกระเป๋าเป้ที่พกติดตัวเป็นประจำออกมา เขายิ้มแล้วส่งเสื้อผ้าให้น้องสาว

สำนักคุณหลุนนับเป็นสำนักสำหรับร่ำเรียนวิชาปราบภูตผีและฝึกวิทยายุทธอันดับหนึ่งในยุทธภพ อีกทั้งยังสอนหลักธรรมเกี่ยวกับการปกครอง การวางแผนกลยุทธ์ และการครองตนให้ทรงคุณธรรมอันเลื่องชื่อ

ในเดือนอีเย่ว์หรือเดือนมกราคมจะมีการคัดเลือกเด็กชายอายุไม่เกินแปดขวบไม่สนฐานะว่าคนผู้นั้นจะร่ำรวยหรือยากจน ขอเพียงแต่มีความสามารถสอบผ่านได้ข้อสอบของสำนักที่มีทั้งด้านบุ๋นและบู๊ได้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแม้แต่อีแปะ

แต่กระนั้นทุกคนที่จบจากสำนักล้วนกลับมาตอบแทนให้ในจำนวนเงินมหาศาล เนื่องจากค่าตอบแทนที่เหล่าศิษย์มอบให้มีจำนวนมหาศาลและสำนักคุณหลุนหาได้ใช้เงินทองฟุ่มเฟือยแต่ประการใด บัดนี้จึงกลายเป็นสำนักที่ร่ำรวยที่สุดก็ว่าได้

ผู้สำเร็จจากสำนักนี้ล้วนเป็นคนเก่งในยุทธภพจิตใจมีคุณธรรมและสง่างามแม้จะเคยยากจนเพียงใดหากเข้ามาเรียนที่สำนักคุณหลุนแล้วล่ะก็ล้วนสามารถสร้างฐานะได้อย่างรวดเร็วเพราะความสามารถของศิษย์สำนักคุณหลุนนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้าหาสำนักใดเทียบเท่า

นั่นเป็นเพราะว่าสำนักคุณหลุนเป็นสำนักที่สืบทอดมาจากอาจารย์ผู้ก่อตั้งคือเซียนเจี่ยนจือผู้ได้รับหน้าที่ลงมาปราบมารจากสรวงสวรรค์แม้ว่าบัดนี้เขาได้ปล่อยสำนักให้คนรุ่นหลังดูแลสืบทอดส่วนตนเองนั้นกลับสู่สรวงสวรรค์ด้วยหมดหน้าที่แล้วก็มีลูกศิษย์ที่เขาตั้งให้เป็นเจ้าสำนักผู้เก่งกาจและทรงคุณธรรมดูแลสืบต่อกันมาหลายร้อยปี

ด้วยเพราะเป็นสำนักเซียนที่สืบทอดมาจากเซียนสายตรง สำนักแห่งนี้จึงมีกฎเข้มงวดเป็นพันข้อและเหมือนจะเพิ่มขึ้นทุกปี อาจารย์ที่สอนในสำนักล้วนเป็นศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียงเรื่องความเข้มงวดและความเก่งกาจ แม้แต่โจวเจ๋อฮั่นผู้ได้รับการจารึกชื่อในยุทธภพว่าเก่งกาจที่สุดในใต้หล้าซึ่งเป็นบิดาของคู่แฝดโจวเจี๋ยหลุนและโจวเจ้าเว่ยก็เคยเรียนที่นี่เมื่อครั้นเยาว์วัย

ถึงจะกล่าวว่าสำนักคุณหลุนไม่สนฐานะรับศิษย์ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน แต่ในความเป็นจริงแล้วคนมีความสามารถที่ผ่านการคัดเลือกก็ล้วนแต่เป็นลูกเศรษฐีหรือไม่ก็เหล่าเชื้อพระวงศ์ บุตรของเสนาอำมาตย์ที่ผ่านการฝึกฝนในทุกๆด้านมาตั้งแต่เด็กจนเชี่ยวชาญเกินปัญญาที่เด็กชาวบ้านทั่วไปจะเข้ามาร่ำเรียนได้

โจวเจี๋ยหลุนก็เป็นหนึ่งในศิษย์เอกของสำนักแห่งนี้ เรื่องที่เขาต้องเดินทางไปมาระหว่างสองโลกเจ้าสำนักผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี โจวเจี๋ยหลุนร่ำเรียนในสำนักครบแปดปีก็สำเร็จทุกวิชาทั้งที่คนปกติใช้เวลาถึงสิบปีกว่าปี บางคนเรียนตลอดชีวิตจนแก่เฒ่าจนต้องถูกขับออกจากสำนักก็มีเยอะ

พวกเขาเหล่านั้นตอนอยู่ในสำนักนับเป็นประเภทที่สอบตกซ้ำชั้นแต่พอออกนอกสำนักก็ถือว่าเป็นผู้เก่งกาจฝีมือดีผู้หนึ่ง จึงมีหลายคนทะนงตนไปตั้งสำนักของตนเองรับศิษย์เข้ามาฝึกเพื่อแสวงหาเงินทอง

แม้จะไม่จบจากสำนักแถมยังมีพวกที่ถูกขับไล่เพราะทำผิดกฎจนยากเยียวยา แต่ด้วยความที่สำนักคุณหลุนไม่ได้ใส่ใจเรื่องภายนอกจึงไม่มีผู้ใดติดตามศิษย์นอกคอกเหล่านี้จึงเป็นช่องว่างให้พวกเขายังใช้ชื่อสำนักคุณหลุนรับศิษย์ของตนเอง และกอบโกยเงินทองจากผู้หลงเชื่อมากมาย

ผู้คนที่ยอมทุ่มเงินเพื่อเข้าสำนักปลอมเหล่านั้นล้วนมีทั้งพ่อค้าขุนนางที่ร่ำรวยเมื่อบุตรของตนเองไม่สามารถสอบเข้าสำนักคุณหลุนได้แต่ยังมีจิตใจที่จะให้บุตรของตนได้ร่ำเรียนแม้จะเป็นเพียงเรียนจากศิษย์ของสำนักก็ดีจึงทำให้ยอมเสียเงินทองให้บุตรของตนเองเข้าเรียนอย่างไม่มีข้อแม้

ดังนั้นภายนอกจึงมีสำนักที่เป็นศิษย์ของศิษย์ของศิษย์อีกที่เกิดขึ้นมากมาย ขอเพียงรู้เคล็ดวิชาเล็กน้อยก็หลอกเงินเศรษฐีหน้าโง่ได้โดยไม่มีใครมากำหราบ

สองพี่น้องเดินทางไม่นานก็มาหยุดที่สำนักคุณหลุน โจวเจี๋ยหลุน แจ้งแก่คนเฝ้าประตูว่าเขาจะขอพักแรมที่นี่สักคืน แม้ว่าเขาจะออกจากสำนักมาหลายปีแล้วแต่ศิษย์น้องผู้ทำหน้าที่เฝ้าประตูก็ยังจดจำศิษย์พี่โจวเจี๋ยหลุนผู้เป็นศิษย์เอกของสำนักผู้นี้ได้ เขาและโจวเจ้าเว่ยจึงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

“เชิญศิษย์พี่และคุณชายขอรับ”

คนเฝ้าประตูในอาภรณ์สีขาวลายกิเลนเหินที่ถูกปักไว้อย่างประณีตอันเป็นสัญลักษณ์ของสำนักคุณหลุนค้อมศีรษะให้อย่างนอบน้อม

“ขอบใจเจ้ามาก” โจวเจี๋ยหลุนพยักหน้าแล้วหันมาเอ่ยกับโจวเจ้าเว่ย

“เข้าไปข้างในกัน”

โจวเจ้าเว่ยยิ้มรับ กระโดดเกาะแขนโจวเจี๋ยหลุนแล้วเดินตามเขาแจ ก่อนจะหันหลังมายิ้มให้ศิษย์น้องของพี่ชายเป็นการขอบคุณ ระหว่างทางมาที่นี่โจวเจี๋ยหลุนกำชับเธอนักหนาว่าห้ามซุกซนเนื่องจากสำนักมีกฎมากมาย โจวเจ้าเว่ยจึงต้องระวังให้มาก

พลันบุรุษผู้นั้นก็เผลอจับจ้องใบหน้างดงามจิ้มลิ้มเหมือนสตรีของน้องชายศิษย์พี่โจวอย่างชื่นชม ริมฝีปากแดงเรื่อ ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาดุจหยกเนื้อดี ดวงตากระจ่างใสดุจดารา รูปร่างบอบบาง เพราะที่นี่เป็นสำนักชายล้วนเขาจึงเคยเห็นบุรุษที่อ้อนแอ้นเช่นนี้มามากแต่ไม่มีผู้ใดที่ดูงดงามยิ่งกว่าสตรีเหมือนบุรุษผู้นี้ สายตาของเขาจับจ้องที่เรือนร่างอรชรของโจวเจ้าเว่ยจนลับตา

“ช่างเป็นวาสนาของเราที่ได้พบศิษย์พี่ซึ่งถือเป็นกิเลนคู่สำนักอันเลื่องชื่อ วันนี้ยังได้พบคุณชายผู้งดงามที่สุดอีกคน” บุรุษอีกคนที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น

สองบุรุษผู้เฝ้าสำนักเก็บความปลื้มปิติและชื่นชมไว้ภายในใจ ตั้งใจยืนหลังตรงผึ่งผายปฏิบัติหน้าที่เฝ้าประตูที่ได้รับมอบหมายด้วยความตั้งใจต่อไป

“เจี๋ยหลุนตอนตัวอยู่ที่นี่นอนตรงไหนเหรอ เค้าอยากไปดูบ้านพักของตัว”

“หอนอนพักรวมกับศิษย์คนอื่น” โจวเจี๋ยหลุนตอบเบา ๆ

“อ้อเหมือนโรงเรียนประจำสินะ แล้วเค้าเข้าไปดูได้มั๊ย” โจวเจ้าเว่ยเอ่ยเสียงเบาเช่นกัน

“ไม่ได้”

“ทำไมล่ะ”

“มีศิษย์น้องที่เข้ามาภายหลังใช้ไปแล้ว”

“ว๊าเสียดายจัง” โจวเจ้าเว่ยทำหน้ามุ่ยอุตส่าห์เข้ามาภายในได้แท้ๆ กลับไม่ได้เห็นหอนอนของพี่ชาย

“อย่าได้ส่งเสียงดังไป พูดจาต้องระมัดระวังเพราะอาจมีคนกำลังฝึกจิตบำเพ็ญเพียรเราอาจไปล่วงเกินเขาได้”

โจวเจี๋ยหลุนยกมือปิดปากน้องสาวแล้วเอ่ยเสียงเบา เขาย้ำกับเธอเป็นร้อยรอบว่าห้ามส่งเสียงดังก่อนหน้าก็เหมือนจะเข้าใจดี แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่จดจำใส่ใจเอาเสียเลย

“แล้วกฎสำนักนี่ตัวจำได้หมดทุกข้อหรือเปล่า” คราวนี้เธอกระซิบเสียงเบา

“กฎของสำนักไม่ต้องท่องแต่เป็นการฝึกตนให้เป็นนิสัยจนจำได้ขึ้นใจ” เขากล่าวเรียบๆ

“มิน่าล่ะ ตัวถึงได้กลายเป็นคนประหลาดแบบนี้”

“สถานที่ทุกที่หากต้องการให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยทุกคนย่อมต้องรักษากฎที่นี่ก็เช่นกัน” โจวเจี๋ยหลุ่นเอ่ยเสียงเบา เขายังคงกิริยาดั่งเช่นสุภาพชนไว้ทุกกระเบียดนิ้วแม้จะพูดกับน้องสาวก็ตามที

โจวเจ้าเว่ยเบ้ปากแล้วพูดเสียงเบาไม่ต่างกัน

“น่าเบื่อชะมัด ภายในตกแต่งเรียบง่ายเหมือนวัดเลยไม่มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจแม้แต่น้อย”

“ที่นี่เป็นโรงเรียนไม่ใช่โรงแรมหรือสวนสนุกเว่ยเว่ยจะมาคาดหวังอะไรล่ะ”

“นั่นสิ เค้ายังคิดว่าตัวเรียนจบแล้วจะทิ้งทางโลกไปปฏิบัติธรรมเสียอีก” หญิงสาวกล่าวค่อนแคะพี่ชาย

เขาได้แต่ยิ้มบางแล้วส่ายหน้า ก่อนก้าวเท้าอย่างสุขุมเดินตรงอย่างคุ้นเคยเข้าไปภายใน

โจวเจ้าเว่ยมองแผ่นหลังองอาจของพี่ชายแล้วครุ่นคิด ปกติพี่ชายเธอก็เงียบขรึมอยู่แล้วยิ่งมาเรียนที่สำนักคุณหลุนที่เคร่งเรื่องกฎเกณฑ์จึงทำให้เขากลายเป็นคนกว่าจะเอ่ยวาจาใดออกมาได้ก็ยากยิ่งนัก เขาเป็นพวกใช้สมองมากกว่าใช้ปาก ผิดกับเธอที่ชอบใช้ปากพูดไม่ทันคิด นิสัยทั้งคู่แตกต่างจนดูไม่ออกเลยว่าเป็นฝาแฝดที่เกิดห่างกันเพียงไม่กี่วินาที

“และกฎข้อห้ามสำคัญของที่นี่คือห้ามให้ผู้หญิงเข้ามา พี่พาเว่ยเว่ยเข้ามาครั้งนี้ถือว่าทำผิดกฎสำนัก หากยังเรียนอยู่ที่นี่ต้องถูกทำโทษสถานหนักดังนั้นทำตัวดีๆ อย่าวุ่นวาย” โจวเจี๋ยหลุนเอ่ยปากเตือนน้องสาวเสียงเบา

“ทำโทษยังไงเหรอเจี๋ยหลุน” หญิงสาวกระซิบถามเสียงเบาเช่นกัน

“นั่งคัดกฎทุกข้อหนึ่งพันรอบและคุกเข่าต่อหน้าแท่งศิลาสามวันโบยหนึ่งร้อยไม้” โจวเจี๋ยหลุนกล่าวราบเรียบ

“โหดร้ายตั้งพันรอบเมื่อไหร่จะเสร็จมีเยอะขนาดนั้น ยังมีโทษโบยอีกเป็นเค้าคงตายตั้งแต่ไม้แรกแล้ว” แค่คิดโจวเจ้าเว่ยก็น้ำตาคลอ แค่พาผู้หญิงเข้ามาถึงขนาดต้องโบยกันเลยเหรอ

“เพราะแบบนี้ถึงไม่เคยมีผู้ใดผิดกฎมาก่อนเลยยังไงล่ะ”

“แล้วคราวนี้ตัวจะโดนโบยหรือไม่”

“ไม่หรอก ขอเพียงน้องอยู่อย่างสงบไม่ก่อเรื่องก็ไม่มีเรื่องอันใดให้กังวล” เขาตอบอย่างมั่นใจ

“เราจะไปไหนกันอ่ะ” หญิงสาวถามต่อมองทางแยกสี่ทางด้านหน้าอย่างงงงวย

“ไปคารวะอาจารย์ที่อาศรม”

“อาจารย์ของตัวเป็นพระหรือ”

“ไม่ใช่พระ แต่ปลีกวิเวกเรือนของอาจารย์คืออาศรมไร้เสียง ดังนั้นพี่ขอร้องว่าน้องห้ามวุ่นวายและปิดปากให้เงียบ”

“อือ” โจวเจ้าเว่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ เหตุใดถึงดูวุ่นวายขนาดนี้ เข้ามาในนี้ไม่ถึงสิบนาทีเธอก็อึดอัดจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว

โจวเจ้าเว่ยจึงได้ปิดปากเงียบเชียบ เดินตามก้นพี่ชายด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าโจวเจี๋ยหลุนจะออกจากสำนักมาหลายปีแล้วแต่เขาก็ยังคงเป็นที่จดจำในฐานะศิษย์ดีเด่นอันดับหนึ่งในของสำนัก ดังนั้นทุกย่างก้าวของเขาที่เดินผ่านศิษย์น้องแม้จะไม่เคยพบหน้าเขาก็ได้รับการคารวะอย่างนอบน้อม

นั่นเป็นเพราะทันทีที่เขามาถึงคนเฝ้าประตูก็กระจายข่าวให้ศิษย์น้องทราบจนทุกคนล้วนอยากมาพบตัวจริงของศิษย์พี่คนดังแห่งคุณหลุน ความฮอตของพี่ชายทำให้โจวเจ้าเว่ยรู้สึกน้ำตาไหลพราก แม้แต่ในโรงเรียนชายล้วนอย่างสำนักคุณหลุนโจวเจี๋ยหลุนก็ยังโดดเด่นกว่าผู้ใด

พี่ชายของเธอรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณขาวผ่อง เดินตรงสง่างาม ใบหน้าเรียบเฉย ผิดกับเธอที่เดินก้มหน้า มือจับชายผ้าของโจวเจี๋ยหลุน สายตาหวาดระแวง หวาดกลัวว่าจะโดนจับได้ แค่ท่าเดินและความมั่นใจก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวแล้ว

แม้จะได้รับการคารวะและการชื่นชมอย่างออกหน้าออกตาของศิษย์น้องโจวเจี๋ยหลุนก็ยังตีหน้าขรึมเหมือนคนเพิ่งกินยาขมมา

โจวเจี๋ยหลุนเพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อยให้บรรดาศิษย์น้องเท่านั้น ท่าทางองอาจเคร่งขรึมดูสง่างามของเขาทำให้ทุกคนส่งเสียงชื่นชมแผ่วเบาซึ่งเบามากจนแทบไม่ได้ยินแตกต่างจากกิริยาตื่นเต้นจนออกนอกหน้าของบรรดาศิษย์น้อง โจวเจ้าเว่ยอดชื่นชมพวกเขาไม่ได้แม้แต่จะยินดีที่ได้พบศิษย์พี่คนดัง ทุกคนยังอยู่ในความสงบและรักษามารยาทแห่งความเงียบงันได้เป็นอย่างดี

ตลอดสองข้างทางที่สองพี่น้องเดินต่างมีขบวนต้อนรับของศิษย์น้องในชุดขาวซึ่งเป็นเครื่องแบบของสำนักนับได้เป็นร้อยยืนเรียงรายราวกับกำลังต้อนรับคนสำคัญของโลกเสียอย่างนั้น โจวเจ้าเว่ยแม้จะตื่นเต้นแต่เธอก็ได้แต่ก้มหน้าลงเดินตามพี่ชายอย่างเงียบเชียบไม่อยากให้ใครจับพิรุธได้

โจวเจี๋ยหลุนนำโจวเจ้าเว่ยเข้ามาจนถึงเรือนต้อนรับเพื่อผ่านเข้าไปพบอาจารย์ที่อาศรมไร้เสียง แต่ถูกศิษย์น้องมาขวางทางไว้เสียก่อน

“อาจารย์รอศิษย์พี่อยู่ด้านในเรือนต้อนรับขอรับ เชิญศิษย์พี่”

โจวเจี๋ยหลุนเลิกคิ้วฉงน ทุกปีในเวลานี้อาจารย์จะบำเพ็ญตนโดยไม่ย่างก้าวออกมาจากอาศรมเลย เหตุใดจึงมารอเขาที่เรือนต้อนรับแห่งนี้ เขาพยักหน้าแล้วดึงแขนโจวเจ้าเว่ยเบาๆ หญิงสาวพยักหน้าแล้วก้าวตามพี่ชายมาติดๆ

เมื่อเข้ามาด้านในโจวเจ้าเว่ยแอบมองโดยรอบอย่างระวัง สถานที่แห่งนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนวัดป่าที่ตั้งอยู่กลางภูเขามากกว่าจะเป็นสำนักฝึกยุทธอันดับหนึ่งของใต้หล้า เครื่องประดับเรือนไม่มีอะไรเลยสักอย่าง หญิงสาวเห็นเพียงเก้าอี้ประธานตั้งอยู่ตรงกลางและเก้าอี้สำหรับแขกตั้งเรียงไม่กี่ตัวอยู่ด้านล่าง สมกับที่ได้รับฉายาว่าสำนักคุณหลุนที่สงบสง่างามและเรียบง่ายโดยแท้จริง

เธอพบบุรุษผู้หนึ่งแม้จากการคาดเดาน่าจะมีอายุราวหกสิบกว่าๆ ใบหน้าเคร่งขรึมนั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานดูจากรัศมีรอบกายคงไม่มีผู้ใดกล้าตอแย รอบข้างตัวเขาที่เงียบเชียบอยู่แล้วกลับยิ่งดูวังเวงนิ่งสงบราวกับอยู่ในป่าช้า

บุรุษผู้นั้นสวมชุดขาวสง่างามปักลายกิเลนเหินลายปักตรงไหล่ขวา ดูแตกต่างจากอาภรณ์ของศิษย์คนอื่นที่โจวเจ้าเว่ยพบมาก่อนหน้า

ผู้อาวุโสสวมเสื้อคลุมตัวโปร่งสีขาวปักดิ้นทองกิเลน อีกทั้งบนศีรษะมีปิ่นกิเลนอันใหญ่ปักมวยผมแทนปิ่นหยกธรรมดา คนผู้นี้ดูสูงส่งดุจเทพเซียนมีอำนาจบารมีจนเพียงแค่สัมผัสก็ต้องเกรงกลัว โจวเจ้าเว่ยก้มหน้านึกกลัวความเข้มงวดของเขาจนรู้สึกอึดอัดไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

“คารวะอาจารย์”

โจวเจี๋ยหลุนประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม เจ้าสำนักคุณหลุนนามว่าหลุนหว่างซีรีบลุกขึ้น ใบหน้าเคร่งขรึมอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้พบศิษย์รักของเขาอีกครั้ง

“เจ้าจากอาจารย์ไปหลายปีบัดนี้กลับมาเยี่ยมบ้านไม่ว่าด้วยเหตุผลอันใดอาจารย์ดีใจนัก” ผู้อาวุโสปรายตามองโจวเจ้าเว่ยแล้วยิ้มอย่างรู้ทันแล้วเอ่ยขึ้นว่า “คนผู้นี้คือ”

“เรียนเจ้าสำนัก ข้าน้อยเป็นน้องเอ่อ..น้องชายของท่านพี่เจี๋ยหลุนขอรับ” โจวเจ้าเว่ยทำความเคารพกดน้ำเสียงให้ต่ำลง

“ขออภัยท่านอาจารย์ ศิษย์ฝ่าฝืนกฎสำนักแต่ด้วยความจำเป็นไม่อาจทิ้งนางไว้ด้านนอกได้”

ผู้เป็นพี่รีบเอ่ยขึ้น อาคมพรางตนเป็นอาคมที่เจ้าสำนักเชี่ยวชาญที่สุดและเป็นผู้สอนเขามาเองเหตุใดเขาจะดูไม่ออกว่าโจวเจ้าเว่ยกำลังถูกบดบังตัวตนด้วยอาคมนี้อยู่

“เรื่องไม่ควรเอ่ยเจ้าไม่จำเป็นต้องพูดออกมา เราศิษย์อาจารย์ไม่ได้พบหน้ามาหลายปี มีเรื่องสนทนาอีกมาก เจ้ามาครานี้จะพำนักอยู่นานแค่ไหน”

หลุนหว่างซีเอ่ยเนิบๆ คล้ายจะบอกแก่โจวเจี๋ยหลุนว่าเขาจะแสร้งทำเป็นไม่รับรู้เสีย ส่วนเจ้าก็อย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ออกมาอีก

โจวเจี๋ยหลุนเข้าใจในทันที จึงไม่เอ่ยถึงน้องสาวอีก เพียงตอบคำถามที่อาจารย์ถามเท่านั้น

“เพียงราตรีเดียวขอรับ ศิษย์มีหลายเรื่องต้องรีบจัดการ”

โจวเจ้าเว่ยมองพี่ชายกับอาจารย์ของเขาตาโต แม้แต่ท่านเจ้าสำนักผู้เคร่งครัดก็ยังยอมละเว้นให้พี่ชาย เขานี่ถือเป็นยอดคนเสียจริง แต่ก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือที่พี่เธอมีอิทธิพลต่อผู้อื่นถึงเพียงนี้

“เจ้ามาก็ดีแล้วศิษย์พี่ของเจ้าเดินทางมาถึงเมื่อวานด้วยเรื่องธุระสำคัญ เห็นทีว่าศิษย์อาจารย์ที่ไม่ได้เจอกันนานอย่างเรามีเรื่องสนทนากันอีกเยอะ มาครานี้ได้พบกันราวปาฏิหาริย์ กี่ปีแล้วนะที่พวกเจ้าจากอาจารย์ไปและไม่ได้กลับมาอีกเลย” หลุนหวางซีตบไหล่โจวเจี๋ยหลุนเบาๆ

“ศิษย์อกตัญญูแต่เพราะความจำเป็นจึงหาโอกาสมาคารวะไม่ได้ ตั้งแต่จากกันครั้งสุดท้ายก็เป็นเวลาสามปีย่างสี่ปีแล้วขอรับ”

“ท่านพ่อของเจ้าคงสบายดีใช่หรือไม่”

เจ้าสำนักคุณหลุนความจริงเป็นสหายเก่าของโจวเจ๋อฮั่นบิดาของโจวเจี๋ยหลุนและโจวเจ้าเว่ยผู้ที่เคยศึกษาอยู่ที่สำนักคุณหลุนเมื่อครั้งยังเยาว์เช่นกัน

“ขอรับ หลายครายังบ่นคิดถึงสำนักคุณหลุนและอาจารย์ให้ศิษย์ฟัง”

“หากเจ้ากลับไปนำความห่วงใยของอาจารย์ไปถึงพ่อของเจ้าด้วย การมาครานี้นับเป็นเรื่องดี อาจารย์ให้คนจัดเตรียมห้องพักให้เจ้าและน้องของเจ้าแล้ว ตามเขาไปพักผ่อนแล้วค่อยมาสนทนากับอาจารย์ มาครานี้ช่างเป็นเหตุบังเอิญที่ดียิ่งเจ้าพบศิษย์พี่หรงของเจ้าเสียหน่อยเขาคงดีใจเป็นอย่างมาก พวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์น้องไม่ได้พบกันนานแล้วไม่ใช่หรือ”

“ศิษย์พี่อยู่ที่นี่หรือขอรับ” โจวเจี๋ยหลุนดูเหมือนจะดีใจมากเช่นกัน ใบหน้าราบเรียบของเขาเปล่งประกายถึงความดีใจและตื่นเต้น โจวเจ้าเว่ยนึกสงสัยว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ใดถึงได้ทำให้พี่ชายของเธอดีใจถึงเพียงนี้

“ใช่เขาเพิ่งกลับเรือนพำนักไปหากได้พบเจ้าคงดีใจเช่นกัน ดังนั้นเจ้าจงไปเก็บสัมภาระและดูแลน้องของเจ้าให้เรียบร้อย อีกครึ่งชั่วยามให้ไปพบอาจารย์ที่อาศรมกับศิษย์พี่ของเจ้า”

“เช่นนั้นศิษย์ขอตัวก่อนก่อนขอรับ” โจวเจี๋ยหลุนยกมือประสานกัน โจวเจ้าเว่ยทำตามผู้เป็นพี่เดินตามเขาออกมาจากห้องอย่างสำรวม

อ่านต่อ

สารบัญ วุ่นรักมนตรา คำสาปบุปผา NC20+

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบ

นิยายมาใหม่

ภาพปกนิยายเรื่อง จุดมุมเจอความรัก
7.2
ชีวิตหลังแต่งงานของหญิงสาวเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ เมื่อผ่านไปนับเดือนสามีกลับรักษาระยะห่างและไม่ยอมมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ท่าทีเฉยเมยนี้ทำให้เธอระแวงว่าเขาอาจมีความลับเรื่องสุขภาพปิดบังไว้ ทว่าข้อสันนิษฐานทั้งหมดก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืน เมื่อชายหนุ่มที่เคยดูไร้อารมณ์กลับเผยความปรารถนาอันรุนแรง อ้อมกอดและสัมผัสดุดันพิสูจน์ว่าเธอประเมินเขาผิดไป เขาปลดปล่อยความรู้สึกที่กักเก็บไว้อย่างยาวนานผ่านบทรักเร่าร้อน จนเธอไม่อาจตั้งรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทันและต้องพ่ายแพ้ต่อความหลงใหลที่เขาโหมกระหน่ำใส่
ภาพปกนิยายเรื่อง ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
ภาพปกนิยายเรื่อง ความรักจากท้องฟ้า
6.7
เวลาสามปีที่อยู่ร่วมชายคากัน เธอต้องทนฟังเรื่องที่เขามีหญิงอื่นเคียงข้างเสมอ แม้ความจริงจะประจักษ์ชัดแต่เธอกลับเลือกเก็บซ่อนความร้าวราน ปิดปากเงียบและทำตัวราวกับคนตาบอดเพื่อประคองความสัมพันธ์อันเปราะบางไม่ให้ขาดสะบั้น ความจริงที่กรีดแทงใจคือเธอเป็นได้เพียงคู่นอนที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ไม่เคยได้รับเกียรติในฐานะคนรักอย่างเปิดเผย แม้จะผูกพันลึกซึ้งเพียงใด แต่เมื่อวันลาจากมาถึง เธอต้องพบกับความเจ็บปวดที่สุดเมื่อไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่าเลิกรา นั่นเพราะสถานะของทั้งสองไม่เคยมีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้น
ภาพปกนิยายเรื่อง เมื่อ playboy ตัวร้าย ต้องแพ้พ่ายยัยตัวเล็ก  (แอลตัน-สายป่าน)
8.9
เมื่อแอลตัน หนุ่มหล่อชาวฝรั่งเศสวัย 35 ปีผู้รักชีวิตโสดและมีปมในอดีต ต้องมาเจอกับสายป่าน สาวสวยสุดแซ่บวัย 20 ปีที่มีความป่วนและไม่ยอมคน ความคิดที่ไม่ยอมผูกมัดกับใครของเขาจึงเริ่มสั่นคลอนอย่างหนัก การเผชิญหน้าระหว่างเพลย์บอยหนุ่มผู้รักอิสระกับสาวน้อยจอมแสบที่พร้อมท้าชนทุกสถานการณ์ นำไปสู่ภารกิจปราบเสือร้ายให้ยอมจำนน ท่ามกลางความวุ่นวายที่ชวนลุ้นว่าความรักของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไร
ภาพปกนิยายเรื่อง ทัณฑ์บรรณาการ
7.8
ชีวิตของใบบัวต้องพลิกผันสู่ความยากลำบาก เมื่อเธอถูกส่งตัวไปเป็นของบรรณาการเพื่อล้างหนี้สินที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนสร้างขึ้น เอเดน ดีคอร์เนอร์ มหาเศรษฐีหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของคาสิโน จึงตักตวงและใช้ประโยชน์จากเธออย่างเต็มที่ ทว่าท่ามกลางเปลวไฟแห่งความปรารถนาอันเร่าร้อน เสน่ห์อันอ่อนหวานของเธอกลับค่อยๆ ละลายหัวใจที่เคยเย็นชาและแข็งกร้าวของเขาให้ยอมสยบ จากบทลงโทษอันแสนร้ายกาจแปรเปลี่ยนเป็นห้วงรักลึกซึ้งที่ทำให้เอเดนปรารถนาจะกักขังและครอบครองเธอไว้ในอ้อมแขนของเขาเพียงผู้เดียวดียวตลอดไป
ภาพปกนิยายเรื่อง คุณหมอจอมบงการ (ซีรีย์ชุดจอมใจจอมบงการรัก)
8.2
เมื่อคุณหมอหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์อย่าง ธันวา ถูกมารดาบังคับให้แต่งงานกับ ดารัณ หญิงสาวที่เขาเคยพยายามวิ่งหนีเมื่อเก้าปีก่อน แต่การกลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะภรรยา ความสวยหวานของเธอกลับทำให้หัวใจเขาหวั่นไหวอย่างรุนแรง จนคุณหมอหนุ่มถึงขั้นวางแผนลักพาตัวภรรยาตัวเอง และเมื่อดารัณต้องเผชิญหน้ากับธันวาในเวลาที่ไม่คาดคิด เธอกลับถูกเขาลงโทษด้วยจูบอันเร่าร้อนและดุดันเพราะความห่วงใยอย่างหนัก ท่ามกลางความสับสนว่าตนเองทำผิดอะไร ดารัณกลับต้องรับมือกับตัวตนแสนร้ายกาจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์อันแสนอบอุ่นของสามีจอมบงการคน
รายชื่อตอน
อ่านเลย
แชร์